วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


สังคมดราม่า! ดักควายทาง Social Media ใครๆก็เป็นเหยื่อได้

เป็นที่ฮือฮากันมาก เมื่ออยู่ๆก็มีผู้สร้างแฟนเพจทาง Facebook ชื่อ “จบข่าว” ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ Social Media โดยเฉพาะ Facebook ไม่ตกเป็นเหยื่อของเว็บไซต์ที่นิยมนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Social Media มาพาดหัวในลักษณะที่ดึงดูดคนให้เข้ามาคลิกอ่าน แต่เมื่อคลิกเข้ามาอ่าน เนื้อหากลับไม่มีอะไรมาก หรือไม่ตรงกับที่พาดหัวไว้

การพาดหัวข่าวลักษณะนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า การพาดหัวข่าวแบบ Click Bait ซึ่งวัตถุประสงค์ของผู้ที่ใช้วิธีพาดหัวข่าวแบบนี้ก็เพื่อให้มีคนเข้ามาคลิกดูลิ้งค์นั้นมากๆ จากนั้น รายได้จากการโฆษณาก็จะตามมาโดยอัตโนมัติตามจำนวนยอดวิวที่เข้ามาชม โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักจริยธรรมของสื่อมวลชน

ต้องยอมรับว่า ในปัจจุบัน เว็บไซต์ข่าวมืออาชีพในประเทศไทย ได้มีการใช้วิธีการพาดหัวข่าวแบบนี้ เพื่อเพิ่มยอดจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้มากขึ้น แต่ความแตกต่างคือ เว็บไซต์ข่าวมืออาชีพส่วนใหญ่ ยังยึดมั่นในหลักจริยธรรมวิชาชีพ คือเมื่อผู้เข้าชมคลิกเข้าไปอ่านข่าวนั้น จะได้พบกับเนื้อหาที่ครบถ้วนตามพาดหัว หรือ ไม่ใช่การพาดหัวข่าวเกินจริง

การนำคำว่า Click Bait มาใช้จึงมีความจำเป็นต้องแยกแยะว่า เป็นการพาดหัวข่าวตรงตามเนื้อหาที่ผู้อ่านจะคลิกเข้ามาเจอ หรือเป็นเพียงการหลอกล่อให้เข้ามาคลิกอ่าน แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ไม่พบเนื้อหาตามที่พาดหัว หรือมีเนื้อหาอยู่เพียง 2-3 บรรทัด ไม่ใช่ลักษณะของการนำเสนอข่าวตามหลักวิชาชีพทั่วไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับเว็บไซต์ข่าวมืออาชีพที่มีการนำเสนอข่าวด้วยการพาดหัวแบบ Click Bait ในลักษณะของการล่อลวงให้เข้ามาคลิกอ่านเพื่อเพิ่มยอดวิว แต่เนื้อหาไม่ตรงหรือมีเนื้อหาเพียง 2-3 บรรทัดนั้น มีความเชื่อในหมู่นักวิชาการและผู้สันทัดกรณีด้านสื่อออนไลน์ ว่า เป็นพฤติกรรมที่ทำลายความน่าเชื่อถือของตนเอง เพราะเมื่อผู้อ่านถูกล่อลวงให้คลิกเข้ามาอ่านบ่อยๆ แล้วไม่พบเนื้อหาตามที่พาดหัวข่าวไว้ ในที่สุดก็จะเลิกอ่านข่าวของสำนักข่าวนั้นๆ

หรือไม่อีกที ก็จะเกิดแฟนเพจแบบเดียวกับ “จบข่าว” ขึ้นมาอีกเป็นดอกเห็ดเพื่อมาจัดการกับเว็บไซต์ที่ใช้การพาดหัวแบบ Click Bait ไปในทางที่ผิด จนในที่สุดเว็บไซต์ข่าวที่มีพฤติกรรมแบบนี้ ต้องเลิกใช้วิธีการที่ผิดหลักจริยธรรมวิชาชีพเช่นนี้ไปเอง ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นกับวุฒิภาวะของชาวโซเชียลคนไทยทั้งหลายด้วย

ว่ากันด้วยวุฒิภาวะของชาว Social Media ในประเทศไทย ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า ขณะนี้ เราอยู่ในสังคมที่อุดมไปด้วยเรื่องราวที่เป็น “ดราม่า” นั่นก็เพราะคนไทยเรา โดยเฉพาะคนที่ใช้ Social Media ส่วนใหญ่นิยมเสพเรื่องราวที่มีลักษณะเป็น “ดราม่า” จริงหรือไม่

ทั้งนี้ เราสามารถสังเกตได้ง่ายๆ จากข่าวที่สารที่ถูกนำเสนอตามเว็บไซต์ข่าวมืออาชีพต่างๆ หากเป็นข่าวที่มีลักษณะกินใจ สะกิดอารมณ์ของคนอ่านข่าวนั้น จะมีจำนวนยอดผู้ชมจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับข่าวสารที่เป็นสาระและเป็นประโยชน์ต่อสังคมเช่น ข่าวการเมืองหรือข่าวเศรษฐกิจที่มีจำนวนยอดผู้เข้ามาอ่านในแต่ละข่าวไม่มากนัก

อีกตัววัดหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่า ข่าวที่มีลักษณะเป็นดราม่า จะได้รับความสนใจมากกว่าข่าวสารที่เป็นสาระ ก็คือจำนวนยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ข่าวในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ยอดจำนวนผู้เข้าชมนับตามจำนวน IP หรือ Unique IP แล้ว เว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับสูงๆ จะมีผู้เข้าชมผ่าน Social Media โดยเฉพาะ Facebook ถึงประมาณร้อยละ 60-90 ในแต่ละวัน

