วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
บิ๊กตู่ปัดใช้ ม.44 นิรโทษ 14นศ. ข้องใจการเมืองหนุน

บิ๊กตู่ปัดใช้ ม.44 นิรโทษ 14นศ. ข้องใจการเมืองหนุน

  • Share:

500อัยการค้านม.288

“บิ๊กตู่” เล็งหาช่องคุย 14 นศ.ให้จบ แต่ยังอดคิดไม่ได้มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง เมินใช้ ม.44 นิรโทษกรรม โฆษก คสช.ย้อน “ยูเอ็น-ยุโรป” ยื่นข้อเรียกร้องต้องไม่ขัด ก.ม. ยันใช้อย่างจำเป็น-มีเหตุผล สปช.ประเมินกระแส 14 นศ.จุดไม่ติด เด็ก ปชป.เหน็บ คสช. “ที่มา” ก็ขัดหลักนิติธรรม อาจารย์-ญาติ-เพื่อนแห่เยี่ยมให้กำลังใจ หวิดวุ่นมากันอื้อได้เยี่ยมแค่ 3 คน ดาวดินในห้องขังปลื้มโลกรับรู้ ส่วน นศ.ที่รอดคุกสร้างกรงจำลองในรั้ว มธ. เข้าไปนอนรอเพื่อนกลับมา “กลุ่มอาชีวะช่วยชาติ” โผล่เฟซบุ๊กถือหาง คสช. ซัดดาวดินโดนชักใย อัยการครึ่งพันลงชื่อค้านร่าง รธน.ม.288 หวั่นการเมืองแทรก

จากกรณีสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNOHCHR) และคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวนักศึกษา 14 คน ที่ถูกจับกุมเนื่องจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น

“บิ๊กตู่” ยํ้าทูตสวิสเดินตามโรดแม็ป

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางคริสทีน ชราเนอร์ บูร์เกเนอร์ (Christine Schraner Burgener) เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสพ้นจากหน้าที่ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิส ตลอดกว่า 6 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ รวมทั้งขอบคุณที่สมาพันธรัฐสวิสจัดนิทรรศการแสดงพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระฉายาลักษณ์พระบรมวงศานุวงศ์ ระหว่างประทับ ณ เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 80 ปี ที่พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิสเป็นครั้งแรก ส่วนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของทั้ง 2 ฝ่าย กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดีมาก บริษัทสวิสเลือกมาลงทุนในไทย และไทยยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวสวิส ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลไทยพร้อมดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยวจากทุกชาติ สำหรับสถานการณ์การเมืองไทยยืนยันว่าไทยยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย และกำลังดำเนินการตามแผนโรดแม็ป เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก

ฝากเยาวชนใช้โซเชียลฯอย่างมีสติ

ต่อมาเวลา 10.30 น. คณะเยาวชนไทยและผู้ปกครองในโครงการเยาวชนไทยในออสเตรเลียคืนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 5 เข้าเยี่ยมคาราวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รู้สึกยินดีที่เยาวชนสายเลือดไทยได้กลับมาเยี่ยมเยือนแผ่นดินแม่ โดยขอให้ทุกคนศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สิ่งดีงามของความเป็นไทยเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจที่เป็นไทยเหมือนกับที่ต้องภูมิใจในความเป็นออสเตรเลีย และขอให้ทุกคนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอฝากให้เยาวชนใช้โซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวัง ต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านและมีสติ และขอให้มีคุณธรรมเพราะจะไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ทำผิดกฎหมาย ถ้าทุกคนทำได้จะถือเป็นคนดีเป็นกลุ่มคนที่มีจริยธรรม

แจงต้องเข้มเพื่อให้บ้านเมืองสงบ

“ขอโทษที่ต้องมายืนตรงจุดนี้ ซึ่งทำให้บางคน เข้าใจและไม่เข้าใจบ้าง แต่ย้ำว่าช่วงเวลานี้ต้องสร้างวิกฤติให้เป็นโอกาสเพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับ รวมถึงขจัดความขัดแย้งไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ยอมรับว่าเข้ามาโดยวิธีไม่ปกติแต่ก็อยากให้มองเจตนาที่เข้ามาแก้ปัญหา สถานการณ์ในประเทศที่ดูเหมือนจะมีความเข้มงวดนั้น ก็เพื่อต้องการให้บ้านเมืองมีความสงบ และยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาลไม่ได้ อิงกับกลุ่มใด และจะต้องดูแลทุกคนในประเทศอย่างเท่าเทียม”

