วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศึกสายเลือด ลูกสาวสมยศเปิดปม สงสัยน้องต่างแม่ (ชมคลิป)

บอกเคยบ่นเกลียดคิดฆ่าพ่อ ตำรวจพบเบาะแสทำร้ายเมีย เรียกตัว‘รัศมี’มาสอบเพิ่มอีก

เมียและลูกสาว “ทนายสมยศ” เข้าให้การกองปราบฯ ยันวันเกิดเหตุ มีก้อยสาวคนสนิทผู้ตายเท่านั้นที่รู้ความเคลื่อนไหว ส่วนลูกสาวไขปมเชื่อคนใกล้ชิดรู้เห็นต้องสงสัย เป็นน้องชายคนละแม่ เผยน้องชายพฤติกรรมเปลี่ยน บ่นตัดพ้อพ่อไม่รัก โกรธเกลียดถึงขั้นคิดจะฆ่า ขณะที่อดีตเจ้าพ่อคาเฟ่เหมือนรู้ตัวถูกปองร้าย เอาปืนไว้ที่โต๊ะทำงานชั้นล่าง จากที่เคยเก็บไว้ในห้องนอน ขณะเดียวกัน กองปราบฯคว้าตัว “เฮียม้อ” มาสอบเรื่องคดีความที่วิ่งเต้นผู้ตาย 15 ล้านบาท ช่วยเพื่อนคดียาเสพติด ด้านรอง ผบ.ตร.สั่งสอบลึกรอยร้าวในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สิน ชุดสืบสวนนครบาลจ่อสอบเมียอีกรอบ ประเด็นผู้ตายเขียนบันทึกไว้เคยทำร้ายทุบตี

จากคดีอุกอาจมือปืนบุกยิงทนายสมยศ หรือนายสมยศ สุธางค์กูร อดีตเจ้าของพระราม 9 คาเฟ่ เสียชีวิตที่ลานจอดรถเฮงหูฉลาม ย่านคลองตัน เมื่อค่ำวันที่ 29 มิ.ย. ปิดตำนานเจ้าพ่อคาเฟ่เมืองไทย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับ 2 คนร้ายตามภาพสเกตช์ พร้อมสอบเค้น “เล็ก ชุมพร” หรือนายสมชัย นิตยา อดีตสามีนางศุภนิดา หรือก้อย นรรัตน์ สาวคนสนิทนายสมยศ หลังร่วมกันหลอกนายสมยศไปเล่นไพ่จนเสียเงินไปกว่า 3 ล้านบาท ขณะเดียวกันนางศุภนิดายังเอาเงินค่าเคลียร์คดีไปให้นายสมชัยหมดไปกับเล่นการพนันอีก 11 ล้านบาท เมื่อนายสมยศรู้ความจริงได้ทวงเงินคืน โดยให้ พ.อ.ภาณุ จันทร์ศรี หรือเสธ.ณุ ดำเนินการ และจะได้ค่าคอมมิชชั่นตอบแทน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมไปถึงสอบปากคำนายปริญญา หรือปีเตอร์ ปิยะภาค เพื่อนนางศุภนิดา และ น.ส.มุกรินทร์ หรือเรียม นิตยา น้องสาวนายสมชัยไปเรียบร้อยแล้ว ไม่พบพิรุธว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเด็ดชีพอดีตเจ้าของคาเฟ่ระดับตำนาน แต่ครอบครัวผู้ตายยังมั่นใจว่าน่าจะมาจากคนใกล้ชิด

โดยความคืบหน้าคดีนี้ เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 3 ก.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นางรัศมี สุธางค์กูร อายุ 53 ปี และ น.ส.ณัฐธิดา สุธางค์กูร อายุ 25 ปี ภรรยาและบุตรสาวนายสมยศ สุธางค์กูร เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผบก.ป.เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีดังกล่าว

