วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดโปงภัยร้าย 'ทัวร์ศูนย์เหรียญ' บั่นทอนท่องเที่ยวไทย

ตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ประเทศไทยตลอดปีนี้ที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในภาคท่องเที่ยววิเคราะห์ไว้ล่าสุด สรุปตรงกันว่าจะมีมากถึง 7.5 ล้านคน เป็นการแตะระดับ 7 ล้านคนเป็นปีแรก

เมื่อมองย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อนหน้า เราเคยดีใจจนเนื้อเต้นที่นักท่องเที่ยวจีนแตะ 2 ล้านคน และกระโดดเป็น 4 ล้านคนอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ตัวเลข ล่าสุดที่กำลังจะเกิดขึ้นปีนี้จ่อทะยานเกินความคาดหมายไปกว่านั้นอีกมาก

ด้านตัวเลขรายได้ที่ประเทศไทยได้รับจากนักท่องเที่ยวจีนที่ทะลักเข้ามานั้น หากคิดเฉพาะช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยแล้ว 3.25 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริป 48,000 บาท คนจีนชาติเดียวนำรายได้ เข้าประเทศไทยแล้ว 156,000 ล้านบาท หากพิจารณารายได้รวมทั้งปีหากมีนักท่องเที่ยวจีนทะลักเข้ามาถึง 7.5 ล้านคน ประเทศไทยจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนสูงถึง 360,000 ล้านบาท

แน่นอน! รายได้ระดับนี้ย่อมทำให้ใครต่อใครหลงใหลได้ปลื้มกับความสำเร็จอันยิ่งยวด แต่หากได้เห็นข้อมูลต่อไปนี้แล้ว เราอาจต้องมาชั่งใจกันใหม่ว่าจะ “ดีใจ” หรือ “เสียใจ” กันดีกับปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่อาจต้องแลกมาด้วยรายได้อัน “ฉาบฉวย”

นั่นเพราะปัจจุบัน “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” จากจีนได้กลับมาระบาดอีกหน และดูจะ “เลวร้าย” ยิ่งกว่าที่มีคนจีนสวมบัตรประชาชนไทยมาเปิดธุรกิจครบวงจรในไทย หรือที่ใช้คนไทยเป็น “นอมินี” เพื่อเปิดบริษัทรองรับนักท่องเที่ยวจีนโดยตรงเสียอีก

อุบัติการณ์ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” คืนชีพ!

เมื่อพูดถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ชอบส่งเสียงดัง โวยวาย ไร้ระเบียบ หลายคนแสดงพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ เป็นต้นว่า เอาเท้าไป แกว่งในอ่างล้างหน้า ขากถุย ยืนปัสสาวะ ถ่ายอุจจาระไม่เลือกที่ จนมีข่าวปรากฏบนสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อต่างๆ ทั้งในไทยหรือแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆทั่วโลก

แน่นอนช่วงหนึ่งคนไทยรู้สึก “เอือมระอา” กับสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมานี้ บางส่วนถึงกับออกโรงต่อต้านไม่อยากต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ แต่เมื่อคำนึงถึงศักยภาพของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ในที่สุดแล้วเราเองต้องยอมรับคนเหล่านี้ได้สร้างรายได้นำเงินเข้าประเทศจำนวนมหาศาล เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ที่กำลังเติบโต

พร้อมๆ กับที่ภาครัฐโดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงผู้ประกอบการนำเที่ยวได้ร่วมมือกันแก้ไข ด้วยการพิมพ์แผ่นพับแจกจ่ายนักท่องเที่ยว ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อที่ส่งไปถึงนักท่องเที่ยวเหล่านี้เมื่อต้องเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยว่าอะไรควร-ไม่ควร อะไรคือสิ่ง “ต้องห้าม” ทำให้สถานการณ์เบาบางลง

เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าในแง่พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวนั้นเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก หากทุกฝ่ายจะประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่ถูกต้อง เข้าใจตรงกัน

