วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คุ้มหรือไม่? ‘ซาร่า มาลากุล’ จากคุณหนูดาราไฮโซสู่นางเอกหวือหวาหนังฮอลลีวูด

"บันเทิงไทยรัฐออนไลน์" เปิดใจนางเอกดัง ซาร่า มาลากุล เลน จากคุณหนูดาราไฮโซเมืองไทย สู่นางเอกหนังฮอลลีวูดเต็มตัว แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเริ่มต้นจากบทเล็กๆ แถมยังลงทุนเปลือยอกจนถูกวิจารณ์อย่างหนักมาแล้ว

ต้องนับถือในความสามารถและความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคของนางเอกสาวลูกครึ่งคนดัง ซาร่า มาลากุล เลน จริงๆ หลังจากทุ่มเทเวลาพิสูจน์ฝีมือการแสดงเพื่อการเข้าสู่วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่อเมริกามานานหลายปี จนในที่สุดซาร่าก็มีผลงานภาพยนตร์ฮอลลีวูดในฐานะนางเอกเต็มตัว ทั้งภาพยนตร์แอ็กชั่น “Kickboxer : Vengeance” คู่กับ อัลเลน เม้าส์ซี่ (Alain Moussi) และได้ร่วมงานกับพระเอกดังอย่าง ฌ็อง-คล็อด แวน แดมม์ (Jean-Claude Van Damme) รวมไปถึงภาพยนตร์ "Shark Lake" ที่ซาร่ารับบทนางเอกประกบพระเอกหนุ่มรุ่นเก๋า ดอล์ฟ ลันด์เกรน (Dolph Lundgren) แต่กว่าจะมาถึงวันนี้แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องไต่เต้าเล่นตั้งแต่เล่นบทเล็กๆ ในหนังฮอลลีวูดเพื่อเก็บประสบการณ์มาก่อน และถ้ายังจำกันได้ ซาร่าเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการเล่นบทเปลือยหน้าอกมาแล้วในภาพยนตร์ “12-12-12” จนหลายคนมองว่าเปลืองตัว เสียลุคคุณหนูดาราไฮโซที่เคยมีมาจนหมดสิ้น และตั้งข้อสงสัยว่าคุ้มรึเปล่าที่เจ้าตัวทุ่มทุนขนาดนี้ “บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” เลยเปิดพื้นที่ให้ซาร่าเปิดใจแบบเต็มแม็กซ์กันเลย!!

พูดถึงบทบาทที่ได้รับในภาพยนตร์ "Kickboxer : Vengeance" หน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง?

เรื่องนี้เล่นเป็นตำรวจหญิงค่ะ ซึ่งบุคลิกเป็นแบบนึง จริงๆ เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาก็เล่นหนังเรื่องนึงซึ่งเป็นตำรวจเหมือนกันค่ะ มีความรู้สึกว่าเริ่มชินแล้วค่ะ แต่เรื่องนี้ (Kickboxer) จะเป็นตำรวจอีกแบบจะเป็นแบบไฮโซหน่อย คือเป็นตำรวจนานาชาติ ไม่ได้ใส่ยูนิฟอร์ม ใส่ชุดธรรมดา แต่อีกเรื่องจะใส่ชุดยูนิฟอร์มค่ะ เรื่อง Kickboxer ก็มีบู๊บ้าง แต่สิ่งที่ยากอย่างหนึ่งสำหรับเรื่องนี้คือเขาจะเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งต่อสู้ แต่ก็จะหลงรักพระเอก เพราะฉะนั้นมันจะมีอารมณ์ของผู้หญิงเข้มแข็งที่กำลังอินเลิฟค่ะ คือมีทั้งพาร์ตแอ็กชั่นและดราม่าด้วย คือบทซาร่าจะเป็นดราม่าของเรื่อง เพราะตัวผู้ชายก็ต่อสู้ไป แต่ถ้าหนังเรื่องนี้จะให้ผู้หญิงชอบดูก็ต้องมีดราม่าบ้าง เพราะต้องขายตลาดผู้หญิงด้วยค่ะ


เรื่องนี้มีมวยไทยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ภูมิใจไหมที่หนังฮอลลีวูดที่เราเป็นนางเอกเต็มตัวเรื่องแรกมีมวยไทยด้วย?

