วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจเบื้องหลังความสำเร็จ 'โชคทวี พรหมรัตน์' แม่ทัพช้างศึกซีเกมส์ 2015

หลังจากสามารถพาทีมชาติไทย ก้าวขึ้นไปครองตำแหน่งเจ้าอาเซียนได้อีกสมัย กุนซือผู้นำทัพอย่าง "โค้ชโชค" โชคทวี พรหมรัตน์ ก็ถูกจับตามองมากขึ้นเป็นพิเศษ แต่ชีวิตการเป็นกว่าจะประสบความสำเร็จได้ ต้องฝ่าฟันกับสิ่งแวดล้อมลรอบข้างมาอย่างมากมาย วันนี้เฮดโค้ชผู้พาทีมเถลองบังลังค์แชมป์ซีเกมส์ ที่เคยผ่านมาทั้งตอนเป็นโค้ช และนักเตะ ได้ให้เกียรติมาเปิดใจทุกประเด็นกับทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์ ถึงความรู้สึกที่ต้องแบกรับความหวังของคนทั้งชาติ กระแสปรามาส ความคาดหวัง การปกป้องลูกทีมจากกระแสวิจารณ์ทางโชเซียล รวมถึงข่าวลือเรื่องการทะเลาะกับเพื่อนซี้อย่าง "ซิโก้" ซึ่งเขาจะมาเปิดใจให้ได้ทราบกันทุกประเด็น.... 

ความรู้สึกหลังจากจบเกมในนัดชิงชนะเลิศจนถึงตอนนี้ยังตื่นเต้นดีใจอยู่ไหม?

แน่นอนว่ามันเป็นความทรงจำที่ดีอยู่แล้ว เพราะเป็นครั้งแรกที่จากในฐานะนักฟุตบอล แล้วมาเป็นโค้ชคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ ที่พาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูลด้วย และอีกอย่างคือเราสามารถทำให้คนไทยมีความสุข นั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด

หลังจบการแข่งขันมีเดินสายแก้บนที่ไหนบ้าง?

มีอนุสาวรีย์สมเด็จกระเจ้าตากสินมหาราช ในกรุงเทพ และก็ไปที่จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นวัดหลวงพ่อแก่ที่นับถือ นอกจากนั้นก็ยังมีวัดหลวงพ่อโสธร ด้วย

ความรู้สึกครั้งแรกที่ "ซิโก้" เปิดโอกาสให้คุมทีมซีเกมส์ รู้สึกอย่างไรบ้าง?

ก็รู้สึกขอบคุณพี่โก้ที่ให้ความไว้วางใจ แต่ก็รู้สึกดดันด้วย เพราะในซีเกมส์ครั้งนี้มีเหรียญฟุตบอลแค่เหรียญเดียว ท่านนายกสมาคมฯ ก็บอกด้วยว่าต้องได้กลับมา ทำให้เราทำงานอย่างหนัก ซึ่งอย่างที่เห็นคือผมไม่ค่อยยิ้มแย้มแจ่มใสเท่าที่ควรเพราะโดยส่วนตัวอึดอัด แต่เราจะไม่ทำให้เด็กเห็น จะมีก็เพียงแค่การปรึกษากันเองในทีมงานเท่านั้น

ก่อนถึงการแข่งขัน เคยมีความคิดสักครั้งไหมว่ากลัวทำไม่สำเร็จ?

มันมีอยู่แล้ว แต่อย่างที่บอกว่ามันเป็นความท้ายทายที่สูงมาก เพราะตัวผู้เล่นเราพร้อมขนาดนี้ ถ้าทำให้ความแชมป์ไม่ได้ก็คงต้องยอมรับ

ความรู้สึกของการไปในฐานะนักเตะ กับในฐานะโค้ชต่างกันมากแค่ไหน?

ต่างกันมากครับ เพราะในฐานะนักเตะ เราเพียงแค่รักษาฟอร์มการเล่นของตัวเองคนเดียวพอ แต่ในฐานะโค้ชเราต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอลในทีมกว่า 20 คน ไหนจะเจ้าหน้าที่ซึ่งเราต้องดูแลและประสานงาน เพราะฉะนั้นการเป็นโค้ชจะยากกว่ามาก

มีกระแสวิพากวิจารณ์ก่อนแข่งในเรื่องของประสบการณ์คุมทีมที่น้อยเกินไป รู้สึกอย่างไรบ้าง?

