วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ราชภัฏ VS.ไทยพาณิชย์ สะท้อนข้อเท็จจริงของชาติ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่า กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศออกมาแสดงความไม่พอใจต่อธนาคารไทยพาณิชย์ ถึงขั้นขู่ว่า จะไม่ทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารแห่งนี้

สืบเนื่องมาจากการประกาศรับสมัครงานของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ไประบุว่าจะพิจารณาจากผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพียง 14 แห่งเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่มีชื่อมีเสียง เป็นที่รู้จักกันอย่างดีของสังคมไทย

ไม่มีรายชื่อของมหาวิทยาลัยราชภัฏอยู่ในประกาศฉบับนี้ด้วย จึงถือเป็นการกีดกัน เป็นการเลือกปฏิบัติ จึงได้มีการประท้วงเกิดขึ้น

ล่าสุดผู้บริหารระดับสูงของไทยพาณิชย์ออกมาเคลียร์กับที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏ และระบุว่าเป็นความบกพร่องในการประกาศ เพราะในข้อเท็จจริงธนาคารมิได้มีเจตนาที่จะกีดกันมหาวิทยาลัยใด พร้อมกับกล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการ

ทุกอย่างจึงจบอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง โดยกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏยืนยันว่าจะทำธุรกรรมกับธนาคารไทยพาณิชย์ต่อไป ไม่ติดใจอะไรอีกแล้ว

ผมเองในฐานะคนนอกที่ไม่อยากเห็นคนทะเลาะกัน ก็พลอยโล่งใจและสบายใจไปด้วย

แต่ก็ยังติดใจบางประเด็น ขออนุญาตหยิบมาแสดงความคิดเห็นต่อในวันนี้ เพราะผมเห็นว่าประเด็นที่ฝ่ายบุคคลของธนาคารไทยพาณิชย์จุดพลุขึ้นมาครั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องไม่สมควร แต่ก็สะท้อนความจริงและเป็นปัญหาอย่างยิ่งประการหนึ่งของระบบการศึกษาไทย

เราต้องยอมรับความจริงว่า บัณฑิตหรือผลผลิตของมหาวิทยาลัยเก่า ซึ่งส่วนใหญ่มีชื่ออยู่ในบัญชีประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยเฉลี่ยแล้วจะมีคุณภาพดีกว่าบัณฑิตของมหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่ ซึ่งรวมมหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆอยู่ด้วย

กลุ่มมหาวิทยาลัยเกิดใหม่ที่ว่านี้ รวมทั้งสิ้น 52 แห่ง เป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏที่เกิดเต็มรูปแบบเมื่อ พ.ศ.2547 รวม 40 แห่ง และที่เหลือเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลและอื่นๆ

ปัญหาของสถาบันอุดมศึกษาเกิดใหม่โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ เท่าที่มีการศึกษาและสรุปไว้เริ่มจาก คุณภาพของเด็ก ที่เข้าเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กต่างจังหวัดลูกคนยากคนจน จบมัธยมจากโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ไหนเลยจะสู้เด็กเมือง เด็กมีสตางค์ในเมืองหลวงที่สอบชิงพื้นที่ในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ไปได้จนเกือบหมด

จากนั้นก็จะเป็นปัญหาเรื่อง ครู อาจารย์ ผู้สอน ที่สถาบันอุดมศึกษาเกิดใหม่ขาดแคลนมาก แรกๆก็ขาดอัตรากำลังเพราะเกิดมาในยุคที่ทางราชการกำลังมีนโยบายไม่เพิ่มจำนวนราชการ แต่เมื่อได้รับการแก้ไขจนหาตำแหน่งมาได้แล้วก็เจอปัญหาไม่มีคนอยากไปสอนเข้าให้เสียอีก

มาถึงปัญหาที่ 3 ซึ่งหนักมาก เคยมีคนเอาตัวเลขมาดู แม้จะเก่าหน่อยแต่ก็คงจะช่วยให้เห็นภาพได้ คือเมื่อปีงบประมาณ 2554 มหาวิทยาลัยกลุ่มเดิม 22 แห่ง ได้รับงบประมาณรวมกัน 47,036 ล้านบาท เฉลี่ยมหาวิทยาลัยละ 2,138 ล้านบาท

มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้มีนักศึกษารวมกันประมาณ 450,000 คน เฉลี่ยแล้วจะใช้งบประมาณต่อเด็กหนึ่งคนประมาณ 103,312 บาท

ในขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่งในปีเดียวกันได้งบประมาณ 10,975 ล้านบาท เฉลี่ยมหาวิทยาลัยละ 269 ล้านบาท มากที่สุดคือสวนดุสิต ได้ 487 ล้านบาท และต่ำสุดคือมหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ ได้ 91 ล้านบาท

นักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมดในปีดังกล่าว มี 4 แสนคน เฉลี่ยแล้วรัฐใช้เงินเพียง 26,000 บาทเท่านั้น สำหรับเด็กในมหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่ 1 คน ซึ่งน้อยกว่ามหาวิทยาลัยเก่าถึง 5 เท่า

ลำพังเด็กเข้าเรียนก็ไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว เพราะมาจากโรงเรียนในระดับอำเภอของจังหวัดต่างๆ แถมยังขาดแคลนครูอาจารย์ที่เก่งๆไปช่วยสอน และที่สำคัญได้รับงบประมาณต่อหัวน้อยกว่าถึง 5 เท่า

จะไปให้บัณฑิตราชภัฏเก่งกล้าสามารถเหมือนบัณฑิตมหาวิทยาลัยเก่าแก่ได้อย่างไรล่ะครับ

ผมจึงไม่อยากให้เรื่องนี้ผ่านไปอย่างเงียบๆ ไหนๆก็เป็นเรื่องขึ้นมาแล้ว ผมอยากจะให้รัฐบาลไทย สังคมไทย หันมาดูเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราจะช่วยกันพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏอย่างไร? จะเพิ่มขีดความสามารถของบัณฑิตราชภัฏอย่างไร? ฝากให้ทุกฝ่ายเก็บไปคิดด้วย

เราจะปล่อยให้มหาวิทยาลัยของคนยากคนจน อันเป็นที่พึ่งของคนยากคนจนทั่วประเทศอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหลายตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ตลอดปีตลอดชาติหรือครับท่านนายกรัฐมนตรี?

“ซูม”

5 ก.ค. 2558 11:05 5 ก.ค. 2558 11:05 ไทยรัฐ