แต่ในส่วนของพฤติกรรมของ “ผู้ประกอบการท่องเที่ยว” ที่มีโครงสร้างผิดเพี้ยน และมีการสร้าง “โมเดล” ที่ผิดไปจากครรลองที่ควรจะเป็นแล้ว สิ่งเหล่านั้นย่อมนำมาซึ่งความเสียหายและอาจนํามาซึ่ง “หายนะ” ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาวเอาได้

พฤติกรรมของผู้ประกอบการท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่กำลังปลุก “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และ “ทัวร์คิกแบ็ก” ที่เคยสร้างปัญหาให้แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย วันนี้กำลังรุกคืบกลับมาอีกหน และเป็นสัญญาณอันตรายที่ “ทีมเศรษฐกิจ” เห็นว่าจำเป็นที่หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งลงมือแก้ไขอย่างเร่งด่วน!

ข้อมูลจากกลุ่มคนที่ครํ่าหวอดอยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวจากประเทศจีนซึ่งเปิดเผยกับ “ทีมเศรษฐกิจ” นั้น ระบุว่าในบรรดานักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่มากับ “กรุ๊ปทัวร์” ที่มีมากกว่า 70% และอีก 30% เป็นพวกที่เดินทางมาด้วยตัวเอง “คนกลุ่มหลังนั้น เป็นกลุ่มที่เคยมาเมืองไทยแล้วจึงเลือกที่จะท่องเที่ยวด้วยตัวเอง วางโปรแกรมการเดินทางเอง จองโรงแรมที่พักด้วยตัวเอง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้นำรายได้เข้าประเทศไทยแบบเต็มๆ ซึ่งรัฐบาลต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยให้ดี”

แต่กลุ่มที่ต้อง “โฟกัส” คือกลุ่มที่มากับบริษัททัวร์ ซึ่งกว่า 80% ในเวลานี้เป็น “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และที่หนักกว่าคือ “ทัวร์ติดลบ” ที่บางคนเรียกว่า “ทัวร์เคบี” หรือ Kick back ขายราคาต่ำกว่าทุนอย่างไม่มีเหตุผล!

“บริษัททัวร์ขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กของคนไทยที่รับนักท่องเที่ยวจีนเวลานี้ล้วนตกอยู่ภายใต้วงจรนี้ทั้งหมด ไม่ต้องถามว่า คนโน้นทำมั้ย คนนี้ทำมั้ย ทำกันทุกคน เพราะโครงสร้างของธุรกิจทัวร์จีนเป็นเช่นนี้ แต่ทัวร์คิกแบ็กจะทำมากในบริษัทของคนจีนกันเองมากกว่า หรือไม่ก็บริษัทที่ใช้ไกด์คนจีนซึ่งสื่อสารกันง่าย กล้าที่จะบังคับข่มขืนใจพวกเดียวกันเองในการซื้อออปชั่นเพิ่ม”

ถามว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และ “ทัวร์คิกแบ็ก” ที่ว่าคืออะไร?

คำอธิบายที่เข้าใจง่ายที่สุดที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวบอกกับเราก็คือ ก็มากินฟรี เที่ยวฟรีนั่นแหละ โดยวงจรอุบาทว์นี้เริ่มต้นมาจากประเทศจีนเอง แม้แต่ทัวร์ในประเทศจีนเองที่พาคนจีนไปเที่ยวต่างมณฑลก็เป็นแบบนี้ “วิธีการของทัวร์กลุ่มนี้ เริ่มจากการขายทัวร์แบบขาดทุน ราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ตัวอย่างแพ็กเกจเที่ยวเมืองไทย 5 วัน 5 คืน เดินทางจากจีนมากรุงเทพฯ ไปพัทยา ราคาแค่ 15,000 บาท ราคานี้รวมค่าเครื่องบิน ที่พัก พาเที่ยวตลอดทริป ซึ่งเป็นราคาที่ “ถูกมาก” ชนิดใครได้ยินก็ต้องคว้าไว้ก่อน”

ถามว่าขายราคาขาดทุนแบบนี้แล้วธุรกิจทัวร์เหล่านี้อยู่ได้อย่างไร?