ก็ได้ยินมาบ้างในเรื่องที่เคยโดยปรามาส แต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยซีเรียสเท่าไร เพราะเขาไม่ได้ดูปูมหลังว่าผมไปอยู่เมืองนอกมา 7 ปี สิงคโปร์ผมก็ไปค้าแข้งอยู่นานถึง 5 ปี จนคนที่โน่นรู้จักเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นผมไม่ได้กังวลเลย แต่ผมกังวลเรื่องสมาธิของเด็กในทีมมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นผมไม่ค่อยสนใจ เพราะมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

อยากให้พูดถึงเกมแรกของการแข่งขันที่ชนะลาว 5-0 ว่ารู้สึกอย่างไร?

เกมนัดแรกเรายิงเขาได้เยอะจริง แต่แนวรับเรามีจุดผิดพลาดเยอะมาก ดีที่ว่าทีมชาติลาวเขาทำไม่ได้เอง เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพยายามเอาเทปมาศึกษาแก้ไขข้อบกพร่องในเกมต่อไป จนสุดท้ายเราก็เสียแค่ประตูเดียวตลอดการแข่งขัน เพราะทุกทีมที่เจอกับเราเขามาตั้งรับกันหมดเลย จะมัวแต่บุกเขาจนเพลินแล้วลืมหลังบ้านไม่ได้ ผมจึงพยายามเน้นย้ำกับน้อง ๆ ว่าเกมรับต้องสำคัญที่สุด จนทำให้เราเสียเพียงแค่ประตูเดียว

แต่หลังจากนั้นกลับชนะคู่แข่งแค่ 1-0 อีก2 นัด เพราะอะไร?

มันเป็นฟุตบอลจะยิงกี่ลูกก็สามแต้มเหมือนกันเอาหมด เพราะแฟนบอลก็น่าจะเห็นว่าทั้ง มาเลเซีย แต่ก่อนเปิดเกมสู้กับเราตลอด แต่มาในครั้งนี้พวกเขาตั้งรับ 100 % เลย ส่วน ติมอร์ แน่นอน เขามาเพื่อรับอย่างเดียวซึ่งฟุตบอลมันไม่ใช่อย่างนั้น แต่โชคดีที่ได้ 3 แต้ม มาทำให้เราทำอะไรหลายอย่างได้ง่ายขึ้น

ถือว่าพอใจที่เสียแค่ลูกเดียว?

ผมคิดว่าโชคดีที่เสียในเกมที่พบกับเวียดนาม เพราะถ้าเกิดเรายังไม่เสียประตูไปเล่นในรอบลึก ๆ แล้วนักเตะอาจจะกดดันก็ได้

ภาพที่แฟนบอลจำได้แม่นคือ หลังจบเกม "โค้ชโชค" กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นรู้สึกยังไง?

มันรู้สึกแวบหนึ่งว่าไม่ต้องคิดในเกมฟุตบอลแล้ว คิดว่าเราก็ทำได้เหมือนกัน มันออกมาเองโดยไม่รู้ตัว

จำได้ไหมว่าชีวิตนี้เคยเสียน้ำตาเพราะฟุตบอลมาแล้วกี่ครั้ง?

จำไม่ได้หรอกครับว่ากี่ครั้ง แต่ก็เยอะเหมือนกัน มีทั้งชนะบ้าง แพ้บ้าง ทั้งสมหวัง ผิดหวัง มีทุกรสชาติตั้งแต่ติดทีมชาติมา 15 ปี ก็มีทั้งแมตช์ที่ดีที่สุดในชีวิต แมตช์อัปยศมีหมด เพราะฟุตบอลมันหนีไม่พ้น ถ้าชนะคนก็ชื่นชม แพ้คนก็รุมด่า มันต้องยอมรับ

ในชีวิตนักเตะเคยคว้าแชมปซีเกมส์ เพียงแค่ 2 ครั้ง ถือว่าน้อยเกินไปไหม?