ไม่เคยคิดว่าจะเป็นอย่างนี้ค่ะ ความฝันของซาร่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วเป็นดาราลูกครึ่งคนนึงซึ่งมีความใฝ่ฝันว่าสักวันนึงจะไปฮอลลีวูด แต่ไม่เคยคิดว่า 10 ปีข้างหน้าเราจะได้มาเล่นหนังฮอลลีวูดซึ่งถ่ายทำในเมืองไทยค่ะ ตอนที่ถ่ายทำก็อะเมซซิ่งค่ะ สุดยอด เขาเล่นเองหมดเลย ฌ็องก็เล่นเองหมด ไม่มีสตันท์ดับเบิ้ล ส่วนซาร่าก็มีนิดๆ หน่อยๆ ค่ะ แต่เราไม่ได้มีประสบการณ์เยอะเหมือนเขา เขาทำมา 10-20 ปี จะให้เรามาเล่นบู๊สู้กับเขามันก็ดูตลกค่ะ (เขาพูดถึงมวยไทยให้เราฟังยังไงบ้าง?) เวลาเราบอกใครว่าเป็นลูกครึ่งไทย คำแรกที่เขาจะพูดถึงคือมวยไทยเพราะดังมากที่เมืองนอกค่ะ พอเขามาลองเล่นเองเขาก็บอกว่ามันยากแต่มีเสน่ห์มากกว่าศิลปะป้องกันตัวแบบอื่นค่ะ จริงๆ ที่เมืองนอกก็เล่นมวยปกติค่ะ แต่เมืองไทยเป็นอีกแบบนึงเลยค่ะ หลังจากเรื่องนี้ก็อยากไปเรียนค่ะ

เล่นหนังฮอลลีวูดในบทนางเอกเต็มตัวเรื่องแรกก็บู๊เลย หลังจากนี้จะเน้นบู๊หรือเล่นบทแบบอื่น?

จริงๆ ที่ซาร่าไปฮอลลีวูดเนี่ยจะเป็นนักแสดงหนังดราม่าค่ะ เพราะที่เรียนมาเป็นหนังดราม่าหมดเลยค่ะ แต่ชีวิตมักจะแปลก พลิกทุกอย่างค่ะ ในที่สุดก็เล่นหนังแอ็กชั่น ซึ่งตัวเองไม่ได้รู้สึกว่าเป็นสาวแอ็กชั่นเลยค่ะ แต่พอเล่นแล้วรู้สึกว่ามันก็เหมาะกับเรา มีความรู้สึกว่าที่เราเป็นลูกครึ่งไทยมันก็ช่วยได้ค่ะ ทุกคนที่โน่นมองว่าศิลปะป้องกันตัวกับมวยไทยไปด้วยกันได้ค่ะ (ปรับตัวเยอะไหมเพราะต้องบู๊เหมือนกัน?) ยากค่ะ มีฉากยิงปืนกัน เขาใช้ปืนจริงแต่ไม่ได้ยิงจริง พอใช้ปืนจริงแล้วเสียงมันดัง มันเหมือนชีวิตจริงมากค่ะ คือเขามีงบสูงก็เลยใช้ทุกอย่างจริงหมดเลย ซึ่งตอนนั้นรู้สึกกลัวเหมือนกันค่ะว่าถ้าพลาดแล้วเราจะเป็นอะไรรึเปล่า เพราะหนังเท่าที่เล่นมาส่วนมากจะเป็นหนังผีหรือไม่ก็หนังดราม่า ซึ่งดราม่าไม่มีบาดเจ็บเท่าไหร่ ถามว่ามีผิดคิวไหมมีแค่ครั้งเดียวค่ะ แต่ซาร่าไม่ได้เกี่ยวข้องค่ะ เขาก็ค่อนข้างเป็นมืออาชีพนะ แต่ซาร่าก็กลัวเหมือนกันค่ะ ดูแล้วแบบเขาทำได้ไง พระเอกเขาสุดยอดค่ะ

ถามถึงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอีกเรื่อง (Shark Lake) เป็นไงบ้าง?

เรื่องนี้จะเกี่ยวกับปลาฉลามค่ะ เกี่ยวกับทะเลสาบ เรื่องนี้ก็เป็นตำรวจ เป็นนางเอกค่ะ เรื่องนี้เราเดินเรื่องทั้งเรื่องเลย เหนื่อยมากค่ะ ถ่ายทำเสร็จแล้ว เรื่องนี้บู๊ไม่ค่อยเยอะค่ะ ก็ถือปืนปกติ ในเรื่องก็มีลูกสาวแต่ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ คือเหมือนกับเราเลี้ยงมา แล้วลูกสาวจะว่ายน้ำไม่ได้ พอไปเล่นน้ำแล้วไปเจอฉลามค่ะ เป็นหนังค่อนข้างซีเรียส จริงๆ ตอนนั้นที่เล่นทุกอย่างมันฉุกละหุกมาก เขาจะติดต่อเราในนาทีสุดท้ายตลอดเลยค่ะ เพราะกว่าจะลงตัวเรื่องนักแสดงคนอื่น โลเกชั่น บทบาท จำได้ว่าเขาติดต่อมาวันพุธ วันจันทร์ก็ต้องบินไปแล้วค่ะ เราก็อ่านบทบนเครื่องบิน ทำให้เราเตรียมตัวยากค่ะ เพราะเราไม่ได้แพลนเอาไว้ แล้วไปถ่ายทีก็เป็นเดือนเลยค่ะ รู้สึกว่าเรื่องนี้เขาตัดต่อเทรลเลอร์แล้วนะคะ น่าจะได้ดูเร็วๆ นี้ แต่เป็นที่อเมริกา ส่วนในเมืองไทยไม่แน่ใจค่ะ เรื่องนี้ถ่ายที่รัฐมิสซิสซิปปีค่ะ พระเอกคือดอล์ฟ ลันด์เกรน เจอแต่พระเอกยุค 80 หมดเลย ทั้งฌ็อง ดอล์ฟ ซีกัล (ยิ้ม)

เรียกว่าเรามีโอกาสที่ดีได้ร่วมงานกับนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูดทั้งนั้นเลย?