หากเจาะลึกลงไปดูธุรกิจเหล่านี้ จะพบว่าบริษัททัวร์ต้นทางจากจีนที่ขายแพ็กเกจทัวร์ข้างต้น โดยคิดแค่ค่าเครื่องบินบวกกำไรนิดหน่อย เช่น ค่าเครื่องบินไป-กลับ 13,000 บาท เขาได้บวกกำไรต่อหัวไปแล้วคนละ 2,000 บาท เอากำไรแค่นี้ แต่เมื่อคิดถึงจำนวนลูกทัวร์ 200 คนต่อลำ แค่นี้ก็ฟันกำไรไปแล้ว 400,000 บาท ส่วนค่าเครื่องบินที่กดราคาลงมาถูกได้นั้น นิยมใช้เครื่องเช่าเหมาลำ “ชาร์เตอร์ไฟลท์” ซึ่งเป็นที่แพร่หลายกันในหมู่คณะทัวร์ที่มาจากมณฑลที่ไม่มีสนามบินหลัก หรือไม่มีเที่ยวบินประจำเข้าไทย และล้วนเป็นนักท่องเที่ยวที่มาไทยเป็นครั้งแรก!

“เมื่อเช่าเครื่องบินมาแล้วก็ต้องหาคนใส่ให้เต็มเที่ยวบิน ฉะนั้นคนมาทีหลังอาจยิ่งได้ราคาถูกเข้าไปอีก เพราะขายถูกเอาทุนคืนดีกว่าปล่อยที่นั่งว่าง เสร็จสรรพเมื่อมาถึงเมืองไทยก็ส่งต่อลูกทัวร์ให้บริษัททัวร์ฝั่งไทย โดยไม่ได้จ่ายค่าหัวหรือค่าใช้จ่ายให้ ขอย้ำว่าให้แต่ลูกทัวร์แต่ไม่ให้เงินสักบาท จึงเรียกว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ””

ส่วน “ทัวร์คิกแบ็ก” สภาพการณ์ก็คล้ายกัน แต่ต่างกันตรงที่เวลานำนักท่องเที่ยวจีนมาให้บริษัททัวร์ฝั่งไทยแล้ว นอกจากไม่ให้เงินแล้ว บริษัททัวร์ฝั่งไทยยังต้องควักเงินไปจ่ายเพื่อ “ซื้อหัว” นักท่องเที่ยวมาอีก ราคาหัวละ 5,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องมีภาระสูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้คนจีนจึงมองว่าประเทศไทยเป็น “จุดหมายปลายทางราคาถูก” หรือ Cheap Destination ตรงข้ามกับความพยายามสร้างภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็น “จุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพ” หรือ Quality Destination

ทิ้งปัญหา “เอือมระอา” ไว้ดูต่างหน้า

ในส่วนของบริษัททัวร์ไทย เมื่อต้องกระโจนเข้าสู่วงจรอุบาทว์ของ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และ “ทัวร์คิกแบ็ก” แล้ว เมื่อต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทั้งค่าโรงแรมที่พัก ค่าอาหาร รถทัวร์ขนส่ง ค่าไกด์นำเที่ยว ก็ย่อมต้องหาทางรีดรายได้เอากับ “ลูกทัวร์” กลุ่มนี้จนกว่าจะคุ้มทุน!

ขณะเดียวกัน อุปนิสัยใจคอของคนจีนเองก็ชอบช็อปปิ้งเวลาเดินทางไปต่างถิ่น ต่างเมือง จึงกลายเป็นโอกาสให้ทัวร์วงจรอุบาทว์เหล่านี้ถอนทุนคืนโดยง่าย!