ขณะที่ตัวแทนคณะเยาวชนกล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมาประเทศไทย ได้เห็นหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นและรู้สึกประทับใจที่ได้พบนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้คณะเยาวชนได้ร่วมร้องเพลงประสานเสียง “ฉันเป็นคนไทย” ด้วย

จ่อคุย 14 นศ.—เมินงัด ม.44 นิรโทษ

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาว่า ขณะนี้กำลังหามาตรการเปิดช่องทางการพูดคุยเพื่อให้เกิดการยุติ เพราะไม่สบายใจในการใช้กฎหมายกับนักศึกษา อย่างไรก็ตาม ต้องมองอีกแง่มุมหนึ่งว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมาเป็นอย่างไร เป็นกิริยาของเด็กที่บริสุทธิ์หรือไม่ มีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ต้องพิสูจน์กันอีกครั้ง ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อเสนอจากบางฝ่ายต้องการให้ใช้มาตรา 44 นิรโทษกรรมความผิดให้แก่นักศึกษา เรื่องนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ตนไม่ทำ ทำไม่ได้ เพราะถ้าทำแล้วก็จะต้องมีการใช้มาตรา 44 เพื่อนิรโทษกรรมให้กับบุคคลอื่นๆอีก จะทำให้ไม่มีวันจบสิ้นกระบวนการ

โฆษก คสช.ยันใช้ ก.ม.มาตรฐานเดียว

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึงกรณี EU และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯสหประชาชาติฯ (UNOHCHR) เรียกร้อง และแสดงความกังวลต่อกรณี 14 นักศึกษา ว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่พยายามรักษาให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันของบุคคลในทุกสถานะ โดยพิจารณาใช้ให้สมดุลเหมาะสม เจ้าหน้าที่พยายามที่จะอะลุ่มอล่วยอย่างเปิดเผยมาก่อนหน้าถ้าได้ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเข้าใจถึงสถานะและวุฒิภาวะ โดยเริ่มจากการว่ากล่าวตักเตือน และการขอความร่วมมือเป็นหลักปฏิบัติ ส่วนในทางคดีน่าจะเป็นเรื่องของดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลักๆ น่าจะไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญาด้านความมั่นคงด้วย เมื่อมีการตั้งข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหานั้นๆ ยังสามารถไปแก้ต่างกันได้ตามเหตุตามผลตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริงได้ตามช่องทางกระบวนการ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักสากลทั่วไป

ข้อเรียกร้อง “ยูเอ็น—อียู” ต้องไม่ขัด ก.ม.

พ.อ.วินธัยกล่าวอีกว่า ส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มหรือองค์กรต่างๆ คงต้องพิจารณาด้วยว่าขัดต่อแนวทางของการรักษากฎหมายหรือไม่ สำหรับข้อกังวลในเรื่องที่จะมีการฟ้องคดีกับศาลทหารนั้น ปัจจุบันนี้จะมีเพียง 3-4 ฐานความผิดที่จำเป็นต่อการรักษาชีวิตความสงบสุขของประชาชน หรือมีผลกระทบความมั่นคง รวมถึงความผิดที่เกี่ยวพันโดยตรงกับความไม่สงบเรียบร้อยของประเทศในช่วงที่ผ่านมาเท่านั้น

การันตี รบ.จำเป็นและมีเหตุผล

พ.อ.วินธัยกล่าวต่อว่า ส่วนข้อกังวลของบทลงโทษที่ได้รับยาวนานเกินไปจากการใช้เสรีภาพ อาจเป็นการมีข้อมูลไม่ครบ คงต้องดูเป็นกรณีๆ ไป ว่าการใช้เสรีภาพขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เพราะกรณีโทษที่ได้รับจากกรณีฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. ที่ว่าห้ามชุมนุมสุดท้ายจะมีโทษปรับกับโทษจำคุกเพียงไม่กี่เดือน แต่ถ้ากรณีถูกมองว่าเข้าข่ายความผิดในคดีอาญาด้านความมั่นคงจริง บทลงโทษคงรุนแรงกว่า แต่ก็เป็นบทลงโทษที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญาเดิมอยู่แล้ว การแสดงความคิดเห็นสามารถทำได้ภายใต้ช่องทางที่เหมาะสมอยู่แล้ว ช่วงนี้อาจยังมีบางส่วนที่มีเจตนาแอบแฝง พยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อให้สถานการณ์พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งให้มากขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่เองทราบดี จึงพยายามดำเนินการต่างๆ อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาด้วยความระมัดระวัง มั่นใจว่าการดำเนินการใดๆของภาครัฐเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล

สปช.เชื่อกระแสต้านจุดไม่ติด

นายนิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า คงไม่มีผลกระทบอะไรต่อประเทศไทยมากนัก เพราะเป็นเรื่องภายในประเทศ ถ้าคนในประเทศยอมรับได้ กระแสจากต่างประเทศคงไม่สามารถกดดันประเทศไทยได้ เท่าที่ประเมินกระแสในประเทศขณะนี้คิดว่ากลุ่มนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยคงจุดไม่ติด เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย และยังยอมรับและสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ได้อยู่ พลังนักศึกษาและประชาชนที่ออกมาขณะนี้ยังเป็นเพียงแค่คนกลุ่มเดียวเท่านั้น จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือบานปลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

สปช.นักวิชาการแฉมี นศ.แบ่งสี

นายอุดม ทุมโฆษิต สมาชิก สปช.และอาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง การแสดงออกช่วงนี้ทำยาก ในมหาวิทยาลัยจึงมีคนอึดอัดจำนวนหนึ่ง แต่วันนี้มหาวิทยาลัยมีกระบวนการที่ซับซ้อนทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งกลุ่มที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยด้วยใจบริสุทธิ์ กับส่วนหนึ่งเอาตัวเองเข้าไปโยงการเมือง และเลือกข้างแล้วว่าจะอยู่สีใดสีหนึ่ง ส่วนเสรีภาพในอนาคตก็กระทบ ทั้งต่างชาติก็ต้องรอดูว่าเขามองเราในแง่ไหน รัฐบาลต้องระมัดระวังรอบคอบ แล้วอย่าไปด่วนกล่าวหาจนทำผิดซ้ำเหมือนในอดีต บทเรียนเดือนตุลาก็มีแล้ว อย่าเพิ่งไปบอกว่านักศึกษากลุ่มนี้ทำเพื่อใครหรือมีใจไม่บริสุทธิ์ ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด จะยิ่งผลักให้คนที่ยืนอยู่ตรงกลางในสังคมต้องเลือกข้าง

อ.มธ.–ญาติ–เพื่อนเยี่ยม นศ.ที่เรือนจำ

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) น.ส.ปองขวัญ สวัสดิ–ภักดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. นำคณะญาติและเพื่อนๆนักศึกษา กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ อาทิ นายวรวุฒิ บุตรมาตร คณะนิติศาสตร์ มธ. นายชาติชาย แกดำ อดีตผู้ประสานงานกลุ่ม คปท. หนึ่งใน นศ.ที่ถูกขึ้นศาลทหารในคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ฉบับที่ 3 ขณะจัดกิจกรรมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ เดินทางรวมตัวกันมาขอเข้าเยี่ยม 14 นศ.เอ็นดีเอ็ม

หวิดวุ่นมากันอื้อได้เข้าไป 3 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ได้เกิดปัญหาเรื่องการส่งรายชื่อผู้ขอเข้าเยี่ยมให้กับเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษไม่ตรงตามจำนวน จึงทำให้ถูกเลื่อนการเยี่ยมออกไปเป็นเวลา 12.40 น. และเมื่อถึงเวลาผู้คุมเรียกตัว ผู้ถูกคุมขังมาเข้าห้องเยี่ยมเพียงแค่ 3 ราย สร้างความไม่พอใจให้ญาติมิตรของนักศึกษา จนมีการประท้วงโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่วุ่นวาย อย่างไรก็ตาม ตัวแทนนักศึกษาได้ขอเข้าพบนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และได้รับการผ่อนผันให้ผู้ลงชื่อทั้งหมดสามารถเข้าเยี่ยม นศ.ได้ทุกคน ต่อมากลุ่ม นศ.เอ็นดีเอ็ม สวมเสื้อสีฟ้ามีข้อความว่า แดนแรกรับ เดินออกมาพบญาติมิตร ด้วยสีหน้าแววตาที่มีความหวัง ขณะที่เพื่อน นศ.ได้นำหนังสือตำรา วิชาการต่างๆมามอบผ่านผู้คุมไว้ให้เพื่อนๆอ่านในเรือนจำด้วย