ก็ถือว่าโชคดีค่ะเพราะว่าถึงแม้ว่าฌ็องจะไม่ได้ดังในตอนนี้ แต่เขาเป็นคนที่ดังตลอดกาล ร่วมงานกับเขาก็ดีค่ะ แฮปปี้ เขาน่ารักและเก่งค่ะ แต่เรื่องการทำงานส่วนมากเขาจะแนะนำพระเอกของเรื่องมากกว่าในเรื่องการต่อสู้ กับซาร่าเขาก็จะคุยปกติ ในเรื่องเราต้องกัดกันตลอดเวลาค่ะ แล้วมีตอนนึงที่เขาพูดว่า "มวยไทยกับความรักมันผสมกันไม่ได้" เขาจะพยายามสอนพระเอก เขามองว่าเราเป็นตัวขัดขวางทำให้พระเอกไม่โฟกัสกับงานเพราะเขามาเจอเราค่ะ เพราะในเรื่องฌ็องจะเป็นครูสอนพระเอก ส่วนดอล์ฟจริงๆ เรื่องนั้นก็กัดกันทั้งเรื่องเหมือนกัน แต่ไม่ได้เล่นเป็นคู่รักกันนะคะ เขาเป็นพ่อของลูกสาวของเรา คือไม่ได้เป็นพระนางเลิฟกันเพราะเขาอายุ 60 กว่าปีแล้วค่ะ แต่ดอล์ฟก็มีแนะนำนะเพราะเรื่องนั้นยากมากค่ะ อย่างที่บอกว่าเล่นทั้งเรื่องก็เป็นตัวละครซาร่าค่ะ แล้วมีวันนึงเราก็ต้องกระโดดในน้ำ ซึ่งมันเป็นน้ำแข็งเลย อุณหภูมิ -5 องศาเซลเซียส กระโดดทีนึงแล้วผู้กำกับไม่พอใจ ก็ต้องถ่ายอีกรอบ ทำใหม่ประมาณ 5 ครั้งค่ะ หลังจากนั้นก็ป่วยเลยค่ะ แต่จริงๆ ก่อนถ่ายฉากนั้นก็ให้เวลาเตรียมตัวประมาณอาทิตย์นึงค่ะ หลังจากนั้นก็จะมีจากุซซี่ร้อนให้เราค่ะ

ถึงจะงานหนักแต่เขาซัพพอร์ตเราดีมาก?

เขาซัพพอร์ตเราดีค่ะ คือเราถ่ายหนังระดับนี้เขาจะดูแลเราดีมากค่ะ มันเป็นกฎของเขา เพราะซาร่าจะอยู่ใน SAG ซึ่งเป็นสมาคมนักแสดง เขาจะมีกฎว่าถ้าจ้างนักแสดงไปไหนต้องพักโรงแรม 5 ดาว ต้องบินเฟิร์สคลาส นักแสดงทุกคนที่เล่นหนังมาถึงระดับนึงต้องเป็นสมาชิกค่ะ แต่เราต้องจ่ายเงินเปอร์เซ็นต์รายได้ของเราให้ทุกปีค่ะ แล้วเขาจะดูแลเราค่ะ แต่ในเมืองไทย ผู้กำกับเขาชมว่าเขาทำงานหนังมา 20 ปี กำกับหนังมา 10 กว่าเรื่อง เขาเจอทีมงานในเมืองไทยแล้วทึ่ง เขาบอกว่าไม่เคยเจอทีมงานที่เก่งขนาดนี้ เขาบอกทำงานเร็วมากเวลาเปลี่ยนฉากหรือจัดไฟ เขาบอกทีมงานไทยสุดยอดของโลก แต่เขาจ้างทีมงานไทยซึ่งชินกับหนังฝรั่งเพราะทำหนังฝรั่งมาหลายเรื่องที่ถ่ายทำในเมืองไทย เขาบอกต่อไปนี้อยากจ้างแต่คนไทยไม่อยากจ้างฝรั่งแล้ว เพราะคนไทยทำงานเร็วและละเอียดค่ะ (การทำงานต่างประเทศกับไทยมีข้อแตกต่างเยอะไหม?) มันต่างกัน ทางเมืองนอกดูแลนักแสดงดีมาก ไม่ใช่ว่าเมืองไทยไม่ดูแลนะ แต่ที่เมืองนอกจะมีกฎว่าถ้าเขาผิดพลาดไม่ดูแลเท่าที่ควร ทางนักแสดงฟ้องได้ แต่เมืองไทยคงไม่มีการฟ้องร้องแบบนั้น

กว่าเราจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้ก็ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกัน มองย้อนกลับไปวันแรกที่เราเพิ่งมาทำงานใหม่ๆ เป็นไงบ้าง?