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ใครก็ตามที่ต้องการมีชื่อเสียงด้วยการสร้างตัวตนใน Social Media แล้วต่อยอดมาสร้างเว็บไซต์ที่มีสถิติผู้เข้าชมจำนวนมากๆ เพื่อสร้างเม็ดเงินจากรายได้ค่าโฆษณา ก็จะเริ่มต้นด้วยการสร้างแฟนเพจที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงดราม่าเพื่อเรียกความนิยมให้คนสนใจแชร์ข้อความนั้นออกไปมากๆ เสียก่อน

ในบรรดาเรื่องราวที่ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์และสร้างให้เป็นเรื่องราวดราม่าได้ไม่ยากก็คือเรื่องราวความผิดพลาดในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนมืออาชีพที่วันนี้ แทบทุกสำนักจะต้องมีการนำเสนอข่าวสารผ่านเว็บไซต์และ Social Media ควบคู่กันไป

แน่นอนว่าการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ก็ต้องการจำนวนยอดผู้เข้าชมจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้จากค่าโฆษณา แล้วนำมาเป็นค่าใช้จ่ายหล่อเลี้ยงธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องลงทุนและแสวงหากำไรเช่นเดียวกับธุรกิจประเภทอื่นๆ จึงต้องมีการแข่งขันในเรื่องความรวดเร็วในการนำเสนอข่าว รวมทั้งการนำเสนอข่าวที่มีลักษณะที่เข้าข่ายดราม่าเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาชมข่าวของผู้บริโภคสื่อ ควบคู่ไปกับการนำเสนอข่าวสารที่เป็นสาระด้านอื่นๆ ที่แม้จะมีจำนวนผู้ชมไม่มากนักก็ตาม เพราะธุรกิจสื่อต้องมีความรับผิดขอบต่อสังคมควบคู่ไปด้วย

เมื่อเว็บไซต์ข่าวมืออาชีพต้องมีการแข็งขันกันเช่นนี้ ความผิดพลาดในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ จะมากหรือน้อย ก็ขึ้นกับนโยบายด้านความระมัดระวังของแต่ละสำนักข่าว โดยทุกสำนักข่าวต่างพร้อมที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดเมื่อมีการท้วงติงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดในเรื่องข้อเท็จจริงของเนื้อหาข่าว หรือความผิดพลาดทางกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพก็ตาม

ดังนั้น สื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ จึงมักจะตกเป็นจำเลยจากการวิพากษ์วิจารณ์ของชาว Social media เฉพาะบรรดานักวิชาการและผู้ที่ทำตัวเป็นผู้สันทัดกรณีด้านสื่อมวลชนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นประโยชน์ในการท้วงติงเพื่อให้สื่อนำเสนอข่าวสารด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

แต่ในระยะหลังมานี้ มีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนบางส่วน ไปหยิบเอาความเห็นที่ชาว Social Media แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมาเป็นข้อมูลในการวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่า ข้อมูลความเห็นที่วิพากษ์วิจารณ์สื่อใน Social Media นั้น เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมีความรอบด้านมากน้อยเพียงใด

เข้าทำนองว่า เมื่อเห็นข้อมูลจาก Social Media นั้น “เข้าทาง” ที่ตัวเองจะแสดงภูมิรู้เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนได้ ก็หยิบมาเอาเป็นข้อมูลในการวิพากษ์วิจารณ์สื่อทันที ทั้งๆที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มักจะมีเสียงเรียกร้องจากนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนจำนวนมากว่า สื่อมวลชนอาชีพทั้งหลาย จะต้องตรวจสอบข้อมูลที่ปรากฎใน Social Media ให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะนำมาเสนอเป็นข่าวในหน้าเว็บไซต์ของตน

ถ้าไม่ทำ ก็มีโอกาสจะพลาดพลั้งถูก “ดักควาย” หรือการนำเอาข้อมูลเท็จที่มีคนเอามาโพสต์ไว้หลอกๆ ใน Social Media มานำเสนอเป็นข่าวเพราะขาดการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล จนทำให้ขณะนี้ เว็บไซต์ข่าวเกือบทุกสำนักจะมีหน่วยงานทำหน้าที่ตรวจสอบที่มาและความถูกต้องของข้อมูลที่หลั่งไหลอยู่ใน Social media ก่อนจะหยิบมาเสนอเป็นข่าวกันอยู่แล้ว

ดังนั้น ใครก็ตามที่ไปหยิบยกนำข้อมูลใน Social media มาใช้ประโยชน์ต่อ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงการวิพากษ์วิจารณ์ต่อ หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ก็ควรจะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนั้นๆ เสียก่อน หรืออย่างน้อยก็ควรค้นหาหรือศึกษาข้อมูลที่ถูกนำมาวิจารณ์ใน Social Media ให้ถ่องแท้เสียก่อน

เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะเข้าข่ายถูก “ดักควาย” แบบที่สื่อมวลชนเคยประสบและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงมาแล้ว ทั้งนี้ ก็เพื่อช่วยกันทำให้สังคมอุดม “ดราม่า” แบบสังคมไทย ลดความเป็น “ดราม่า” ลงไปบ้าง ไม่มากก็น้อย...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th 

3 ก.ค. 2558 22:07 3 ก.ค. 2558 22:11 ไทยรัฐ