วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เจอคุก6เดือน6วัยรุ่นคะนองปล้นลูกชูวิทย์

เจอคุก6เดือน6วัยรุ่นคะนองปล้นลูกชูวิทย์

  • Share:

ศาลอาญาพิพากษาสั่งจำคุก 6 เดือน ปรับ 100 บาท 6 วัยรุ่นขาโจ๋เจ้าถิ่น อวดเบ่งชักมีดสั้นหวังฉกนาฬิกายี่ห้อดังแถมชกหัว “เหยื่อ” นายต่อตระกูล กมลวิศิษฎ์ ลูกชายนายชูวิทย์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย เหตุเกิดตั้งแต่ปี 56 พร้อมสั่งจำเลยทั้ง 6 ชดใช้ค่านาฬิกาหรูเพิ่มอีก 8 หมื่นบาท

ศาลอาญาสั่งจำคุก 6 โจ๋ใช้มีดข่มขู่ซ้อมลูก “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายกฤษฎา นัยสดับ อายุ 28 ปี นายพรชัย ไชยศิริธัญญา อายุ 19 ปี นายอดุลวิทย์ เอกมหาชัย อายุ 23 ปี นายสุรศักดิ์ สัมฤทธิ์ อายุ 23 ปี นายณรงค์ฤทธิ์ สิงห์ศรีโว อายุ 22 ปี และนายธนาชัย นัยสดับ อายุ 33 ปี รวม 6 คน เป็นจำเลยในความผิดร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธมีดและพกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 15 เม.ย.2556 เวลากลางคืน จำเลยทั้ง 6 คน

ได้ร่วมกันพกพาอาวุธมีดปลายแหลมยาวประมาณ 6 นิ้ว 1 เล่ม ไปในซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถ.ประชาสงเคราะห์ แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร แล้วได้ปล้นเอานาฬิกาข้อมือยี่ห้อบุลการี 1 เรือน ราคา 8 หมื่นบาทของนายต่อตระกูล กมลวิศิษฎ์ อายุ 17 ปี ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นบุตรชายนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย และใช้มือชกเข้าบริเวณศีรษะของผู้เสียหาย 2 ครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย และใช้อาวุธมีดในการกระทำความผิดโดยขู่เข็ญว่าจะใช้อาวุธมีดทำร้ายให้ได้รับอันตรายแก่ชีวิตหากขัดขืน เหตุเกิดที่แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 340 และ 371 และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ 80,000 บาทแก่ผู้เสียหายด้วย

โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 14 เม.ย.2556 เวลา 22.00 น. ผู้เสียหายและเพื่อน 3 คน ไปเล่นสงกรานต์ที่อาร์ซีเอถึงเที่ยงคืนผู้เสียหายและเพื่อนนั่งรถแท็กซี่มาลงหน้าร้านข้าวมันไก่ หน้าปากซอยรัชดาซอย 3 ผู้เสียหายกับเพื่อนกินเสร็จแล้วเข้าไปในซอยเพื่อกลับบ้าน มีกลุ่มชาย 4 คนเรียกให้ผู้เสียหายหยุดมีเพื่อนที่เป็นคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์มาสมทบอีก 2 คนได้ชกที่ศีรษะผู้เสียหาย โดยหนึ่งในกลุ่มคนร้ายถามว่ามีนาฬิกาหรือไม่ กลุ่มคนร้ายจึงได้ชกไปที่ศีรษะผู้เสียหาย 2 ครั้ง และหนึ่งในคนร้ายได้ชักอาวุธมีดออกมา จึงพากันหลบหนี ขณะที่ผู้เสียหายได้โยนนาฬิกาลงพื้นไป นายต่อ–ตระกูล กมลวิศิษฎ์ ผู้เสียหาย เบิกความว่า ระหว่างเดินเข้าบ้านมีคนร้ายเดินตามมา 4 คน และขี่รถจักรยานยนต์มาสมทบอีก 2 คน จากนั้นจึงชกเข้าที่ศีรษะจำได้ว่าจำเลยที่ 6 เป็นคนชกศีรษะและชักอาวุธมีดออกมา จึงวิ่งหนี แต่ด้วยความกลัวจึงปานาฬิกาที่ติดตัวมาลงพื้น ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ รปภ.ยืนอยู่ทำให้กลุ่มคนร้ายที่วิ่งตามมาได้เดินกลับไป

ศาลเห็นว่าผู้เสียหายและพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ต่างเบิกความสอดคล้องตรงกัน ประกอบกับผลตรวจจากแพทย์ยืนยันว่า ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฟกช้ำ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 6 คนร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายให้เกิดอันตรายแก่กาย และพกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะจริง แต่ผู้เสียหายและพยานไม่ได้เบิกความให้เห็นว่าคนร้ายคนใดหยิบนาฬิกาของผู้เสียหายไป จึงพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 6 คนมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย และพกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพกพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควรปรับคนละ 100 บาท รวมจำคุกคนละ 6 เดือน ปรับ 100 บาท

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้