เราไม่รู้เรื่องเลยค่ะ เราเป็นดาราไทยที่มีชื่อเสียง เล่นหนังฝรั่งไปบ้างแล้ว เราจะไปฮอลลีวูดทุกคนต้องสนใจเรา คิดว่าคงไม่ยากมาก แต่มันไม่ง่ายเลย ยากกว่าที่คิดเยอะเลย จำได้ว่าเล่นหนังอเมริกาเรื่องแรกคือ Belly of the Beast ที่เล่นกับสตีเว่น ซีกัล ก็เล่นหนังมา 14 เรื่องค่ะ เราเริ่มต้นจากหนังใหญ่เล่นบทเล็กๆ พอเราได้ประสบการณ์ตรงนั้น เราได้มาเล่นหนังอินดี้ที่งบอาจจะไม่ได้สูงแต่เล่นเป็นตัวนำ เล่นมาเรื่อยๆ จนได้เล่นหนังที่มีงบประมาณสูงแล้วได้เล่นเป็นตัวนำ ซึ่งมันก็ต้องใช้เวลา บางครั้งอาจจะมีคนที่ไปถึงแล้วได้ทันทีเลย แต่ซาร่ามีความรู้สึกว่าถ้าเราใช้เวลานาน เวลาขึ้นไปมันจะตกยากกว่าคนที่ได้ทันทีแล้วตกไว ซาร่าเห็นหลายคนแล้วค่ะ แล้วคนที่เรียนแอ็กติ้งกับซาร่าช่วงแรกๆ มีประมาณ 40 คน แต่ตอนนี้เหลือแค่ 5 คนที่ได้ไปต่อ ตอนนี้ก็เป็นเพื่อนซี้กันมากค่ะ เวลาที่ท้อแล้วคิดอยากทำอย่างอื่นก็จะซัพพอร์ตกันบอกว่าไม่ได้ ต้องสู้กันต่อไป จะบอกว่าซาร่าเคยแคสติ้งซีรีส์เรื่อง Homeland ไป 7 รอบ เขาจะเลือกระหว่างซาร่ากับอีกคนนึง สุดท้ายเขาเลือกอีกคนนึง เราก็อกหักมากกกกก (ลากเสียง) มันจะเป็นแบบนี้ตลอดเวลา แต่เราต้องเข้มแข็งแล้วหาเรื่องต่อไปค่ะ

เราให้กำลังใจตัวเองยังไงบ้าง เพราะกว่าจะมาถึงตรงนี้ก็ไม่ง่ายเลย?

คือเราต้องเชื่อมั่นในตัวเองมากค่ะ เราต้องเชื่อว่าในที่สุดความฝันของเราเป็นจริง ถามว่ามีท้อไหมมีค่ะ อยากกลับเมืองไทยบ่อยมาก มีช่วงนึงคิดจะกลับจริงๆ เพราะมีความรู้สึกว่าพอแล้ว เราจะลำบากทำไม เพื่ออะไร ถึงจุดที่จะแพ็กกระเป๋าแล้ว พอเราร้องไห้แล้วรู้สึกว่าตัวเองเฟลมาก พอแพ็กของจะปิดกระเป๋า ก็มีคนโทรมาถามว่าพรุ่งนี้ว่างไปแคสติ้งไหม เราก็จะบอกปฏิเสธแล้วว่าไม่ไป จะไปแคสต์เพื่ออะไรเพราะฉันจะไม่อยู่แล้ว ในที่สุดเพื่อนก็บอกว่าก็ลองไปแคสต์ดู ตั๋วเครื่องบินยังไปอยู่แต่ลองแคสต์ก่อน ปรากฏว่าเรื่องนั้นได้ บังเอิญมาก เพราะตอนนั้นซาร่าไปแคสต์แบบไม่ได้ดูบทเลย ไม่สนใจ ไม่ได้เตรียมตัวเลย ไปแบบไม่ได้แต่งหน้า คือไม่อยากจะได้เพราะจะกลับบ้านแล้ว แต่ในที่สุดก็ได้ แล้วเราได้เจอแฟนด้วยในแคสติ้ง เพราะเขาเป็นผู้กำกับ จากนั้นก็ทำงานต่อมาเรื่อยๆ ก็ไม่ได้ท้อแล้วค่ะ เพราะจุดนั้นคือท้อที่สุดแล้ว

หลายคนมองว่าเรามาทำงานตรงนี้ค่อนข้างเปลืองตัวนิดนึง เพราะในหนังบางเรื่องเราก็มีฉากเปลือยด้วย?

