วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แล้งสุดในรอบ 20 ปี รู้หรือยัง ไทยเหลือน้ำใช้แค่ 1 เดือน !?

ปัจจุบันนี้สถานการณ์ภัยแล้งในประเทศไทยเข้าขั้นวิกฤติอย่างมาก เกษตรกรหลายจังหวัดมีปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ทำการเกษตร บางพื้นที่วิกฤติหนักถึงขั้นไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค ทั้งที่ในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝนแต่กลับเป็นฝนทิ้งช่วง ยิ่งทำให้สถานการณ์ภัยแล้งเลวร้ายลง ถึงขนาดที่ต้องทำฝนหลวงมาช่วยเหลือ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้อาสาไขปัญหาวิกฤติภัยแล้ง ว่าเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง จะแล้งนานขนาดไหน และประเทศไทยจะมีน้ำใช้ได้ถึงเมื่อไหร่ วันนี้มีผู้เชี่ยวชาญมาตอบทุกคำถามที่สงสัย ที่นี่...

‘แล้งสุดในรอบ 20 ปี’ เปิด 3 ปัจจัยสำคัญสู่ปัญหาภัยแล้ง !

ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์อย่างตรงไปตรงมาว่า ‘ปีนี้ถือเป็นปีที่แล้งที่สุดในรอบ 20 ปี!!!’ โดยระบุปัจจัยหลัก 3 ประการ ที่ทำให้เกิดวิกฤติภัยแล้ง ได้แก่ 1.การบริหารจัดการน้ำที่ไม่ได้บริหารความเสี่ยงร่วมด้วย นั่นคือมีการปล่อยให้ใช้น้ำเกินแผนมาเป็นระยะเวลานาน 2.ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. เกิดฝนทิ้งช่วง ทำให้ไม่มีน้ำเพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม ชาวนาประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และ 3.ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทราบกันดีว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีการจัดการปัญหา จึงทำให้เกิดภัยแล้งขึ้น

ด้าน ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าวกับทีมข่าวว่า ภัยแล้งครั้งนี้เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ แทนที่ความชื้นจะเคลื่อนตัวมาอยู่ทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย แต่ความชื้นกลับไปสะสมบริเวณกลางมหาสมุทรแปซิฟิกแทน ทำให้ฝนไปตกหนักที่อเมริกาใต้ เปรู ภาคใต้ของอเมริกา ซึ่งทุกๆ 8-9 ปี จะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ยังถือว่าเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญที่ไม่รุนแรง เนื่องจากเมื่อปรากฏการณ์นี้หายไปก็จะเกิดปรากฏการณ์ลานีญาตามมา น้ำทะเลที่ร้อนจะไหลกลับมาทางทิศตะวันตกก็ทำให้มีฝนมากขึ้น

ขณะที่ ร่องมรสุมที่เคยพาดผ่านตอนบนในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค. ไม่แรงเท่าที่ควร ซึ่งปกติตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ค. คือช่วงหน้าฝนที่ร่องมรสุมนี้จะปะทะกับความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ทำให้เกิดฝนตกทางภาคเหนือ โดยในเดือน ก.ค. ร่องมรสุมจะเลื่อนเข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งเข้าสู่ภาคกลาง ซึ่งหากมรสุมดังกล่าวมีกำลังแรงขึ้น โอกาสที่จะเกิดฝนตกหนักในประเทศไทยก็มีสูง

“ในเดือน มิ.ย.-ส.ค. อาจมีพายุเข้ามาอีก เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เราต้องรอถึงจุดนั้น ถ้าเหตุการณ์ที่กล่าวมาไม่เกิดขึ้นในปีนี้ สามารถพูดได้ว่า เราโชคร้ายที่สุด เพราะจะเกิดการแล้งสุดในประวัติการณ์ ซึ่งต้องระวัง อย่าประมาท ถ้าไม่มีพายุใดๆเข้ามาไม่ว่าจะเป็นพายุไต้ฝุ่น ดีเปรสชัน จากมหาสุมทรแปซิฟิก หรือ มหาสมุทรอินเดีย เมืองไทยก็แล้งจัดมากที่สุด อาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำ น้ำทะเลก็จะหนุนเข้ามาที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปราจีน แม่กลอง เราไม่มีน้ำจืดไล่น้ำเค็มออก น้ำประปาก็จะมีปัญหาได้” ดร.สมิทธ ระบุ

ทั้งนี้ ดร.สมิทธ กล่าวต่อว่า ถ้าเกิดไม่มีพายุเข้ามาในประเทศไทย ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย. ประเทศไทยอาจจะแล้งไปจนถึงปี 2559 และจะเกิดวิกฤติที่สุด แม้กระทั่งช่วงเดือน ต.ค. ถ้าเกิดไม่มีฝนตกก็จะยิ่งทำให้แล้งหนัก แต่หากใน 3 เดือนนี้ มีพายุเข้ามาบ้างก็มีโอกาสที่จะกักเก็บน้ำไว้ได้

คาดไทยเหลือน้ำใช้ 1 เดือน ขณะที่ หมดช่วงแล้งเดือน ต.ค. !?