หลังสอบปากคำ 2 แม่ลูกนานกว่า 2 ชั่วโมง นางรัศมีเปิดเผยว่า เข้ามาให้ปากคำพนักงานสอบสวน บก.ป.ในประเด็นทั่วๆไป ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งข้อมูลของนายสมยศไม่ได้พุ่งประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เป็นข้อมูลที่เคยให้การกับพนักงานสอบสวน สน.คลองตันไปก่อนหน้า ทั้งในส่วนของประเด็นที่นางศุภนิดา หรือก้อย โทรศัพท์มาขอยืมเงิน 2 แสนบาท ก่อนที่นางก้อยจะถามต่อว่า จะ ไปที่ไหนบ้างในวันนั้น ได้ตอบไปว่าไป รพ.รามคำแหง ก่อนจะไปกินหูฉลาม ยืนยันว่าในความเคลื่อนไหวของนายสมยศในวันเกิดเหตุมีนางก้อยที่รู้เพียงคนเดียวเท่านั้น ในส่วนของกรณีเฮียม้อ หรือเสี่ยม้อ ที่แจ้งจับนายสมยศผู้ตายนั้น นางรัศมีกล่าวว่า ส่วนตัวไม่เคยคุยกัน เนื่องจากคดีความยังไม่สิ้นสุด อย่างไร ก็ตาม ในส่วนของรถเบนซ์ที่ขับในวันเกิดเหตุเป็นของเจ้าของที่ดินย่านพระราม 9 ที่มีเรื่องพิพาทกันนำมาจำนำไว้

ขณะที่ น.ส.ณัฐธิดา ลูกสาวนายสมยศเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุมีนางก้อยเท่านั้นที่รู้ความเคลื่อนไหวของพ่อ เนื่องจากโทรศัพท์มาสอบถามและเป็นที่รู้กันว่าพ่อจะกินหูฉลามที่ร้านดังกล่าวเพียงร้านเดียว และนางก้อยเคยมากินที่ร้านนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ตนและแม่เชื่อว่าการตายของคุณพ่อน่าจะมีคนใกล้ชิดรู้เห็น และมีส่วนเกี่ยวข้องเนื่องจากคนที่ต้องสงสัยไม่ถูกกับตนและคุณพ่อ เมื่อถามว่าเป็นใคร น.ส.ณัฐธิดากล่าวว่า เป็นน้องชายตน เป็นลูกชายของภรรยานอกสมรส โดยคุณแม่ของน้องชายเคยเป็นนักร้องคาเฟ่ ปัจจุบันอยู่ที่ จ.เชียงราย แต่น้องชายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยก่อนหน้านี้ประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา เพิ่งทราบว่าตนมีน้องชายแต่คนละแม่ อย่างไรก็ตาม ได้ไปมาหาสู่กันตลอด กระทั่ง 1 ปีที่ผ่านมา น้องชายมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป มีท่าทีแสดงให้รู้ว่าไม่ชอบพ่อและตนอย่างเห็นได้ชัด ขาดการติดต่อ ที่สำคัญเคยบ่นในเชิงตัดพ้อว่าไม่ชอบพ่อ คิดว่าพ่อไม่รัก และเคยเล่าให้ฟังว่าเกลียดถึงขั้นคิดจะฆ่าพ่อ ตนจำประโยคนี้ได้ขึ้นใจ สำหรับเงินกรมธรรม์ที่คุณพ่อทำไว้นั้นมี 2 ใบ วงเงินประกัน 4 แสนบาท ใบแรกให้คุณแม่และใบที่สองให้ตน นอกจากนี้ช่วงหลังคุณพ่อได้นำปืนมาไว้ลิ้นชักโต๊ะทำงานชั้นล่างภายในบ้าน จากเดิมเก็บไว้ในห้องนอนชั้นสอง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคุณพ่อไม่เคยเล่าให้ฟังว่าเคยถูกข่มขู่หรือถูกลอบฆ่า เนื่องจากกลัวว่าทางครอบครัวจะเครียดและกังวลโดยเฉพาะตนกับคุณแม่และน้องชาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ภรรยาและลูกสาวนายสมยศ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบริเวณห้องโถงด้านล่างของกองบังคับการปราบปราม นางรัศมีมีสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวแจ้งว่า ในวันนี้ทีมสืบสวนยังคงลงพื้นที่ติดตามกล้องวงจรปิดอย่างต่อเนื่อง หลังพบรถ จยย.ของคนร้ายที่ใช้ก่อเหตุอยู่ที่บริเวณซอยรามคำแหง 24 ซอยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค

อีกหนึ่งประเด็นที่มองว่าอาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการสั่งฆ่านายสมยศ คือประเด็น “เฮียม้อ” ที่จ่ายเงินให้กับนายสมยศ 15 ล้านบาท เป็นค่าวิ่งเต้นคดีแต่ไม่สำเร็จ โดยชุดสืบสวนกองปราบฯ ได้เรียก “เฮียม้อ” มาสอบสวนแล้ว ได้ความว่ามีปัญหากันมาตั้งแต่เดือน ต.ค.56 และมีการแจ้งความไว้ที่กองปราบปราม ให้ดำเนินคดีนายสมยศและนางรัศมี ภรรยา ในข้อหาฉ้อโกง และฐานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินเพื่อให้เจ้าพนักงานกระทำการตามเป็นเงินทั้งหมด 15 ล้านบาท โดยเฮียม้อได้ติดต่อนายสมยศวิ่งเต้นคดีให้เพื่อนที่โดนจับยาเสพติด

คดีอยู่ระหว่างรอการตัดสินในชั้นฎีกา โดยนายสมยศรับปากช่วยเหลือ อ้างว่าสามารถทำให้คดีในชั้นฎีกายกได้แน่นอน โดยพาไปพบผู้ใหญ่หลายคน สร้างความแน่ใจให้กับเฮียม้อ จ่ายเงินให้ด้วยการโอนผ่านบัญชีธนาคารนางรัศมีหลายครั้งรวมทั้งหมด 15 ล้านบาท แต่หลังจ่ายเงินไม่เป็นไปตามที่นายสมยศรับปาก เพราะคดีดังกล่าวไม่มีการยกฟ้อง ผู้เสียหายได้พยายามทวงเงินคืน ก่อนเข้าแจ้งความ โดยพนักงานสอบสวนได้เรียกนายสมยศและนางรัศมีเข้าพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา แต่ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาและใช้เงินคืนไปในบางส่วน โดยเฮียม้อไม่ได้ติดใจอะไร เพราะถือว่าได้รับเงินคืนมาบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนยังไม่ได้ตัดปมขัดแย้งเรื่องนี้ออกจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า กำชับให้เจ้าหน้าที่ทำคดีดังกล่าวอย่างรอบคอบ เป็นธรรม และเร่งติดตามจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด ส่วนประเด็นการลอบสังหารยังตั้งไว้ 3 ประเด็นเดิม คือเรื่องการพนัน เรื่องอ้างการช่วยเหลือทางคดี และเรื่องกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งฝ่ายสืบสวน สอบสวน ได้ทำงานไปพร้อมกัน แต่ยังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่าเป็นประเด็นใด ต้องหาพยานหลักฐานให้ครบถ้วน มีการสอบขยายผลไปถึงเรื่องทรัพย์สิน โดยเฉพาะทรัพย์สินที่จะมีผลต่อไป ทั้งที่เป็นส่วนตัวและทรัพย์สินของครอบครัวที่จะตกทอดถึงใคร เป็นประเด็นที่พนักงานสอบสวนจะพยายามขยายผลให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบความขัดแย้งภายในครอบครัวของนายสมยศ เพื่อให้ได้รายละเอียดทั้งหมด แต่ไม่ได้มุ่งไปที่ประเด็นในครอบครัว

ขณะที่การตั้งประเด็นใหม่เรื่องการหลอกเงินวิ่งเต้นล้มคดีนั้น จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดโดยเฉพาะพยานหลักฐานที่พบเช่น สมุดบันทึก และการใช้โทรศัพท์ของนายสมยศที่ผ่านมา เนื่องจากภรรยาให้ข้อมูลว่าไม่ทราบเรื่องส่วนตัวบางเรื่องของนายสมยศเท่ากับที่นางศุภนิดา นรรัตน์ หรือก้อยทราบ ตำรวจจะตรวจสอบเพื่อความชัดเจน ยืนยันตำรวจไม่หลงทางในการทำคดีดังกล่าว และจะนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้