ซาร่าเข้าใจความรู้สึกคนไทย แต่ซาร่ามองภาพใหญ่มากกว่า เมืองไทยอาจเป็นประเทศนึงที่มองแบบนี้ แต่ประเทศอื่นๆ ในโลกเขาไม่ได้มองว่ามันเปลืองตัว เขามองว่าคือความบันเทิงเกี่ยวกับหนังปกติค่ะ ซึ่งดาราหญิงที่ซาร่าอยากจะเป็นแบบเขา เช่น เพเนโลเป ครูซ, ชาร์ลิซ เธอรอน, แอน แฮทเทอร์เวย์ เขาก็เปลืองตัวกันหมดเลยค่ะ เป็นเรื่องปกติ ซึ่งบางคนอาจจะถือก็ไม่ได้บังคับเพราะมันไม่จำเป็น แต่ซาร่าไม่ได้ถือค่ะ (ทำใจยากไหมเวลาเจอฉากแบบนี้?) ก็ยากเหมือนกันค่ะ คือมันคงไม่ง่ายหรอกค่ะ แต่เราทำกับหนังฝรั่งซึ่งทีมงานมีความเป็นมืออาชีพมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังใหญ่หรือเล็กค่ะ (ตอนถ่ายมีกังวลไหมว่าคนไทยที่ดูเราอยู่จะว่ายังไง?) ไม่ค่ะ คือเราต้องสนใจในคาแรกเตอร์ที่เราได้รับค่ะ เราจะมานั่งกังวลไม่ได้ ซาร่าไม่เคยกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงอยู่แล้วค่ะ เรามีชีวิตเดียว เราใช้ชีวิตให้เต็มที่ค่ะ ที่บ้านก็เข้าใจการทำงานค่ะ เขาก็มองว่าเป็นการทำงานปกติ ถามว่าเซ็งไหมที่คนวิจารณ์งานของเราทั้งที่ยังไม่ได้ดูเต็มๆ ก็ไม่ค่ะ ซาร่ามองว่าคนเราเป็นดาราก็ต้องถูกวิจารณ์ตลอดเวลาค่ะ พอเราเป็นคนสาธารณะมีคนรู้จักเยอะ ก็มีคนรักและเกลียดเป็นเรื่องปกติ เราจะมานั่งซีเรียสกับคนที่ไม่ปลื้มเราไม่ชอบเราทำไม เฉยๆ ค่ะ เราไม่ได้หวังว่าในโลกนี้หรือประเทศนี้จะต้องรักเราหมด มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วค่ะ เราแค่โฟกัสไปกับงาน

คนมองว่าตอนเราอยู่เมืองไทยลุคค่อนข้างคุณหนูเรียบร้อย แต่พออยู่ที่โน่นภาพนั้นหายไปหมดเลย เราเสียดายภาพลักษณ์แบบเดิมที่คนเคยมองไหม?

ไม่ เพราะซาร่ามองว่าการเป็นคุณหนูเนี่ยมันดีตรงไหนอะ มันน่าเบื่อ คุณหนูเนี่ยวันๆ ก็ไม่ทำอะไร เราเปลี่ยนเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง มั่นใจในตัวเองมันดีกว่า ก็แล้วแต่นะ แต่บางคนอาจจะชอบการเป็นคุณหนู แต่สำหรับซาร่ามีความรู้สึกว่าตัวเองกดดัน แล้วตอนที่อยู่เมืองไทย ทุกคนก็จะมองว่าซาร่าเป็นลูกครึ่งไทยๆ เป็นคุณหนู คือทุกคนสร้างภาพให้เราอยู่แล้ว ซึ่งซาร่าเข้าวงการมาตั้งแต่เด็กแล้ว พอเราอายุน้อยแล้วคนสร้างภาพให้เรา ก็จะเป็นตามที่คนอื่นเขาคิด เพราะเราไม่มีหัวสมองคิดเอง คนรอบข้างก็จะบอกว่าเรียบร้อยๆ ไม่ได้คิดอย่างอื่น พอเราไปเมืองนอกแล้วไปคนเดียว ไม่มีใครต้องมาบอกเราว่าเราเป็นยังไง ทำให้ตัวตนของตัวเองได้ออกมา ซึ่งอาจจะเป็นคาแรกเตอร์อีกแบบนึง เป็นผู้หญิงที่มั่นใจ ไม่ได้เป็นคุณหนูกล้าๆ กลัวๆ (แฟนๆ ในเมืองไทยพอเห็นเราภาพเราที่นั่น เขาว่าไงบ้าง?) เท่าที่ซาร่าดูมาในโซเชียล แน่นอนว่ามีคนด่าว่าบ้าง แต่ 80 เปอร์เซ็นต์คือชื่นชม คือเขาไม่ได้มานั่งเปรียบเทียบแบบเก่าแบบใหม่ ทุกคนก็จะเข้าใจซาร่า คนเราโตอยู่ในวงการบางคนช่วงแรกเป็นดาราเรียบร้อย พอพัฒนาขึ้นก็เปรี้ยวขึ้นเซ็กซี่ขึ้น ซาร่าว่าเป็นเรื่องปกติ เวลาซาร่าอยู่ที่นี่ก็จะมีพ่อแม่ดูแลตลอดเวลา มีความรู้สึกว่าเราไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ไปคนเดียว พอเราไปเมืองนอกมีความรู้สึกว่าเราเป็นตัวเอง ตัวตนของซาร่าคืออะไร คือเรามีเวลามานั่งคิดมาลองโน่นนี่ ซาร่าอายุ 30 แล้วก็รู้สึกว่าโอเค เราเจอตัวตนของเราแล้ว

