วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตีกลองร้องฎีกา

ธรรมเนียมจีน การตีกลองร้องทุกข์ ผมจำมาจากหนังทีวีคนตีกลองก็ต้องถูกเฆี่ยนก่อน เรื่องนี้ผมจำมาจากหนังทีวี ตอนนี้มีฉายที่ช่องไทยรัฐ

นักแสดงชุดเก่า ตัวเปาบุ้นจิ้น หน้าดำคนเดิม ขลังเหมือนเดิม แต่ขาดเสียงพากย์ คุณกำธร สุวรรณปิยะศิริ คนเดิม จึงสะใจน้อยไปหน่อย

เมืองไทยสมัยสุโขทัย พ่อขุนรามท่านแขวนกระดิ่งไว้ให้ราษฎรตี...

มาถึงสมัยอยุธยา บ้านเมืองขยายใหญ่โต เสียงกระดิ่งอาจไม่ได้ยิน ท่านก็ให้เปลี่ยนมา “ตีกลอง”

ส.พลายน้อย เขียนเรื่อง ตีกลองร้องฎีกา ไว้ในสารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย (สำนักพิมพ์คำ พิมพ์ครั้งที่ 8 พ.ศ.2553) ว่า กลองแขวนไว้ที่ทิมดาบกรมวัง เมื่อเสียงกลองถึงพระกรรณ ก็โปรดฯให้ราชบุรุษออกมารับ “ฎีกา”

แต่ความจริง ราษฎรไม่กล้าเข้าไปตีกลองนัก มักจะหาโอกาสถวายตอนพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินนอกพระราชวัง การตีกลองร้องฎีกาจึงขาดหายไประยะหนึ่ง

ในสมัยรัชกาลที่ 3 มิใคร่เสด็จไปไหน ราษฎรถวายฎีกาได้ยาก

มีตำนานเล่าว่า เจ้าพระยาศรีรัตนโกสินทร์ (เจ้าพระยาคลัง) ไปสร้างเมืองที่จันทบุรี ได้ทำกลองใหญ่ด้วยไม้รักโต 13 กำ เข้ามาถวาย เมื่อปีวอก อัฐศก ศักราช 1198 (พ.ศ.2379)

พระราชทานชื่อ กลองวินิจฉัยเภรี ตั้งไว้ทิมดาบกรมวังลั่นกุญแจ เมื่อผู้ใดจะไปร้องถวายฎีกา กรมวังก็ไปไขกุญแจให้ ครั้นตีแล้วตำรวจเวรก็รับเอาตัวและเรื่องราว นำขึ้นกราบบังคมทูล

มีพระราชโองการ สั่งให้ผู้ใดชำระ ก็ส่งไป ลางทีก็ให้ตำรวจชำระบ้าง ไม่ให้เจ้านายและขุนนางมีอำนาจเหนือความในฎีกา ด้วยทรงไล่เลียงไต่ถามอยู่ทุกเวลาเช้าและค่ำ

ตระลาการผู้ชำระ ก็ไม่อาจพลิกแพลงไปได้

ปลายรัชกาลที่ 3 การตีกลองร้องฎีกาขาดช่วงไป ช่วงเวลานี้มีพระเจ้าลูกเธอและตำรวจใช้อำนาจเที่ยวเกาะกุมราษฎรชาวบ้านมาชำระความตามอำเภอใจ ฉุดคร่าบุตรหลานหญิงสาวชาวบ้านเอาไปเป็น (นาง) ห้าม เนืองๆ

ราษฎรก็ไม่สู้ ได้ความทุกข์ก็ไม่อาจเข้าร้องถวายฎีกา

พฤติกรรม อำนาจบาตรใหญ่เหล่านี้ รัชกาลที่ 4 ท่านทรงทราบดี เมื่อเสด็จผ่านพิภพจึงเอาพระราชหฤทัยใส่ ตลอดรัชกาล เสด็จออกพระราชทานโอกาสให้ราษฎรถวายฎีกาได้สะดวก

ทรงตั้งประเพณีเสด็จออกรับฎีกาด้วยพระองค์เองทุกวันโกน เดือนละ 4 ครั้ง

เวลาเสด็จออก ก็ให้เจ้าพนักงานตีกลองวินิจฉัยเภรี เป็นสัญญาณให้ราษฎรถวายฎีกา เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นปลายรัชกาลที่ 3 ก็หมดไป

ทรงเห็นประโยชน์ จึงโปรดให้ประกาศว่า มีพระบรมราชานุญาตต่อออกไปถึงผู้ที่ไม่สามารถมาถวายฎีกาได้เอง

เช่น...ผู้ที่ถูกกักขัง ก็ฝากฎีกาญาติพี่น้องหรือมูลนายมาถวายต่างตัวได้

แต่ในการรับฎีกาของราษฎรนั้น ถ้าปรากฏว่าใครเอาความเท็จมากราบทูล เพื่อจะให้ผู้อื่นเสียหายโดยไม่มีมูล ก็ให้ลงพระราชอาญาแก่ผู้ถวายฎีกาตามประเพณีเดิม เป็นการป้องกันผู้ไม่มีผิดมิให้เดือดร้อน

ประเพณีนี้ ถือเคร่งครัด จนเมื่อใกล้สวรรคต ก็ยังได้มีพระดำรัส แก่กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ และเจ้าพระยาภูธราภัย...ขอให้ทูลพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่

ให้เอาพระราชธุระรับฎีกาทุกข์ร้อนของราษฎรให้ร้องได้สะดวก เหมือนที่ทรงเคยทรงเป็นพระธุระ

สมัยบูรณาญาสิทธิราชย์ ช่องทางที่ราษฎรจะตีกลองร้องฎีกา มีน้อยนัก...มาถึงสมัยประชาธิปไตย...ยิ่งสมัยใหม่นี้ มีช่องทางจากสื่อต่างๆ มากมาย

ที่เป็นข่าว ที่เป็นคำถาม...ไปถึงผู้มีอำนาจ...ก็ทุกข์ร้อนของราษฎร ถ้าเปรียบสมัยโบราณ เสียงดังตูมๆๆ ทั้งวันทั้งคืน เสียงกลองร้องฎีกาทั้งนั้น

ผู้มีอำนาจท่านฟังนานๆก็อาจจะเบื่อ ก็ไม่น่าถือสา ธรรมดาของมนุษย์ ไม่อยากฟังแต่เรื่องทุกข์ร้อน...ไม่ชอบเสียงด่า ที่ชอบหนักหนา ก็คือเสียงชม...

กิเลน ประลองเชิง

2 ก.ค. 2558 08:58 2 ก.ค. 2558 08:58 ไทยรัฐ


advertisement