หากชำแหละค่าใช้จ่ายต่อหัวที่บริษัททัวร์ฝั่งไทยต้องเหมาหัวซื้อมาจากทัวร์กลุ่มนี้ ที่กอปรไปด้วยค่าโรงแรมที่พักรวมอาหารเช้าคืนละ 1,200 บาท รวม 5 คืน 6,000 บาท ลูกทัวร์พัก 2 คน/ห้อง ค่าใช้จ่ายต่อหัวส่วนนี้ตกคนละ 3,000 บาท ค่าอาหาร 5 วันรวม 10 มื้อ มื้อละ 150 บาท รวม 1,500 บาท และค่าเช่ารถทัวร์วันละ 5,000-6,000 บาท/20 ที่นั่ง หรือเฉลี่ยคนละ 1,000-1,200 บาท สิริรวมค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ทัวร์ไทยต้องแบกรับอยู่ที่ 5,500-5,700 บาท และถ้าซื้อหัวนักท่องเที่ยวมาอีกรายละ 5,000 บาท ก็มีค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ 10,500-10,700 บาท

ยังมีหนทางปรับลดค่าใช้จ่ายต่อหัวลงมาอีกจากการที่ต้องเช่ารถรับนักท่องเที่ยว เมื่อมีสองบริษัทใหญ่เจ้าของร้านจิวเวลรี่ที่หากินอยู่กับกรุ๊ปทัวร์เหล่านี้ ลงทุนซื้อรถทัวร์เป็นพันคันเพื่อให้เช่าราคาถูกเพียงวันละ 1,000 บาท ภายใต้ เงื่อนไขที่ต้องนำนักท่องเที่ยวมากินและช็อปปิ้งตามร้านที่บริษัทเจ้าของรถเช่ากำหนดไว้ซึ่งมีอยู่ 4-5 ร้าน มีทั้งร้านขายจิวเวลรี่ ของชำร่วย รังนก กระเป๋า ยาสมุนไพรหรือยาโด๊ปทั้งหลาย ที่ล้วนเป็นร้านของเจ้าของจิวเวลรี่ทั้งสิ้น

แน่นอน! เมื่อทั้งบริษัททัวร์ไทยที่รับลูกทัวร์จีนมา และบริษัทรถทัวร์ให้เช่าที่กลุ่มเจ้าของร้านจิวเวลรี่จัดหามาให้ต่างมีค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนลงแรงไป จึงต้องหาหนทาง “ถอนทุนคืน” เอาจากการจับจ่ายใช้สอยของลูกทัวร์เหล่านี้ในทุกวิถีทาง
เพราะราคาสินค้า สมุนไพร ยาโด๊ป หรือจิวเวลรี่ที่ซื้อกลับไปฝากฝังญาติพี่น้องที่เมืองจีนนั้น คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้ได้ว่า “ถูกหรือแพง” อย่างไร เพราะร้านที่ถูกพาไปซื้อถูกกำหนดและจำกัดอยู่แค่นั้น และทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อของจากทางร้าน บริษัททัวร์จะได้เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่ง 30% ไกด์อีก 3% และเมื่อรวมยอดซื้อทั้งกรุ๊ปทัวร์ได้ตามเป้า ทางบริษัทผู้ให้เช่ารถยังให้ค่าหัวที่พาลูกทัวร์มาอีกหัวละ 1,000-2,000 บาทด้วย

ส่วน “ทัวร์คิกแบ็ก” ที่บริษัททัวร์มีค่าใช้จ่ายต่อหัวที่สูงกว่า นอกจากจะเดินบนเส้นทางแบบทัวร์ศูนย์เหรียญแล้ว ยังถูกขาย “ออปชั่นเพิ่ม” ในราคาที่สูงเกินจริง เช่นการพาไปเที่ยวเมืองกาญจนบุรีอีก 1 วัน ในราคา 9,000 บาท หรือพาไปดูโชว์ลามกอนาจารแบบ “โจ๋งครึ่ม” ในราคาเหมาหัวละ 1,500–2,000 บาท