ดีใจ “ยูเอ็น–ยุโรป” บีบ รบ.ให้ปล่อยตัว

นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น แกนนำ นศ.กลุ่มดาวดิน กล่าวกับผู้สื่อข่าวผ่านห้องคุมขังว่า ความเป็นอยู่ของ นศ.ทั้งหมดถือว่าดี เนื่องจากเรือนจำจัดผู้คุมคอยดูแลเป็นพิเศษ ทุกคนมีกำลังใจเข้มแข็งเหมือนเดิม แต่อยู่ในเรือนจำไม่สามารถรับทราบข่าวสารใดๆได้ เข้าใจว่าการที่ นศ.ทั้งหมดมาอยู่ในนี้ เพราะเขาต้องการตัดช่องทางการรับรู้และการแสดงออกของพวกเรา เมื่อถามถึงกรณีที่ยูเอ็นและอียูเริ่มกดดันให้ทางรัฐบาลปล่อยตัว นศ.ทั้ง 14 คน แกนนำกลุ่มดาวดินระบุว่า รู้สึกดีใจ ที่การเคลื่อนไหวของเราได้รับการยอมรับจากโลกภายนอก เพราะขณะนี้สังคมไทยไม่มีหลัก ประกันใดๆในการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก ส่วนกรณีที่คณาจารย์สถาบันต่างๆเริ่มเข้าชื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัว นศ. เป็นสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจ เพราะสังคมไทยเริ่มตระหนักในหลักการของสิทธิเสรีภาพขึ้นแล้ว ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่เติมเต็ม ในสิ่งที่ขาดหายไปตลอดระยะเวลา 1 ปีของการรัฐประหาร ต้องขอบคุณผู้ที่ออกมาร่วมด้วย

ด้านนายรังสิมันต์ โรม นศ.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้ทราบข่าวว่านานาชาติเริ่มส่งเสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัว นศ. ในแง่หนึ่งสะท้อนว่าเมื่อมีการละเมิดสิทธิขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้กระทบเฉพาะภายในประเทศไทย เพราะเป็นเรื่องสากล

“เกด–ชลธิชา”โรคเก่ากำเริบแต่ทนได้

ขณะที่คนใกล้ชิดของ น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือเกด นศ.มศว ประสานมิตร ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลาง เปิดเผยถึงสภาพความเป็นอยู่ของแกนนำหญิงของเอ็นดีเอ็มว่า กำลังมีปัญหาเรื่องของสุขภาพจากอาการป่วยตั้งแต่ก่อนเข้าเรือนจำ ขณะนี้เกิดอาการชาซีกซ้ายของร่างกาย จึงได้ทำหนังสือแจ้งทางเรือนจำเพื่อขอให้มีการใช้ยารักษาโรคตามอาการเดิมของผู้ถูกคุมขัง ส่วนสภาพความเป็นอยู่ของเกดไม่สู้ดีนัก ได้รับแรงกดดันจากผู้ต้องขังด้วยกันบ้างแต่ก็ทนได้ เบื้องต้นญาติมิตรและคนใกล้ชิดอยากให้ประกันตัวออกไป แต่เจ้าตัวยืนกรานตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ออกจากเรือนจำ จึงไม่มีใครกล้าถามเรื่องนี้อีก

อาจารย์ฝากบิ๊กๆเปิดใจให้กว้าง

นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ มธ.กล่าวว่า ลูกศิษย์ทุกคนยังมีกำลังใจที่ดี และได้รับปากประสานกับทางคณะเพื่อช่วยผ่อนผันเรื่องการเรียนของ นศ.บางคนที่ยังติดค้างอยู่ให้ยืนยัน นศ.เหล่านี้ไม่ใช่อาชญากร การนำมาคุมขังแบบนี้ไม่ถูกต้อง ฝากผู้มีอำนาจให้เปิดใจกว้างมอง นศ.เหล่านี้เป็นเยาวชนที่เคลื่อนไหวและแสดงออกอย่างบริสุทธิ์ใจ ทั้งอยากเสนอให้ผู้มีอำนาจรับฟังความคิดเห็นของนานาชาติที่ทักท้วงเรื่องการจับ นศ.บ้าง เพราะขณะนี้ไม่ได้มีแค่ต่างชาติในประเทศก็มีคนออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยมากขึ้นด้วย

เฟซบุ๊กกลุ่มอาชีวะโผล่ถือหาง คสช.