(หัวเราะ) คือสมัยก่อนซีเกมส์มีแต่ชุดใหญ่เท่านั้น ไม่มีชุดอาายุ 23 ปี รุ่นพี่ก็เก่ง ๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็พอใจแล้ว ที่ได้แชมป์ 2 ครั้ง

ได้ข่าวว่าภรรยาก็ไปเชียร์ด้วยถึงขอบสนาม ช่วยในเรื่องกำลังใจเยอะแค่ไหน?

แฟนพี่โก้ (คุณเปิ้ล อัสราภา) เป็นคนชวน จริง ๆแล้วเขาไม่ค่อยไปไหน ครั้งนี้เขาไปด้วยก็มีน้อง ๆ ในทีมแซวบ้างตามประสา แต่จริง ๆ ผมไม่ค่อยได้เจอเขาเท่าไร เพราะเจอกันจริง ๆ แค่ตอนทานข้างเที่ยงกันแค่นั้นและ เขาก็ไปเที่ยวกันต่อ มันก็มีบ้างช่วยในเรื่องของกำลัง (หัวเราะ)

หลายคนแทบไม่ทราบเลยว่าโค้ชโชคมีแฟนแล้ว พอจะแนะนำให้แฟนบอลไทยได้ทราบหน่อยได้ไหมแฟนเป็นใครมาจากไหน?

จริงๆ แล้วเริ่มคบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนธรรมศาสตร์ ตอนนี้ทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ เพราะฉะนั้นความเข้าใจก็ค่อนข้างเยอะเพราะเป็นผู้ใหญ่กันทั้งคู่ คบกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ก็เกือบ 20 กว่าปี

หลังซีเกมส์ มีกระแสข่าวลือหนาหูมากเกี่ยวกับเรื่องทะเลาะกับ ซิโก้ ได้ยินข่าวนี้แล้วรู้สึกยังไง?

ผมมองว่าเราอยู่ในด้านสว่าง เป็นธรรมดาที่จะมีคนติชมบ้าง ดีด้วยซ้ำไปที่มันเป็นกระแส แต่จะจริงหรือไม่จริง ผมว่าเดียวสังคมก็ตอบแทนเอง เพราะว่าพวกผมก็อยู่กันมานานแล้ว ผมทำเพื่อชาติอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ติดใจเท่าไร

ในยุคโซเชียลที่มีเหล่า "เกรียนคีย์บอร์ด" หรือ "แฟนบอลโปรไลเซนส์" รู้สึกยังไงกับกระแสคำวิจารณ์ของคนกลุ่มนี้?

ผมโดนตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะแล้ว ช่วงนั้นตอนตอนตัดฟุตบอลโลก 2006 กับ เกาหลีเหนือ เราแพ้ในบ้าน 1-4 เกิดกระแสครั้งใหญ่เลย แล้วก็ ซูซูกิ คัพ ครั้งที่ผ่านมา กีรติ เขียวสมบัติ โดนหนักมากเลย โดนเล่นถึงบุพการีด้วย แล้วนักเลงคีย์บอร์ดคนนั้นก็ออกมาขอโทษในภายหลัง แต่มันทดแทนไม่ได้หรอกเพราะคุณทำไปแล้ว

อย่างชุดนี้ก็เหมืนอกัน มีทั้ง ชนานันท์ กับ ฐิติพันธ์ เกิดกระแสคำถามว่าทำไมถึงยังให้เล่นอยู่ทั้งที่ฟอร์มไม่ดี แต่ผมก็คุยกับเด็กตลอดว่า อ่านได้นะ แต่ถ้าคุณไปใส่ใจมันด้วย อาจทำให้ฟอร์มการเล่นหมดไปด้วย เพราะฉะนั้นปล่อยให้มันผ่านไป เล่นเกม ดูหนัง อะไรก็ว่าไป อย่างนั้นดีกว่า

แล้วโดยส่วนตัวมีติดตามกระแสเหล่านี้บ้างหรือเปล่า?