บางคณะทัวร์นั้น เนื่องจากบริษัททัวร์ และเครือข่ายยังถอนทุนคืนได้ไม่ครบ ก็อัดโปรแกรมบังคับให้ลูกทัวร์ดูคืนเดียว 3 รอบ 3 แห่งดูกันจนตาแฉะตาบวม หรือไม่ก็วนเวียนกิน วนเวียนซื้อหาอยู่แต่กับร้านขายสมุนไพร ของที่ระลึก และยาโด๊ปที่บริษัททัวร์จัดไว้ จนกว่าจะรีดกระเป๋านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้หนำใจ ถอนทุนคืนได้หมด โดยมีข้อมูลชี้ชัดว่า สถานที่โชว์ลามก สำหรับทัวร์จีนในพัทยานั้นมีอยู่ด้วยกันถึง 5 แห่ง และอีก 2 แห่งในภูเก็ต มีการเก็บเงินใต้โต๊ะกันอย่างเป็นระบบ ผู้คนในวงการทัวร์รู้กันดี

ภาพลักษณ์ที่ถูกสื่อออกไปข้างต้นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้ภาพลักษณ์เมืองไทยเสียกับเสีย และแม้บางกรุ๊ปทัวร์บางคณะที่เคยมาเมืองไทยและรับไม่ได้กับที่ถูกบังคับให้ไปดูแต่โชว์ลามกอนาจาร จนมีการร้องเรียนทางการจีน และมีการสั่งปิดบริษัททัวร์ต้นสังกัดในจีนไปหลายราย

แต่กระนั้นดูเหมือนบรรดา “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และ “ทัวร์คิกแบ็ก” ยังคงผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดและมีแนวโน้มทะลักเข้ามาเมืองไทยไม่หยุดหย่อน!!!

ทุนจีนรุกคืบยึดฐานธุรกิจทัวร์ไทย

นอกเหนือจากบริษัททัวร์ไทยที่ต้องรับนักท่องเที่ยวจีน และเดินตามโครงสร้างธุรกิจที่ “บิดเบี้ยว” ข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสะพรึงกลัวที่กำลัง “รุกคืบ” เข้ามาพร้อมกับทัวร์ศูนย์เหรียญที่กำลังไหลบ่าเข้ามาบ้านเรา

นั่นคือ การรุกคืบเข้ามาของกลุ่มนักธุรกิจจีนที่เข้ามายึดหัวหาดเปิดบริษัทนำเที่ยวในไทย รวมทั้งธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง โดยกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เริ่มผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในระยะ 4–5 ปีมานี้ มีทั้งที่ใช้ชื่อคนไทยเป็น “นอมินี” หรือเอาคนจีนเข้ามาสวมบัตรประชาชนคนไทยแล้วเปิดสำนักงาน ภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงแรมที่พักนับสิบแห่งเพื่อรับนักท่องเที่ยวจากจีนโดยเฉพาะ

พฤติกรรมของกลุ่มทุนเหล่านี้ แรกเข้ามานั้นจะเน้นเรื่องการนำนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก และอ้างต้องการความคงเส้นคงวาของธุรกิจ มีการจัดหาเครื่องบินเช่าเหมาลำขนาด 200 ที่นั่ง หาคนจีนมาให้เต็มทุกที่นั่ง บินเข้า-ออกจากจีนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหารก็จองยาวข้ามปี ก่อนจะรุกคืบเข้ามาเจรจาถือหุ้นหรือบีบซื้อโดยตรง หาไม่ก็จะยกเลิกหรือโยกไปใช้บริการรายอื่นแทน

ปัญหาของการทำธุรกิจในลักษณะเช่นนี้ เริ่มกระทบกับธุรกิจในไทยแล้วในจังหวัดภูเก็ต เมื่อกลุ่มทุนจีนที่เคยเช่าเหมาภัตตาคาร โรงแรมที่พัก ใช้วิธีการเจรจาบีบซื้อหุ้น เจรจาร่วมทุนเพื่อแลกกับการนำนักท่องเที่ยวเข้ามาพักหรือใช้บริการระยะยาวเมื่อไม่ได้ก็โยกย้ายไปใช้บริการแห่งอื่น

ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมที่พักในพัทยาที่ในอดีตเคยเฟื่องฟูจากการขายอาหารที่พักให้นักท่องเที่ยวหรือทัวร์จากรัสเซียและยุโรปตะวันออกข้ามปี เวลานี้ก็เริ่มประสบปัญหาหลังยุโรปตะวันออกและรัสเซียเผชิญปัญหาเศรษฐกิจทำให้นักท่องเที่ยวหายไป และเริ่มหันไปขายเหมาให้กับบริษัททัวร์จีนกันเป็นล่ำเป็นสันแล้ว หลายแห่งเริ่มถูกกลุ่มทุนจีนรุกคืบจะเข้ามาถือหุ้น หรือซื้อกิจการแล้วเช่นกัน

กระบวนการทำธุรกิจของบริษัททัวร์นอมินีดังกล่าวถือว่าร้ายแรงสำหรับประเทศไทย เพราะเงินที่ได้จากธุรกิจทั้งหมดถูกขนกลับประเทศจีน กลายเป็นกลุ่มทัวร์เหล่านี้แค่มาใช้ทรัพยากรของประเทศไทย โดยไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับประเทศไทยแม้แต่น้อย!

ในส่วนของการกำกับดูแลของภาครัฐ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) นั้น เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่เพียงทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้คนต่างชาติมาเที่ยวไทย ซึ่งก่อนหน้าได้เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนจนติดลมบน และได้ผลพลอยได้คือ กลุ่มทัวร์ศูนย์เหรียญติดมาด้วยนั้น

เป้าหมายต่อไปของ ททท.นั้นได้ปรับทิศทางการทำตลาดที่มุ่งเน้นกลุ่มคนจีนที่มีรายได้ต่อปีสูงเกิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 675,000 บาทขึ้นไป เพราะมีศักยภาพมากกว่าทัวร์ระดับล่าง

ขณะที่กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา “นายทะเบียน” ที่ดูแลพฤติกรรมทั้งบริษัททัวร์และไกด์ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรที่มีไม่เพียงพอจึงไม่สามารถจะดูแลได้ทั่วถึง จึงได้แต่ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับกรมทะเบียนธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในการตรวจสอบบริษัทนอมินีทั้งหลาย รวมทั้งลงนามในบันทึกความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สืบสวนสอบสวนในทางลึกเพื่อหาทางดำเนินคดีบริษัทที่ทำผิดกฎหมายเหล่านี้

ส่วนภาคเอกชนเอง สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ศูนย์รวมบริษัท “ทัวร์อินบาวด์” เพิ่งเรียกประชุมบริษัททัวร์ที่รับนักท่องเที่ยวจีน 350 บริษัท ออกกฎเหล็ก 3 ข้อเพื่อควบคุมกันเอง ห้ามบริษัททัวร์ทิ้งหรือลอยแพลูกทัวร์โดยเด็ดขาด กับบังคับให้รถทัวร์ทุกคันต้องใช้ไกด์คนไทยตลอดทริป และให้ร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะร้านจิวเวลรี่ การันตีคุณภาพสินค้าและรับคืน 100% โดยแอตต้าเรียกมาตรการนี้ว่า “ลิดใบไม้ทีละกิ่ง”

สำหรับ “ทีมเศรษฐกิจ” แล้ว เรื่องของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เคยสร้างปัญหานั้น เป็นเรื่องที่เราสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก ผ่านความร่วมมือจากหลายๆฝ่าย ซึ่งเริ่มจะเห็นผลไปในระดับหนึ่งแล้ว

แต่ในส่วนของพฤติกรรมของผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่แฝงเข้ามาเป็น “ยาดำ” ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจ่อจะเผชิญหายนะในระยะยาวนั้น จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง

ก่อนที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะเผชิญหายนะแบบ “กู่ไม่กลับ”!!!

ทีมเศรษฐกิจ

5 ก.ค. 2558 11:26 6 ก.ค. 2558 07:26 ไทยรัฐ