อาจารย์เสรี คาดการณ์ว่า ในช่วงเดือน ก.ค. ทั้งเดือนจะเป็นช่วงวิกฤติ เนื่องจากไม่มีฝนเลย แต่ในเดือน ส.ค. อาจจะมีฝนตกลงมาบ้าง ซึ่งก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า น้ำจะเข้าเขื่อนมากน้อยเพียงใด หรือจะสามารถเข้าเขื่อนได้หรือไม่ เนื่องจากสภาพแวดล้อมโดยรอบเปลี่ยนแปลงไป แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่ถึงขั้นขาดน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ซึ่งอย่างมากก็จะมีน้ำใช้ไปได้อีกประมาณ 1 เดือน

นอกจากนี้ สำหรับปรากฏการณ์เอลนีโญ จะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นสูงสุดประมาณเดือน ต.ค.-พ.ย. และในช่วงฤดูร้อนปีหน้า จะเกิดผลกระทบภัยแล้งหนักกว่าที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน เพราะประเทศไทยไม่มีต้นทุนน้ำ

ขณะที่ ดร.สมิทธ คาดการณ์ไปในแนวทางเดียวกันว่า “มีน้ำใช้อีกเดือนเดียวก็เป็นบุญแล้ว” แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงแล้งของประเทศไทยหลังจากหมด 1 เดือนที่กล่าวไว้ จะกินระยะเวลาต่อไปอีกประมาณช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ก็จะหมด เพราะพายุจะเริ่มเข้ามาแล้วในช่วงนี้

ผลกระทบภัยแล้งนานัปการ ลุกลามในหลายประเทศ ?

ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งมีค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่ ดร.สมิทธ เป็นห่วงมากที่สุด คือการบริโภคน้ำของประชาชน ส่วนเรื่องเกษตรกรรมยังสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ เกษตรกรอาจปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น มันสำปะหลัง อ้อย แต่อย่าเพิ่งไปปลูกข้าว เพราะข้าวต้องใช้น้ำมาก เมื่อฝนตกหนักค่อยกลับมาปลูกใหม่ ซึ่งหากทำแบบนี้ได้เกษตรกรก็ไม่ลำบาก ฉะนั้น รัฐบาลจะต้องสื่อสารกับเกษตรกรล่วงหน้าว่าปีนี้น้ำน้อย หลังจากฝนแล้งจะทำนาได้กี่ครั้ง ควรรอทำนาในช่วงที่มีฝน เพื่อให้เกษตรได้เตรียมตัวรับมือ

ด้าน อาจารย์เสรี อธิบายเพิ่มเติมว่า หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การปลูกข้าว การทำเกษตรกรรม จะทำให้เกิดต้นทุนสูงที่จะใช้ชดเชยหรือบำรุงรักษาผลผลิต ส่งผลให้เกิดปัญหาความยากจน ซึ่งการไม่มีน้ำใช้จะส่งผลกระทบโดยรวมทั้งหมด

ขณะที่ประเทศใกล้เคียงจะเจออิทธิพลของเอลนีโญหนักกว่าประเทศไทย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือประเทศทางตอนใต้ที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร โดยพื้นที่เพาะปลูกของประเทศเหล่านี้จะหายไปครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อปลายปีที่แล้วประเทศเหล่านี้ยังมีการเตรียมน้ำต้นทุนไว้เยอะ ฉะนั้น อย่างน้อยๆ น้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคจึงไม่มีปัญหา ส่วนการเกษตรก็ลดลงไปครึ่งหนึ่ง

วิธีแก้ปัญหาภัยแล้ง การบริหารจัดการน้ำสำคัญที่สุด !?

ดร.สมิทธ แนะวิธีแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ ต้องเข้ามารับผิดชอบ โดย 1.ติดต่อแจ้งเตือนล่วงหน้าว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไร ควรจะให้เกษตรกรทำอะไร หากมีแนวโน้มว่าจะมีฝนตกก็ประกาศให้เกษตรกรเตรียมไถคราดนาไว้ก่อน อย่าเพิ่งรีบหว่านโปรย เมื่อมีฝนตกเพียงพอค่อยเริ่มทำนา 2.ต้องหาแหล่งน้ำสำรอง ตามตำบล อำเภอ ขุดแหล่งน้ำเป็นบ่อขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เก็บกักน้ำจากหน้าฝนมาใช้หน้าแล้ง อย่างน้อยสามารถใช้ในการปลูกพืชผัก สวนครัว หรือสัตว์เลี้ยงได้

นอกจากนี้ ต้องระวังอย่าให้ซ้ำรอยปี 2554 หากมีฝนตกหนักลงมา และมีน้ำไหลเข้าเขื่อนแล้ว ผู้บริหารต้องระวัง เมื่อเห็นว่ามีน้ำเยอะก็จะกักเก็บไว้ในเขื่อนให้มากที่สุดจนเต็มทุกเขื่อนไม่ยอมปล่อยน้ำออกมาบ้าง กระทั่งน้ำใกล้จะล้นเขื่อนก็จะระบายน้ำออกมาพร้อมๆ กัน จึงทำให้เกิดน้ำท่วม ฉะนั้น เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการน้ำ ต้องระมัดระวังมีการตกลงกันให้ดีว่าควรปล่อยน้ำที่ไหนเท่าไหร่ จัดเก็บไว้เท่าไหร่ เพื่องานที่สอดคล้อง ส่วนฝนหลวงที่กำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีอย่างมาก

“ประชาชนที่อยู่ในภาคกลาง กรุงเทพฯ ควรใช้น้ำอย่างประหยัด อาจจะต้องเตรียมการซื้อแท็งก์น้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ หรือในช่วงที่มีฝนตกหนักจากลมมรสุมฤดูร้อน” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภัยพิบัติ ทิ้งท้าย.

ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้งว่าเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง จะแล้งนานขนาดไหน และประเทศไทยจะมีน้ำใช้ได้ถึงเมื่อไหร่ วันนี้มีผู้เชี่ยวชาญมาตอบทุกคำถามที่สงสัย ที่นี่... 2 ก.ค. 2558 19:00 3 ก.ค. 2558 05:28 ไทยรัฐ