วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิรูปสุขภาพ ใช้สมองไม่ก่อบาป

“ธรรมะคือการเรียนรู้ว่าอะไรทำให้เกิดอะไร” หรือความเป็นเหตุเป็นผล หรือความเป็นเหตุปัจจัย หรือกระบวนการทางปัญญา

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ย้ำว่า กระบวนการทางปัญญากับกระบวนการทางอารมณ์ ความเป็นเหตุเป็นผลอยู่ในกระบวนการทางปัญญา ทำให้มนุษย์เข้าใจปรากฏการณ์แจ่มแจ้งขึ้น มีโอกาสทำให้ดีขึ้น สังคมไทยยังขาดกระบวนการทางปัญญา แต่ใช้อารมณ์และอำนาจสูง ประเทศเราจึงอ่อนแอ

เหมือนอย่างกรณีความขัดแย้งระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข กับ สปสช. หากใช้ปัญญาให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และควรเป็นอย่างไร โดยถือประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นตัวตั้ง

การเอาประโยชน์สูงสุดประชาชนเป็นตัวตั้งควรเป็นหลักการใหญ่ที่สุดของงานสาธารณะทุกประเภท แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมนุษย์มีตัณหา มานะ ทิฐิเป็นพื้นฐาน จึงมักเอาองค์กร...สถาบันเป็นตัวตั้งที่เรียกว่า “สิทธิสถาบันนิยม” หรือเอาความเป็นสถาบันวิชาชีพเป็นตัวตั้งที่เรียกว่าลัทธิวิชาชีพนิยม เช่น เมื่อก่อนแพทย์จะคิดว่าแพทย์เท่านั้นที่รักษาโรคได้ ทันตแพทย์เท่านั้นที่ถอนฟันได้ หรือพยาบาลเท่านั้นที่ทำการพยาบาลได้ ในขณะที่ถ้าคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนทั้งมวล ต้องคิดถึงบทบาทของคนอื่น หรือบุคลากรอื่นๆอีกอย่างหลากหลาย

ส่วนใหญ่จะคิดเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ขาดความคิดเชิงระบบ สิ่งทั้งหลายดำรงอยู่เป็นระบบ แต่นักวิชาการมักคิดเชิงเทคนิคเท่านั้น ทำให้ประชาชนทั้งมวลขาดประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ เช่น เรารู้วิธีควบคุมโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เราก็ดูแลไปตามเทคนิคได้ไม่กี่คน โดยไม่ได้ตั้งคำถามว่าทำอย่างไรเรื่องที่เรารู้ว่าดีจะเกิดกับคนทั้งประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องคิดเชิงระบบ ถ้าเราคิดและทำงานเชิงระบบเป็น ประชาชนจะได้รับประโยชน์มากกว่านี้

“ระบบสาธารณสุข” หรือ “ระบบสุขภาพ” ซึ่งกว้างกว่า ประกอบด้วยมิติทางประชากร มิติทางระบาดวิทยา โครงสร้างของระบบบริการ ชนิด ประเภท ความสามารถของบุคลากรเหมาะสมในแต่ละระดับ เทคโนโลยีที่ให้ผลคุ้มค่า ระบบการเงินที่จะทำให้มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการซึ่งรวมถึงนโยบายและยุทธศาสตร์

ปฏิรูประบบสุขภาพอย่างไรประชาชนจึงจะได้รับประโยชน์สูงสุด สำคัญที่สุด...เราต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ...เราไม่มีความรู้เชิงระบบ มีแต่ความรู้เชิงเทคนิค ก็จำเป็นต้องสร้างความรู้เชิงระบบ

“การสร้างความรู้จริงเพื่อการใช้งานเป็นเรื่องยาก ทำไม่ได้ด้วยระบบอำนาจสั่งการ กระทรวงต่างๆเป็นระบบอำนาจจึงเกือบสร้างความรู้ไม่ได้เลย มหาวิทยาลัยก็ทำการถ่ายทอดความรู้เชิงเทคนิคจากตำรา...ประเทศไทยจึงขาดแคลนความรู้เพื่อพัฒนานโยบายที่ดี เป็นอุปสรรคต่อความเจริญของประเทศ”

ฉะนั้น...เมื่อคิดจะสร้าง สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงต้องขอคิดกันอย่างหนักว่าจะมีสถานะอย่างไรจึงจะสร้างความรู้จริง ความรู้ปลอมอันตรายยิ่งนัก...ในที่สุดผู้ร่วมก่อตั้งตกผลึกว่าต้องเป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ เช่นเดียวกับการที่ต้องมี สกว. สวทช. ในทำนองเดียวกันในปี 2535

สวรส. จึงเป็นองค์กรตระกูล ส. องค์กรแรกที่เกิดขึ้นโดยกฎหมาย เพื่อทำหน้าที่สร้างความรู้เชิงระบบ เพื่อเอาความรู้ไปปฏิรูประบบสุขภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทั้งมวล

ปฏิรูปจากการตั้งรับไปสู่การรุกสร้างสุขภาพดี...แบบที่เรียก สร้างนำซ่อม จึงเกิด สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ

คำว่า “สุขภาพ” มีความหมายกว้างกว่าสาธารณสุข ไม่ได้หมายถึงมดหมอหยูกยาโรงพยาบาลเท่านั้น แต่หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา ปัจจัยที่กำหนดสุขภาพกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่นอกแวดวงกระทรวงสาธารณสุข เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ความเข้มแข็งของชุมชน นโยบายสาธารณะ ฯลฯ จนมีคำกล่าวว่า “Health is the whole” หรือ “สุขภาพบูรณาการอยู่ในการพัฒนามนุษย์และสังคมทั้งมวล” งานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. จึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆมากมาย

ตามมาด้วย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ปฏิรูปให้คนเล็กคนน้อยคนยากคนจนมีศักดิ์ศรีของความเป็นคน สร้างระบบบริการสาธารณสุขให้สิทธิการเข้าถึงการรักษาพยาบาลแบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ทั่วถึงและคุณภาพดี

“ระบบราชการ...เป็นระบบที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ไม่ใช่ระบบที่เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง...ประชาชนจะได้หรือไม่ได้อะไรสุดแต่ทางราชการจะจัดให้หรือไม่ให้ ระบบราชการเป็นระบบเจ้าขุนมูลนายที่มองขึ้นข้างบนมากกว่าลงข้างล่าง คนยากคนจนไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรี ไม่ได้รับการปฏิบัติด้วยดี ถูกดุถูกว่าถูกรังเกียจ...”

“ระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจ”...ไม่ว่ากระทรวงใดๆ มีประ-สิทธิภาพต่ำที่จะสนองประโยชน์ประชาชน เพราะเป็นระบบอำนาจไม่ใช่ระบบแนวทางประชาชน

พื้นฐานความคิดเรื่องหลักประกันสุขภาพ ก็คือ การปฏิรูปให้ประชาชนมีศักดิ์ศรี...เดิมทั้งผู้ให้บริการและผู้ดูแลรายจ่ายงบประมาณรวมอยู่ในที่เดียวกันคือกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งใช้อำนาจรวมศูนย์จึงขาดประสิทธิภาพดังกล่าวแล้ว ในระบบอำนาจรวมศูนย์ประชาชนมีเกียรติน้อยมีอำนาจต่อรองน้อย

เงื่อนปมขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับ สปสช. เป็นความขัดแย้งเชิงระบบ ไม่ใช่เชิงบุคคลระหว่างใครกับใคร ระหว่างคนดีกับคนดี หรือว่าใครมีศักดิ์ศรีกว่าใคร การแก้ไขปัญหาต้องสร้างองค์กรทางสาธารณสุขให้สัมพันธ์กันอย่างลงตัว

ความจริงกระทรวงสาธารณสุขกับองค์กรตระกูล ส. อยู่คนละระดับ ไม่ควรจะมาเป็นคู่แข่งหรือคู่ขัดแย้งกัน คือองค์กรตระกูล ส. เช่น สวรส. สปสช. สสส. เป็นองค์กรปฏิบัติ...มีหน้าที่ที่กฎหมายขององค์กรบัญญัติไว้ ส่วนกระทรวงสาธารณสุขมีฐานะสูงกว่าคือเป็นองค์กรนโยบาย ที่กำหนดนโยบายให้องค์กรปฏิบัติรับไปปฏิบัติ เช่น จะให้ สวรส.วิจัยเรื่องอะไร สปสช. จะสนับสนุนระบบบริการสุขภาพอย่างไร ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด สสส. ต้องทำอะไรบ้างคนไทยจึงจะมีสุขภาพดีได้เต็มประเทศ

“องค์กร ส. เป็นเครื่องมือของกระทรวงสาธารณสุข แต่เป็นองค์กรที่เป็นอีกแบบหนึ่ง ต่างจากระบบราชการที่เป็นระบบรวมศูนย์อำนาจ แต่การทำหน้าที่องค์กรนโยบายได้จะต้องมีปัญญาสูงสุด หรือสมองก้อนโต...ที่รู้ทั้งหมด สามารถสังเคราะห์นโยบาย และบริหารนโยบายได้”

ศ.นพ.ประเวศ บอกว่า นโยบายต้องเชื่อมโยงไปทั้งใน...นอกกระทรวง เพื่อให้การพัฒนาทั้งหมดเป็นประโยชน์สุขต่อคนไทยทั้งมวล เพราะสุขภาพคือทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของมดหมอหยูกยาโรงพยาบาลเท่านั้น

ถ้าได้ประกอบองค์ประกอบทั้งหมดได้อย่างถูกต้อง ระบบก็จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น อวยประโยชน์สูงสุดแก่คนไทยทั้งมวล ประดุจถ้าเราประกอบเครื่องรถยนต์ได้ครบถ้วนถูกต้อง รถก็จะวิ่งไปได้อย่างราบรื่นพาผู้ขับขี่ไปสู่เป้าหมายได้อย่างสบายๆ

“เราจะต้องร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุด เราทำไม่ได้ในภพภูมิเก่า ซึ่งเป็นภพภูมิแห่งการคิดเชิงอำนาจและโครงสร้างอำนาจทางดิ่ง ซึ่งเป็นภพภูมิที่ทำให้มีความบีบคั้น พฤติกรรมเบี่ยงเบน ไม่ใช้ความจริง ทำร้ายกันสูง...เราต้องการศีลธรรมใหม่ และการปฏิวัติสัมพันธภาพด้วยกัลยาณมิตรธรรม

“ศีลธรรมใหม่” คือการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน โดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน การปฏิรูประบบสุขภาพประเทศไทยเป็นเรื่องใหญ่ต้องใช้ความจริง...ความเป็นเหตุเป็นผล คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นตัวตั้ง.

“ธรรมะคือการเรียนรู้ว่าอะไรทำให้เกิดอะไร” หรือความเป็นเหตุเป็นผล หรือความเป็นเหตุปัจจัย หรือกระบวนการทางปัญญา ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ย้ำว่า กระบวนการทางปัญญากับกระบวนการทางอารมณ์ ความเป็นเหตุเป็นผลอยู่ในกระบวนการ 2 ก.ค. 2558 09:24 2 ก.ค. 2558 09:24 ไทยรัฐ