การที่เราไปอยู่เมืองนอกคนเดียวทำให้เราเข้มแข็งขึ้นมาก?

อยู่แล้วค่ะ ซาร่ามีความรู้สึกว่าถ้าซาร่ายังอยู่เมืองไทยก็อาจจะเป็นคนอีกแบบนึง คืออาจจะเป็นคุณหนูแต่งงานกับใครสักคนนึงและมีลูกแล้ว อาจจะอยู่ในหมู่บ้านสวยๆ ขับรถเบนซ์ วันๆ เดินพารากอน ซาร่าคิดแล้วซาร่าจะอ้วก (หัวเราะ) จะรู้สึกผวาแบบโอ้มายก๊อด!! คือซาร่ามีความรู้สึกว่าอยากเป็นแรงบันดาลใจของผู้หญิงที่รู้สึกเก็บกด รู้สึกว่าชีวิตมีแค่นี้เหรอ วันๆ เดินพารากอน มีสามีดุ ไม่ให้ไปไหนมาไหน เพื่ออะไรอะ ซาร่าโชคดีที่คิดทางออกได้แล้วมีทางไปค่ะ เราเป็นนักแสดง เรามีโอกาสไปฮอลลีวูด มันจะมีทางตลอดเวลา ถ้าเราไม่มีความสุขกับชีวิตตอนนี้ มันจะมีทางออกค่ะ (การที่เราใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ในเมืองไทยไม่ได้มีความท้าทายสำหรับเรา ไม่ได้ตามหาฝัน?) ใช่ แล้วบางทีเวลาคนเราไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเต็มที่แบบท้าทาย มันจะตกไปในโรคซึมเศร้า เล่นยา เพราะชีวิตมันไม่มีอะไร ไม่มีสีสันอะไร มันน่าเบื่อ พอซึมเศร้าแล้วไปเจอยาเสพติด มันก็กลายเป็นปัญหาค่อนข้างหนักมากค่ะ คือถ้าเรามีทุกอย่างแล้วไม่ทำงาน แล้วเราจะทำอะไรอะ ซึ่งทุกวันนี้ซาร่ามีอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมดเลย เพราะเราต่อสู้กับฮอลลีวูด ซึ่งบางวันเราก็ท้อเหมือนกัน บางทีขับรถอยู่บนฟรีเวย์ก็คิดว่าถ้าฉันอยู่เมืองไทยคงมีคนรถเนอะ มันก็มีข้อดีข้อเสียค่ะ แต่ว่าในที่สุดแล้วคิดว่าตัวเองตัดสินใจถูกแล้วค่ะ

ประสบความสำเร็จในระดับนึงแล้ว คิดว่าเราอยากไปต่อถึงขั้นไหนถึงจะแฮปปี้?

คือยังไงเราก็คาดหวังสูงอยู่แล้วว่าจะได้เป็นดาราฮอลลีวูดแบบชาร์ลิซ เธอรอน อยากมีหนังสักเรื่องนึงที่เป็นหนังคลาสสิกที่คนดูหลายรอบ แต่ว่าไม่แน่ใจว่าโอกาสจะมาไหม แต่มีความรู้สึกว่าเท่าที่เจอมาก็รู้สึกดีมากอยู่แล้ว ก็ไม่กล้าขออะไรมากมาย แค่พยายามตั้งใจทำงาน ทำให้ดีที่สุด อีกอย่างที่อยากทำมากๆ คือละครทีวีซีรีส์ที่นู่น ซึ่งยากมาก เพราะดาราหนังทุกคนอยากจะเล่นซีรีส์กันหมด ดาราใหญ่เขามาเล่นทีวีหมด เพราะที่โน่นคนเริ่มติดทีวีแล้ว คือพฤติกรรมการบริโภคเขาเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้คนที่โน่นมีทีวีปกติก็ใหญ่ 65 นิ้ว เหมือนอยู่ในโรงหนังแล้ว คนไปดูหนังน้อยลงค่ะ ดาราทีวีจะดังกว่า ค่าตัวจะสูงกว่าค่ะ ที่ผ่านมาเคยเล่นหนังอย่างเดียว ส่วนซีรีส์ไปแคสติ้งมาหลายรอบแล้ว เกือบจะได้หลายเรื่องมาก แต่ในที่สุดเขาก็เลือกอีกคนนึง ซึ่งผู้จัดการซาร่าก็บอกว่าอย่าเพิ่งท้อ ช่วงใหม่ๆ มันจะเป็นแบบนี้ ในที่สุดพอมีบทที่เหมาะกับเราจริงๆ มันก็จะมาเลย

คิดจะอยู่ที่โน่นตลอดไปแล้วทิ้งงานเมืองไทยเลยไหม?