ด้าน พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น.กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดประเด็นที่ตั้งไว้ทั้งหมดทิ้ง เพราะหลักฐานโดยเฉพาะพยานเอกสารค่อนข้างมากยังได้มาไม่ครบ ทั้งที่เกี่ยวกับคดีที่ผู้ตายช่วยเหลือและหลักฐานทางการเงิน ขณะนี้ให้ทางภรรยาผู้ตายช่วยตรวจสอบ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน จะสรุปประเด็นให้แคบลงได้ ส่วนการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ดิน ยังอยู่ระหว่างเรียกคู่กรณีที่ผู้ตายเขียนเอาไว้ประมาณ 20 คดี จะตรวจสอบว่าผู้เกี่ยวข้องเป็นใครบ้าง สอบปากคำความเป็นมา และไล่ลำดับทีละเรื่อง ส่วนการตรวจสอบคลิปเสียงที่ผู้ตายบันทึกไว้ในโทรศัพท์ มีเพียงแค่คลิปเสียงสั้นๆ ยังไม่มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับคดีมากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็นคดีความที่พูดคุยกับลูกความเท่านั้น

ผบก.สส.บช.น.กล่าวด้วยว่า คดีความส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัวผู้ตายกับผู้อื่น ส่วนคดีความที่เกี่ยวกับกลุ่มของนางศุภนิดา หรือก้อย มีแค่คดีความฟ้องร้องประมาณ 4-5 คดีเท่านั้น เป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์ กรณีที่เข้าไปช่วยเหลือเรื่องยาเสพติดเป็นที่ปรึกษาทางคดีให้นั้น เนื่องจากผู้ตายเป็นทนายความ คดีอยู่ระหว่างศาลพิพากษาชั้นฎีกาแล้ว ไม่ได้ว่าความให้ในชั้นศาล และมีทนายให้เป็นที่ปรึกษาการต่อสู้ทางคดี เพราะเห็นว่าผู้ตายมีชื่อเสียงน่าจะช่วยเหลือคดีได้ ก็ว่าจ้างให้ช่วยทำคดีให้ แต่ปรากฏว่ามีคดีความบางส่วนที่แพ้คดีแต่ก็เอาเงินไป ด้านการติดตามมือปืนตรวจกล้องวงจรปิดนั้นคืบหน้าค่อนข้างเยอะแล้ว หัวกระสุนปืน .38 จากศพทางพิสูจน์หลักฐานกลางอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเคยก่อคดีที่ใดมาก่อนหรือไม่

มีรายงานจาก บช.น.ว่า ชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดี ได้สอบปากคำนางศุภนิดาในประเด็นที่ถูกนางรัศมี ภรรยานายสมยศให้การว่า นางศุภนิดา โทรศัพท์มายืมเงิน และรู้ว่านายสมยศจะเดินทางไปที่ร้านเฮง หูฉลาม ก่อนถูกคนร้ายดักยิงเสียชีวิต ทำให้นางศุภนิดาไม่พอใจนางรัศมี ยืนยันว่าไม่รู้ว่านายสมยศจะไปกินหูฉลาม เพราะระหว่างคุยโทรศัพท์ ไม่ได้ถามว่าจะไปไหนกันต่อ และทำให้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องคดีฆ่านายสมยศ โดยชุดสืบสวนจะได้เรียกนางรัศมีมาสอบปากคำเพิ่มเติม หลังจากต่างให้การพาดพิงกัน เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่ชุดสืบสวนสอบสวนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมมือปืนถึงมั่นใจว่าเป้าสังหารต้องมาอย่างแน่นอน ถึงมาดักรอก่อนล่วงหน้า จากการสอบสวนพยานให้การด้วยว่า ขณะที่นายสมยศเดินทางถึงร้านหูฉลาม มือปืนก็ไม่ยิงทั้งๆที่มีโอกาส แต่กลับรอกระทั่งเหยื่อรับประทานอาหารเสร็จเดินไปขึ้นรถถึงลงมือยิงอีกด้วย

