วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ต้องทำวิกฤติให้เป็นโอกาส

ต้องทำวิกฤติให้เป็นโอกาส

  • Share:

แรงกดดันจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นอียู สหรัฐฯที่ทำให้ไทยต้องประสบชะตากรรมทั้งการค้ามนุษย์ การประมงและการบินจนต้องเร่งแก้ไขปัญหาด้วยเงื่อนไขเวลาที่จำกัดเพื่อให้พ้นจากมาตรการลงโทษซึ่งจะมีผลต่อภาพพจน์ประเทศและการค้าขาย

ปัญหาการประมงของไทยซึ่งอียูได้ให้ “ใบเหลือง” และรอให้เวลาในไทยแก้ไขมิฉะนั้นอาจจะถึงถูก “ใบแดง” นั่นจะทำให้อียูไม่ยอมรับซื้อสินค้าประมงจากไทยซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด แต่ละปีจะมีมูลค่าราว 2 แสนล้านบาท

เป็นรายได้ก้อนใหญ่ในการส่งออกของไทย

ล่าสุดกฎหมายฉบับใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.58 ที่ผ่านมาเพื่อแก้ไขปัญหาการทำผิดกฎหมายอันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ไทยต้องถูก “ใบเหลือง”

ก่อนหน้านี้ได้มีการอะลุ้มอล่วยเพื่อให้มีการแก้ไขให้ถูกต้องเสีย แต่ปรากฏว่ามีเรือประมงบางส่วนได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและสามารถออกเรือหาปลาได้ตามปกติ แต่อีกส่วนซึ่งเป็นส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติตาม

เมื่อครบกำหนดจึงเกิดปัญหาทันทีและได้มีการจอดเรือประมงตามท่าเรือต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งได้เห็นกันแล้ว เนื่องจากทำผิดกฎหมายและจะต้องถูกจับกุมจึงเกิดการชุมนุมประท้วงเพื่อให้รัฐบาลผ่อนปรนให้ทอดระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายไปอีกระยะหนึ่ง

อ้างว่ายังไม่พร้อมต่อการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เป็นมาตรฐานและเห็นว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อให้จดทะเบียนก็ยังไม่พร้อม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯได้ประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีการผ่อนปรนกันอีกแล้ว จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะหากปล่อยไปอย่างนั้น จะต้องสูญเงินปีละ 2 แสนล้านบาท

เมื่อเรือประมงไม่สามารถออกเรือจับปลาและสัตว์ทะเลประเภทต่างๆ เพื่อผลิตอาหารทั้งส่งออกและบริโภคภายในก็เกิดผลกระทบภายในประเทศทันทีคือสัตว์ทะเลน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาในด้านปริมาณทำให้มีการขึ้นราคาสูงทั้งประเทศ

นั่นก็คือจะต้องนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศด้านหนึ่งและต้องพึ่งพาจากเรือประมงบ้านที่สามารถนำเรือออกหาอาหารทะเลได้

ว่าที่จริงแล้วปัญหาที่ไทยถูกมาตรการทั้งจากอียูและสหรัฐฯนั้นล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้แก้ไขปล่อยปละละเลยให้มีการทำผิดกฎหมายจนเกิดปัญหาขึ้นมาในเวลานี้

ก่อนหน้านี้ทั้งๆที่รู้ปัญหากันดีแล้ว แต่อียูและสหรัฐฯก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว

ครั้ง คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศเท่านั้นแหละ...จึงรวมหัวใช้ “ยาแรง” กับประเทศไทยทันทีอ้างว่าไม่เป็นประชาธิปไตยสากล นอกจากประกาศไม่ยอมรับแล้วยังมีมาตรการต่างๆออกมาเป็นชุด

มันก็ไม่ต่างกับการแซงก์ชั่นกลายๆเพียงแต่ใช้ความเป็นมาตรฐานในกฎ กติกาออกมาบีบบังคับให้ไทยแก้ไขและปฏิบัติโดยใช้เงื่อนเวลามาเป็นตัวชี้วัด

ต่างๆเหล่านี้มันก็เหมือนกับไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ เพราะรัฐบาล คสช.นั้นมีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่ารัฐบาลเลือกตั้งที่ผ่านมาคือชาติตะวันตกต้องการอะไรๆก็ยอมก้มหัวให้ทุกอย่าง ไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของชาติแม้แต่น้อย

นี่แหละคือปัญหาที่เราถูกกระทำ

แต่สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ไม่ว่าเรื่องค้ามนุษย์ การบินและประมงนั้นล้วนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องแก้ไขและสร้างความเข้าใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้ยอมรับความจริงด้วย

เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาร่วมกันทุกภาคส่วน ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินการของรัฐบาลน่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ เพราะเป็นผลประโยชน์ของชาติมิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

ดีที่สุดก็คือ ทำวิกฤติให้เป็นโอกาสให้ได้.

“สายล่อฟ้า”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้