ไม่ถึงกับทิ้งไปเลยค่ะ พ่อแม่ซาร่าก็ยังอยู่ที่นี่ ซาร่าจะไปๆ มาๆ ค่ะ คือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็ต้องโฟกัสไปกับอย่างหนึ่ง เห็นดาราหลายคนที่จะไปฮอลลีวูดไปแอลเอ 3 เดือนเพื่อรับงานแล้วกลับมาเมืองไทย ถ้าทำแบบนั้นน้อยคนมากที่จะประสบความสำเร็จ เราต้องเสี่ยงหน่อย คือทิ้งงานในเมืองไทยแล้วโฟกัสเมืองนอก ทุกอย่างมันเป็นการเสี่ยงค่ะ เราจะมาอยู่เมืองไทยบ้าง เมืองนอกบ้าง มันจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่งานเมืองไทยก็รับบ้างถ้าเราว่างจริงๆ ซาร่าโชคดีมากที่ทางนี้มาถ่ายทำหนังในเมืองไทย พอเขาปิดกล้องไปแล้วเราก็อยู่ต่อสักนิดนึง แต่อาจไม่รับงานเพราะเราไม่ได้ร้อนที่จะทำงาน แต่ถ้าอยากรับงานคืออยากเจอเพื่อนในวงการที่ไม่ได้เจอกันมานานค่ะ

เห็นว่าเราก็เตรียมตัวจะแต่งงานแล้ว ตกลงว่าเป็นช่วงปลายปีไหม?

ยังไม่แน่นอนค่ะ เพราะแฟนซาร่า (เจเร็ด โคห์น) ก็ยุ่งเหมือนกันค่ะ จริงๆ ตอนแรกหนังเขาจะฉายเดือน ก.พ. แล้วมาเลื่อน แต่ซาร่าไม่ได้เดือดร้อน ไม่ได้รีบ ทุกอย่างให้คำมั่นสัญญากันแล้ว เราก็รอจังหวะค่ะ ตอนแรกจะแต่งเดือน ก.พ. แล้วเลื่อน แต่ถ้าแต่งเดือน ธ.ค.ก็ดีเพราะว่าจะรวมตัวทั้งครอบครัวได้ เพราะครอบครัวซาร่าจะมีส่วนนึงอยู่เมืองไทย ส่วนนึงอยู่อังกฤษ ครอบครัวเขาจะอยู่นิวยอร์ก แล้วครอบครัวเขาเป็นนักการเมืองและทนาย ส่วนพี่ชายเขาจะบินไปโน่นไปนี่ตลอดเวลา ครอบครัวเขาค่อนข้างใหญ่โต จะให้ทุกคนว่างพร้อมกันก็ยากค่ะ ถ้าแต่งเดือน ธ.ค. ช่วงคริสต์มาสก็จะสะดวกค่ะ (จะเคลียร์งานเลยไหม?) คืองานที่เราทำมันเคลียร์ยากค่ะ พอเราได้โอกาสแล้วเราบอกว่ารับงานไม่ได้เพราะจะแต่งงานมันก็ไม่ใช่ แต่งงานแต่งเมื่อไหร่ก็ได้ แต่โอกาสตรงนี้จะมาอีกเมื่อไหร่ล่ะ เขาก็คิดแบบซาร่าว่างานมาก่อน เพราะโอกาสที่จะมามันน้อย เราไม่ได้อยู่ในระดับที่จะคอนโทรลงานได้ว่าให้เขารอเรา เขาไม่รอเราหรอก เขาเรียกนางเอกคนอื่นอีกเยอะแยะที่รออยู่

แล้วงานแต่งที่เราคิดไว้เป็นแบบไหน?

