วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“นิรโทษกรรม” เพื่อปรองดอง

หลัง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ “สุดซอย” ที่เป็นเงื่อนไขสุดท้ายจนทำให้รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ต้องมีอันเป็นไปนั้นยังไม่มีการสานต่อเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมเพราะยังไม่มีใครกล้าเสนอเรื่องนี้ เนื่องจากยังเป็นปมที่จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก

ว่ากันอย่างตรงไปตรงมาน่าจะเป็นเพราะยังเกิดอาการแหยงกับเรื่องนี้อยู่ เกรงว่าหากหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็จะถูกข้อครหาต่างๆนานาได้

ที่สำคัญก็คือ ยังไม่สามารถหาลงตัวในประเด็นหลักการว่าจะดำเนินอย่างไร เพื่อให้เกิดความชอบธรรมและความพึงพอใจจากทุกฝ่าย

โดยเฉพาะการจัดหมวดหมู่ว่าใคร กลุ่มไหน พฤติกรรมคดีเป็นอย่างไร ที่จะอยู่ในข่ายที่จะได้นิรโทษกรรม

เพราะถ้าเหมารวมหมดทุกคดีคงเกิดเสียงค้านแน่

ทั้งนี้คณะกรรมการศึกษาแนวทางเสริมสร้างความปรองดองซึ่งกำหนดหลักการเอาไว้ 6 ประเด็น และ 1 ในนั้นก็คือการนิรโทษกรรมซึ่งจะเสนอให้ สปช.พิจารณา หากเห็นชอบด้วยก็เสนอให้รัฐบาล คสช. สนช. และหน่วยงานยุติธรรมที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ

ทั้งนี้ได้มีการแบ่งแยกผู้กระทำผิดเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอาจทำโดยอัยการพิจารณาไม่สั่งฟ้อง

2. ผู้กระทำผิดในคดีอาญาโดยเนื้อแท้ เช่น ฆ่าคนตาย การมีอาวุธในครอบครอง

3. ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองและคดีอาญาโดยเนื้อแท้ในกลุ่มที่ 2 และ 3 จะต้องไปต่อสู้คดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ จนกระทั่งเมื่อได้รับโทษไประยะหนึ่งก็สามารถขอรับการอภัยโทษได้

ทั้งนี้ในระดับแกนนำและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสั่งการควรกระทำหลังจากนิรโทษกรรมในระดับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติไปแล้ว 1 ปี

แต่จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อแกนนำต้องแสดงความสำนึกผิดและมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคมในระดับ รวมถึงเหยื่อต้องให้อภัยจึงจะพิจารณาว่าควรได้รับนิรโทษกรรมหรือไม่

และที่ตอกย้ำก็คือ หลักเกณฑ์การนิรโทษกรรมนี้จะไม่ครอบคลุมถึงคดีทุจริต คดีอาญาโดยเนื้อแท้ คดี ม.112 และคดีการละเมิดสิทธิ-มนุษยชนอย่างร้ายแรง

หลังจากนิรโทษกรรมแล้วจะไปสู่ขั้นตอนการเยียวยาที่เท่าเทียมกันไม่ให้เกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำ มาตรการเยียวยาจะมีทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน การสร้างอาชีพ การให้การศึกษา

ตลอดจนจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริงและรายชื่อบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเหตุความขัดแย้งทั้งหมดให้สังคมทราบภายหลังที่มีการนิรโทษกรรมไปแล้ว 20 ปี

กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นั้นถือว่าอยู่ในระดับแกนนำและผู้สั่งการ ถ้าจะได้นิรโทษกรรมจะต้องเข้าสู่กระบวนการสำนึกผิดก่อน ส่วนคดีอาญาก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรมเพราะมีคดีติดตัวอยู่หลายคดี

นั่นเป็นสาระสำคัญของหลักการ “นิรโทษกรรม” ทั้งหมด

ถ้าว่ากันโดยหลักการแล้วน่าจะมีความเหมาะสมเพราะมีการแยกแยะกลุ่มบุคคล แยกคดีและมีขั้นตอนในการที่จะนิรโทษกรรมที่คิดว่าสังคมน่าจะรับได้

แต่ก็ยังมีเสียงคัดค้านในลักษณะที่ว่าควรจะมีการนิรโทษกรรมทั้งหมดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องและคดีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย ถ้าคิดในมุมนี้คงเป็นไปไม่ได้แน่

แน่นอนว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับว่าใคร ฝ่ายไหนจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน เพราะตรงนี้คือปัญหาและเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่ยอมรับ เนื่องจากเขาประกาศแล้วว่า “ไม่เคยกระทำผิด”

ในขณะที่การเมืองวันนี้อยู่ภายใต้อำนาจของ คสช. หากเห็นชอบในหลักการและเชื่อว่าการนิรโทษกรรมจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่ความปรองดองได้

ก็อย่าได้ลังเลใจที่จะทำเรื่องนี้ให้เป็นจริง...

“สายล่อฟ้า”

5 ก.ค. 2558 10:49 5 ก.ค. 2558 10:49 ไทยรัฐ