นอกจากนี้ ชุดสืบสวนคลี่คลายคดีของ บช.น. จะเชิญนางรัศมี และ น.ส.ณัฐธิดา ภรรยาและลูกสาวนายสมยศมาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งเกี่ยวกับสถานภาพครอบครัวว่า มีเรื่องระหองระแหงกันหรือไม่ เนื่องจากในสมุดบันทึกของนายสมยศพบว่า ผู้ตายเคยเขียนบันทึก เคยลงมือทำร้ายร่างกายนางรัศมี เพื่อสอบถามข้อมูลตามที่ผู้ตายบันทึกไว้ถึงเรื่องราวดังกล่าวจริงหรือไม่ เหตุการณ์เป็นอย่างไร เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ทั้งนี้ สมุดบันทึกที่อยู่ในมือของชุดสืบสวนพบว่า นายสมยศจะจดบันทึกเหตุการณ์สำคัญแต่ละวัน เช่น รายละเอียดของสถานที่ไปไว้ก่อนล่วงหน้าทุกครั้ง พอทำเสร็จธุระเรียบร้อยแล้ว จะกาขีดฆ่าทิ้ง โดยวันเกิดเหตุ มีการเขียนลงสมุดว่า ไปที่ รพ.รามคำแหง แต่ไม่มีเขียนบอกว่าจะไปร้านเฮง หูฉลามแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวน บก.สส.บช.น. ได้ทำหนังสือเชิญตัว พ.ต.ท.เสนาะ มณีฤทธิ์ อดีตนายตำรวจ นรต.รุ่น 36 ลาออกจากราชการไปประกอบธุรกิจทำกิจการทีวีดาวเทียมช่องเคเอ็มชาแนล เพื่อมาให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีรถเบนซ์ ทะเบียน ฌร 3636 กรุงเทพมหานคร คันเกิดเหตุ หลังตรวจสอบพบว่าเป็นชื่อของ พ.ต.ท.หญิง นงเยาว์ มณีฤทธิ์ ภรรยา พ.ต.ท.เสนาะ เป็นเจ้าของ โดยการสืบสวนทราบว่า พ.ต.ท.เสนาะเช่าอาคารนายสมยศทำกิจการทีวีดาวเทียม ค้างค่าเช่าติดหนี้นายสมยศประมาณ 3 ล้านบาท พ.ต.ท.เสนาะได้ใช้รถเบนซ์ค้ำประกันหนี้เอาไว้ จึงเรียก พ.ต.ท.เสนาะมาสอบปากคำเพื่อรวบรวมไว้ในประเด็นที่เกี่ยวพัน

มีรายงานว่า ในเวลา 19.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช รอง ผบช.น. หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีสังหาร นายสมยศ สุธางค์กูร อดีตเจ้าพ่อคาเฟ่ ได้เรียกชุดสืบสวนสอบสวน บช.น. เข้าร่วมประชุมกับชุดสืบสวนกองปราบปราม ที่ บก.สส.บช.น. เพื่อแบ่งหน้าที่กันทำงาน ไม่ให้ซ้ำซ้อนและให้คดีเดินหน้าไปด้วยความรวดเร็ว

ต่อมาเวลา 20.30 น. พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช รอง ผบช.น. เปิดเผยหลังประชุมชุดสืบสวนนครบาลกองปราบฯว่า มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร แต่ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งไป โดยในวันที่ 4 ก.ค.จะนัดทนายความที่เป็นคนใกล้ชิดกับผู้ตาย 3 คน มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สน.คลองตัน ส่วนช่วงบ่ายที่ผ่านมาได้เรียกนางรัศมี กับ น.ส.ณัฐธิดา ภรรยากับลูกสาวผู้ตาย มาสอบปากคำเพิ่มเติมในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน หรือคดีความต่างๆที่ผู้ตายมีปัญหาอยู่ ส่วนคนในบ้านผู้ตายนั้นสอบปากคำไปเรียบร้อยแล้ว โดยทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายไม่ได้เดินทางออกจากบ้านไปที่ไหนเลยเป็นเวลา 3 วัน ส่วนภรรยากับลูกสาวเดินทางไปต่างจังหวัด สำหรับทรัพย์สินผู้ตาย จากการตรวจสอบพบว่า มีเงินสดกับที่ดินรวมมูลค่าอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 180 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้เรียกลูกผู้ตายกับภรรยาอีกคนมาสอบปากคำแล้วเช่นกัน เหลือตัวภรรยาอีกคนของผู้ตายที่จะติดต่อให้มาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งในภายหลัง

เมียและลูกสาว “ทนายสมยศ” เข้าให้การกองปราบฯ ยันวันเกิดเหตุ มีก้อยสาวคนสนิทผู้ตายเท่านั้นที่รู้ความเคลื่อนไหว ส่วนลูกสาวไขปมเชื่อคนใกล้ชิดรู้เห็นต้องสงสัย เป็นน้องชายคนละแม่ เผยน้องชายพฤติกรรมเปลี่ยน บ่นตัดพ้อพ่อไม่รัก 4 ก.ค. 2558 00:50 4 ก.ค. 2558 14:47 ไทยรัฐ