ไม่อลังการค่ะ แฟนซาร่าเป็นคนขี้อาย ไพรเวท ครอบครัวเขาค่อนข้างส่วนตัว เขาไม่ชอบอะไรอลังการมาก ส่วนคุณแม่เองก็แล้วแต่ซาร่า คือในความคิดของซาร่าเนี่ยคนเราแต่งงานกันมา 50 ปีก็มีสิทธิ์จัดงานอลังการเพราะเขาอยู่ด้วยกันมาได้ 50 ปี ซาร่าก็คิดจะทำอย่างนั้นถ้าประสบความสำเร็จถึงขนาดนั้น แต่คนเราคบกัน 2-3 ปีถือว่าไม่ได้ทำอะไรเก่งกว่าฉลาดกว่าคนอื่น เราแค่เจอกันแล้วรักกัน พอจัดงานใหญ่โตแล้วรู้สึกเปลืองค่ะ มันไม่ใช่สำหรับซาร่าค่ะ คนอื่นอาจจะคิดไม่เหมือนกัน แต่ซาร่ามองว่ามันไม่ใช่ รอให้ประสบความสำเร็จ 50 ปีก่อนค่อยจัดอลังการ งานแต่งก็คงจะเป็นแค่คนในครอบครัวกับคนสนิท แล้วจะจัดงานแต่งที่เดียว ซาร่ารู้สึกว่าถ้าจัดหลายที่มันวุ่นวาย แต่งแค่ครั้งเดียวแล้วควรจบ จะมาแต่งหลายรอบแล้วรู้สึกว่าเอ๊ะ เราจะเลิกกันรึเปล่า ทำไมต้องแต่งหลายรอบค่ะ ส่วนจะแต่งที่เมืองไทยหรืออเมริกาก็ยังไม่ได้ตกลงกันค่ะ เพราะเราต้องคิดถึงครอบครัวเขา พ่อเขากว่าจะว่างมาเมืองไทยก็ยากสำหรับเขาค่ะ

ถ้าแต่งงานแล้วยังไม่มีลูกเพราะเราน่าจะยังรับงานต่อ?

ค่ะ ก็แล้วแต่ค่ะ แต่ของแบบนี้มันก็กำหนดไม่ได้เหมือนกัน ส่วนตัวก็อยากมีลูกแค่คนเดียว เพศไหนก็ได้ คือซาร่าโตมามีพี่ชายน้องชาย ก็รู้ว่าถ้าเราเป็นลูกคนเดียว ทุกอย่างมันจะง่ายขึ้นรึเปล่า คือซาร่าเป็นคนรักพี่น้องมากอยู่แล้ว แต่มองว่าถ้าเป็นลูกของเราล่ะ ก็อยากให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุดทุกอย่างค่ะ ตัวเขาเองก็โอเค ตามใจค่ะ (ใช้ชีวิตที่โน่นถาวรหรือไปๆ มาๆ เหมือนเดิม?) ก็ซื้อบ้านเตรียมไว้แล้วค่ะ ที่แอลเอ ตอนนี้กำลังตกแต่งข้างในใหม่หมดเลย ถ้าแต่งแล้วก็ย้ายไปอยู่ที่โน่นค่ะ แต่ก็จะกลับมาเมืองไทยบ้าง คุณพ่อคุณแม่เองก็คิดถึงมากค่ะ นี่เป็นสิ่งที่ลำบากที่สุดเลยเพราะอยู่ไกลจากครอบครัว แต่คุณพ่อคุณแม่ก็บินไปเยี่ยมที่โน่นเป็นประจำแต่บางทีท่านก็เหนื่อยเดินทาง เขาก็ไปหาบ่อยค่ะ ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาคิดว่าเราตัดสินใจถูกแล้ว พี่ชายอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนพ่อแม่ แล้วพี่ชายก็แต่งงานแล้ว ภรรยาก็ช่วยดูคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

สุดท้ายแล้วฝากถึงผลงานของเราหน่อย?

ก็ฝากผลงานหนัง Kickboxer ด้วยนะคะ เป็นหนังฟอร์มใหญ่เรื่องแรกของซาร่าที่ได้เล่นเป็นนางเอก ตอนนี้ยังถ่ายทำไม่เสร็จ แต่เรื่องนี้ฉายในเมืองไทยแน่นอน และอีกเรื่องคือหนังเรื่อง Shark Lake ถ่ายทำเสร็จแล้ว รู้สึกภูมิใจค่ะ ซาร่าเริ่มงานวงการบันเทิงในเมืองไทย ถ้าไม่มีเมืองไทย ไม่มีวงการบันเทิงไทย ซาร่าคงไม่ได้ยืนอยู่ในจุดนี้ ต้องขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่จ้างเราตอนยังเป็นเด็กพูดไทยไม่ชัดแต่อยากเป็นนักแสดง อยากขอบคุณทุกคนที่ติดตามเราและจ้างเรามาตลอด ทำให้ความใฝ่ฝันของเราเป็นจริงค่ะ.

"บันเทิงไทยรัฐออนไลน์" เปิดใจนางเอกดัง ซาร่า มาลากุล เลน จากคุณหนูดาราไฮโซเมืองไทย สู่นางเอกหนังฮอลลีวูดเต็มตัว แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเริ่มต้นจากบทเล็กๆ แถมยังลงทุนเปลือยอกจนถูกวิจารณ์อย่างหนักมาแล้ว 4 ก.ค. 2558 02:30 4 ก.ค. 2558 07:50 ไทยรัฐ