มีสิ เพราะเราเป็นโค้ชแล้วก็ต้องติดตามว่าเขาวิจารณ์อะไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้เอามาใส่ใจมากนัก ที่กลัวสุดคือกลัวจะไปกระทบกับเด็ก เพราะเด็ก 20 กว่าคน เราก็ร้องระแวกระวังทุกอย่าง โดยเฉพาะการไปสิงคโปร์ครั้งนี้ มีตำรวจสากลมาคุยเรื่องล้มบอล เขาจะมาเฝ้าอยู่ที่โรงแรม เพราะฉะนั้นถ้ามีเด็กเราไปคุยกับคนแปลกหน้าเมื่อไร เขาจับก่อนเลบ แล้วค่อยสอบสวน ดังนั้นเราจึงกังวลในเรื่องเหล่านี้มากกว่า

แล้วโดยส่วนตัวให้ค่ากับบุคคลเหล่านี้ขนาดไหน?

จะให้ทำไงได้ เพราะคนเหล่านี้ก็มีอยู่ทุกที่ แต่บางทีเขาก็ทำดีนะ อย่างในไทยแลนด์สู้สู้ มีการวิเคราะห์เกมว่าทีมเวียดนามเล่นอย่างนั้น พม่าเล่นอย่างนี้ ผมคิดว่าอย่างนี้ก็น่าชื่นชมเขาด้วย ผมไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร แต่จากที่เคยเข้าไปดู 2-3 ครั้ง เหมือนเขามีทัศนคติที่ดีกับฟุตบอลไทย ซึ่งถือว่าน่าชื่นชม

ย้อนกลับไปตอนทำทีมชาติครั้งแรก ซีเกมส์ที่เนปิดอว์ เกิดขึ้นยังไง?

ตอนนั้นเป็นผมที่เข้าไปหาพี่โก้ ขอโอกาสบอกว่าอยากจะเข้ามาอยู่ในทีมชุดนี้ เพราะว่าถ้ามี ซิโก้ ซึ่งเป็นไอดอลของเด็กหลายๆ คน ก็น่าจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แล้วเราเองก็อยู่ในวงการนี้มานานน่าจะช่วยได้บ้าง แล้วอีกอย่างในช่วงนั้นโค้ชหลายคนไม่กล้าเข้ามาทำ

แล้วตั้งแต่คบกันมาเคยทะเลาะกันบ้างไหม?

ทะเลาะกันในเกมฟุตบอลมากกว่า อย่างเช่น เราเสนอไปว่าอยากได้คนนั่น คนนี้มาร่วมทีม เขาก็รับฟังบ้าง ไม่รับฟังบ้าง บางครั้งเราก็ต้องมีวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น เพราะฟุตบอลมันไม่ใช่การเออออห่อหมกกันไปซะทุกอย่าง

อีกหนึ่งประเด็นที่พูดถึงมากคือสปิริตของนักเตะชุดนี้ โดยเฉพาะ "อาทิตย์ ดาวสว่าง" ที่ได้รับคำชื่นชมในเรื่องการควบคุมอารมณ์ มีการพุดคุยกับนักเตะอย่างไรบ้างถึงได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแบบนี้?

จริง ๆ ผมกับ เจ้าแบ็ค เราคุยกันมานานแล้วตั้งแต่ซีเกมส์ที่ เนปิดอว์ ช่วงเก็บตัวที่เชียงใหม่ เขาก็เป็นคนใจร้อน เข้าสกัดหนักเพื่อนร่วมทีมโดยตลอด ผมก็เรียกเขามาคุยในห้องแบบตัวต่อตัว เพราะผมก็นักเลงคนหนึ่งเหมือนกันแหละ ผมคุยกับเขาว่า "คุณเคยเห็นไหม รุ่นพี่คุณหลายคนเลือดร้อนแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เพราะฉะนั้นถ้าคุณยังทำอย่างนี้อยู่อนาคตฟุตบอลของคุณไปไม่ไกลแน่" พอจากนั้น เขาก็รับฟังแต่จะทำตามหรือเปล่าเราก็ไม่รู้

