ข่าว
100 year

'แยกแยะ' และ 'ให้อภัย'

ทีมข่าวการเมือง4 ก.ค. 2558 05:01 น.
SHARE

3.6 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขวงเงินจัดซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ ตามที่ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.ระบุ คณะกรรมการอำนวยการคัดเลือกแบบ กองทัพเรือ มีมติเป็นเอกฉันท์ในการจัดซื้อจากประเทศจีน และเตรียมเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม นำเรื่องขออนุมัติ ครม.
เรือดำน้ำจีน ไม่รู้โผล่ถูกจังหวะหรือไม่

ไม่เฉพาะเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเลือกแบบเรือดำน้ำ “ชั้นหยวน” ของจีน จากที่คณะกรรมการฯพิจารณาแบบจากหลายประเทศ ทั้งสวีเดน เยอรมนี รัสเซีย ฝรั่งเศส เกาหลีใต้

“ของจีน” ในความรู้สึกของคนไทย ยังไม่ชัวร์

ขณะที่วงเงินสูงถึง 3 หมื่นล้าน ถึง ผบ.ทร.จะชี้แจง เป็นการจัดซื้อรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล กองทัพเรือแค่เสนอ ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นการตั้งงบฯผูกพันหลายปี

กับความจำเป็นทุ่มงบฯซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ในภาวะเศรษฐกิจประเทศซึมหนัก

รวมทั้งที่เข้าล็อกวิพากษ์วิจารณ์ ช่วงที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เพิ่งติงโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เรื่องภาระงบฯ และยังมีปัญหาภัยแล้ง ความเดือดร้อนของเกษตรกร

ถูกหยิบยกปมสวัสดิการรักษาพยาบาล ปากท้องชาวบ้าน มาเทียบงบฯซื้อเรือดำน้ำ

น่าจะอ้ำอึ้งไปเหมือนกัน

แต่เอาเป็นว่าก็พอเข้าใจได้ ถึงภาวะความจำเป็นที่ยกมา ที่สำคัญคือยุค “อำนาจพิเศษ”

ก็คงต้องหยวนๆกันไป

แต่ที่ดูทำท่าจะไม่หยวนไม่ลดดีกรีเข้มด้วย กรณีการจับกุมคุมขัง 14 นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่

ถึงวันนี้ แม้นักศึกษาสถาบันต่างๆ ครูบาอาจารย์ นักวิชาการ นักคิดนักเขียน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งในและนอกประเทศจะออกมาประสานเสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษา

เสนอให้ผ่อนไม้แข็ง หันมาใช้ไม้นวมกับคนรุ่นใหม่ที่คิดเห็นแตกต่าง

แต่คนรัฐบาลก็ยังยืนยันตามต้นทางสัญญาณของ “บิ๊กตู่” กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย

นั่นไม่เท่ากับ กรณี “จุดไฟเผาไฟ” ปลุกกระแสดึงคนอีกกลุ่มมาร่วมต้านขบวนการนักศึกษา ที่หากไม่แตะเบรก หลายคนเริ่มเป็นห่วงประวัติศาสตร์ซ้ำรอย วิกฤติแตกแยกขัดแย้งหวนกลับ

ที่สำคัญดูจะขัดกับเหตุผลอำนาจพิเศษ เข้ามาเพื่อ “ยุติความขัดแย้ง”

ในห้วงที่โจทย์ปรองดองก็เริ่มเห็นรูปเห็นร่าง ล่าสุด ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สปช. สรุปแนวทางสร้างความปรองดองเสนอสู่ สปช.

ก่อนส่งให้รัฐบาล คสช. และ สนช.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โจทย์ยากที่ “ดร.เอนก” เดินสายพบกับตัวแทนทุกขั้วฝ่าย เก็บข้อมูลทุกสีเสื้อได้ข้อสรุปแนวทางสมานฉันท์ 6 แนวทาง ในปมนิรโทษกรรมช่วงปี 2548–2557

โดยแบ่งผู้ชุมนุม-เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ แยกผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ผู้กระทำผิดในคดีอาญาโดยเนื้อแท้ และแยกแนวทางนิรโทษกรรม รับโทษไประยะหนึ่งแล้วขออภัยโทษ หรืออัยการสั่งไม่ฟ้อง

ส่วนการนิรโทษกรรมระดับแกนนำและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสั่งการ ควรทำหลังนิรโทษกรรมระดับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติไปแล้ว 1 ปี และจะทำได้เมื่อแกนนำ “สำนึกผิด”

และคิวนิรโทษจะไม่รวมคดีทุจริต คดีอาญา มาตรา 112 คดีละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง

แน่นอนตามสูตรนี้ โจทก์หลักอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่พลาดถูกตั้งคำถามถึง ได้อานิสงส์ด้วยหรือไม่ แล้วก็ได้คำตอบจากทีมศึกษาแล้วว่า

คดีการชุมนุม ผู้สั่งการต้อง “สำนึกผิด” ก่อน ส่วนคดีอาญาก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม

เงื่อนไขเคลียร์ชนักสำหรับ “ทักษิณ” ยังยาก

ที่น่าสนใจคิวนี้ ทีมศึกษาการสร้างความปรองดองไม่ได้ล้างผิดเหมารวม “นิรโทษเหมาเข่ง” ประเด็นละเอียดอ่อนที่พร้อมกระตุกแรงต้าน จุดไฟขัดแย้งขึ้นอีกครั้ง

ในภาวะที่ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมืองแค่ทุเลาลงไป แต่ยังรักษาไม่หายขาด

การแยกแยะ–ให้อภัย จึงน่าจะเป็นหลักสำคัญ.

ทีมข่าวการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์การเมืองทีมข่าวการเมืองสวีเดนประยุทธ์ จันทร์โอชาแยกแยะให้อภัยชั้นหยวนเรือดำน้ำประวิตร วงษ์สุวรรณไทยรัฐฉบับพิมพ์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้