แต่พอถึงซีเกมส์ที่ เนปิดอว์ เขาก็มาเสียใบเหลือในนัดสุดท้ายแค่นั้นเอง หรือซีเกมส์ ครั้งล่าสุดก็เหมือนกัน ในรอบรองที่เจอกับอินโดฯ เราก็เลยมาเห็นว่า เจ้าแบ็ค พอมาเล่นทีมชาติในเรื่องของความแข็งแกร่งด้านจิตใจดีขึ้นมาก ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นพัฒนาการของเขานะ ตอน ซูซูกิ คัพ ก็เห็นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่า เอ๊ะ! อาทิตย์ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย ตอนนี้บอกได้เลยว่าในเรื่องของสปิริต คนสิงคโปร์เขาปรบมือให้ ที่นั่นเขาดูและเชียร์ทีมไทยมากกว่าเชียร์ทีมชาติตัวเองเสียอีก เพราะอย่างนักฟุตบอลสิงคโปร์เขาเตะคู่แข่งตลอด แต่ของเราก้าวขึ้นไปขั้นหนึ่งแล้ว ต้องชื่นชมทุกคนด้วยที่มีจิตใจที่เป็นสุภาพบุรุษ

ได้ข่าวว่าพี่โก้เคยเรียกไปเตือนเรื่องให้ความสนิทสนมกับนักเตะมาเกินไป เรื่องนี้เป็นมายังไง?

อย่างที่บอกว่าสไตล์โค้ชแต่ละคนไม่เหมือนกัน ของผมชอบคลุกลคีกับเด็ก อยากรู้ว่าวันนี้พวกเขารู้สึกยังไง พ่อแม่ไม่สบาย ทะเลาะกับแฟน เรื่องพวกนี้เราก็ต้องเขาไปดูด้วย จะไปรอหน้างานอย่างเดียวมันก็คงไม่ได้ ก็ยอมรับว่าเคยโดนเตือน แต่บางทีก็ทำไม่ได้นะ เพราะนี้มันนิสัยคนเราเป็นโค้ชคนละสไตล์ ผมอยากดูภาพรวมของเขาด้วย ไม่ใช่จะมาดูแค่เรื่องฟุตบอลอย่างเดียว

ให้ความสนิทสนมกับนักเตะขนาดนี้ และช่องว่างหรือระยะห่าทงี่นักเตะควรรู้คือตรงไหน?

เราก็ต้องเอาตัวเองไปเป็นบรรทัดฐานด้วยว่า พี่จริงจังมากนะ เพราะฉะนั้นนอกเวลาเล่นได้ แต่เวลาเราซ้อมจริงจังในเรื่องของแทคติกจะซีเรียส ถือว่าขอกันเลย เพราะผมเป็นคนที่ซ้อมบอลใช้เวลาน้อย แค่ชั่วโมงเดียว แต่ในช่วง 15-20 นาที ที่ซ้อมการเข้าทำ อยากให้น้อง ๆ ตั้งใจ เพราะเวลาอยู่ในสนามสถานการณ์จริง เขาก็เอาสติของเขาตอนนั้นมาใช้

ถ้าเทียบกับทีมชั้นนำของเอเชีย คิดว่าเราอยู่ในระดับไหน?

ถ้าในทีมชาติชุดใหญ เรายังไม่มีเวทีประลองที่พอจะเห็นภาพได้ แต่กับชุดยู-23 ในเอเชียนเกมส์ ที่ อินชอน เราสามารถเทียบชั้นกับญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อิรัก, จอร์แดน ได้ ถ้าเราทำกันดี เด็กมีความพร้อม ผมว่ามีสิทธิ์เฮในโอลิมปิค ครั้งนี้

การประชุมแบ่งงานล่าสุด มีส่วนหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้างในทีมชุด ปรีโอลิมปิค?

โดยหลัก ๆ แล้วคือเป็นตัวช่วยของพี่โก้ ซึ่งผมมองก็ดีนะ เพราะเราจะได้โฟกัสไปว่า นักเตะที่ลงทะเบียนได้ใหม่ 50 คน เราต้องไปหาดาวเด่นเข้ามาเสริม แต่จริง ๆ มีในใจแล้วประมาณ 20 กว่าคน ทำให้สามารถมุ่งสมาธิไปได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงอะไร ก็โอเคที่แบ่งงานกันชัดเจน

หน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบประจำตอนนี้มีอะไรบ้าง?

ตอนนี้เป็นอาจารย์ระดับ 5 ประจำโรงเรียนช่าง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งผู้ใหญ่เห็นว่าเราจบมาทางรัฐศาสตร์ ก็เลยให้มาสอนวิชาหน้าที่พลเมือง ซึ่งได้เอาประสบการณ์มาแชร์ให้กับนักเรียนซึ่งจะขึ้นมาเป็นพนักงานต่อไป

จัดการอย่างไรเพื่อไม่ให้งานประจำด้านการสอน กับการเป็นโค้ชฟุตบอลทีมชาติมีผลกระทบ?

คือจริงงานสอนมันมีเวลากำหนดที่ชัดเจน เพียงแค่ว่าถ้าตรงกับช่วงของการเก็บตัวทีมชาติ ก็จะเปลี่ยนให้อาจารย์ท่านอื่นมาสอนก่อน พอเราหมดหน้าทีมจากทีมชาติ ก็จะกลับมาสอนในส่วนที่เว้นว่างไป เพราะฉะนั้นในเรื่องของการงานที่เป็นอยู่ก็ไม่กระทบมากนัก

ต้นแบบกุนซือในดวงใจคือใคร?

ผมชอบ "เป๊ป กวาร์ดิโอลา" ของบาเยิร์น มิวนิก ไม่ใช่ว่าชอบเพราะหัวเหมือนกัน(หัวเราะ) แต่เพราะเขาลงไปเล่นกับนักเตะด้วย ไม่ใช่มายืนสั่งการนอกสนามคอยชี้นิ้วเพียงอย่างเดียว เพราะนักฟุตบอลบางครั้งมันต้องไปสอนกันตัวต่อตัว ซึ่งผมชอบนิสัยแบบนั้นมากกว่า

วางอนาคตของตัวเองในวงการฟุตบอลไว้อย่างไรบ้าง?

ตอนนี้ก็คงต้องมุ่งมั่นเกี่ยวกับการทำทีมปรีโอลิมปิกให้ดีก่อน ในช่วงเดือนมกราคม ปีหน้า เพราะตอนนี้ ต้องมองแบบช็อตต่อช็อต เพราะฟุตบอลมันไม่ใช่ของเราคนเดียว โค้ชเก่งๆ ก็มีเยอะ แค่ได้ทำหน้าที่ในส่วนเขาให้รับผิดชอบก็คงต้องทำอย่างเต็มที่

อยากฝากอะไรถึงแฟนบอลไทยในช่วงต่อจากนี้ไป?

อย่างที่บอกว่าตอนนี้กระแสฟุตบอลมันแรง เพราะฉะนั้นจะมีการเชียร์และความคาดหวังสูงตามมาด้วย แต่ฟุตบอลมันมีแพ้ มีชนะ ถ้าขอบทีมชาติไทยก็ตามเชียร์เลย ไม่ใช่พอแพ้ก็ไม่เอาแล้วถอดใจ อยากให้มาสนับสนุนนักเตะเรามาก ๆ อยากฝากแฟนบอลด้วยว่าเป็นกำลังใจให้ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยต่อไปด้วย

นั้นคือเรื่องราวเพียงเสี้ยวชีวิตหนึ่งของผู้ชายที่ชื่อ "โชคทวี พรหมรัตน์" ซึ่งต่อจากนั้นจะรับหน้าที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองคนสำคัญของทีมชาติไทย ที่จะพาทัพช้างศึกหนุ่ม กรุยทางสู่เป้าหมายให้การโลดแล่นบนมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาตอย่าง "โอลิมปิก 2016" ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ในช่วงกลางปีหน้าได้หรือไม่ อยู่ที่แรงเชียร์และศรัทธาของแฟนบอลไทยทุกคน ที่จะช่วยสนับสนุนพวกเขาให้ถึงฝั่งฝันในอนาคตข้างหน้าต่อไป

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก โชคทวี พรหมรัตน์

หลังจากสามารถพาทีมชาติไทย ก้าวขึ้นไปครองตำแหน่งเจ้าอาเซียนได้อีกสมัย กุนซือผู้นำทัพอย่าง "โค้ชโชค" โชคทวี พรหมรัตน์ ก็ถูกจับตามองมากขึ้นเป็นพิเศษ.... 3 ก.ค. 2558 13:54 4 ก.ค. 2558 12:59 ไทยรัฐ


advertisement