ขณะเดียวกันเฟซบุ๊กแฟนเพจของกลุ่มอาชีวะช่วยชาติ ณ ราชดำเนิน 2556 ซึ่งเป็นเพจของกลุ่ม นศ.อาชีวะ ที่เคยรวมตัวกันสนับสนุนการชุมนุมของ กปปส.เพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 56 ได้เผยแพร่แถลงการณ์ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 30 มิ.ย. ใจความว่า จากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้ามาบริหารประเทศทำให้ประเทศสงบขึ้นเป็นอันมาก แต่ยังมีบุคคลที่เสียผลประโยชน์ออกมาเคลื่อนไหว โดยอยู่เบื้องหลังนักศึกษาบางกลุ่ม (ดาวดิน) ในนามนักศึกษาด้วยกัน จึงอยากให้กลุ่มนักศึกษาดังกล่าวหยุดการกระทำ หากยังมีนักศึกษาที่เห็นประโยชน์ส่วนตน ออกมาทำลายความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของชาติ กลุ่มอาชีวะช่วยชาติที่ประกอบด้วยศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่า จะออกมาแสดงพลังเพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเช่นกัน

เข้ากรงจำลองในรั้ว มธ.-รอเพื่อนกลับ

เมื่อเวลา 14.40 น. ที่กำแพงกาลเวลา มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ในนามขบวนการประชาธิปไตยใหม่ จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ปลดปล่อยพันธนาการ สู่จิตวิญญาณเสรี” นำกรงขังจำลอง ทำด้วยท่อพีวีซีมาตั้ง โดยมีนักศึกษา 4 คนเข้าไปอยู่ข้างใน นั่งอ่านหนังสือ กินข้าวผัด โอเลี้ยง เพื่อแสดงถึงการต่อสู้ร่วมไปกับกลุ่ม 14 นักศึกษาที่อยู่ในเรือนจำ และจะอยู่ในกรงจำลองนี้ไปจนกว่าทั้งหมดจะได้รับการปล่อยตัว บรรยากาศเป็นไปอย่างสงบ มีตำรวจนอกเครื่องแบบคอยเก็บภาพ จนกระทั่ง พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รอง ผบก.น.1 ได้มาคุยกับกลุ่มนักศึกษาว่ากีดขวางทางเท้าและใช้พื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่เทศกิจต้องมารื้อกรงนี้ออกไป ขอให้ไปทำกิจกรรมด้านในมหาวิทยาลัยดีกว่า นักศึกษาจึงได้โทรศัพท์หานายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา เพื่อขอให้ประสานใช้พื้นที่บนลานโพธิ์ จนได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัย แล้วทั้งหมดจึงย้ายเข้ามา โดยไม่มีความรุนแรงใดๆ

กมธ.ยกร่างฯตีกรอบเมกะโปรเจกต์

สำหรับความคืบหน้าในการร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.ยกร่างฯตีกรอบทำโครงการใหญ่ เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณามาตรา 64 ว่าด้วยสิทธิของพลเมืองที่มีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นธรรม โดยที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันให้คงหลักการสำคัญของมาตรา 64 ไว้ตามเดิม แต่มีการปรับแก้ไขถ้อยคำบางประการ เรื่องการสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในการดำเนินโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จะต้องประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน ที่ต้องกระทำโดยอิสระเป็นกลางและตามหลักวิชาการ จากเดิมระบุให้กระทำโดยบุคคลซึ่งมิได้มีส่วนได้ ส่วนเสีย ทั้งนี้เพื่อเป็นการวางหลักประกันว่าการสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องกระทำอย่างมีหลักการ ไม่ใช่ทำในลักษณะพิธีกรรมให้ครบถ้วนตามกฎหมาย

“ดิเรก” บี้ กมธ.แจง สปช.ทุกสัปดาห์

นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า สิ่งที่ทุกคนอยากเห็นขณะนี้คือ การให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญ อาทิ ที่มานายกฯ ที่มา ส.ว.และ ส.ส. ส่วนตัวอยากเสนอให้ กมธ.ยกร่างฯรายงานความคืบหน้าการแก้ร่างรัฐธรรมนูญต่อที่ประชุม สปช.ทุกสัปดาห์ว่าได้แก้ไปกี่มาตราแล้ว เพื่อให้สมาชิก สปช.อภิปรายทักท้วงข้อบกพร่อง ให้ กมธ.ยกร่างฯรับไปพิจารณาปรับแก้ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นก่อนที่จะส่งร่างสุดท้ายให้ สปช.ในวันที่ 22 ส.ค. หากไม่รายงานให้ สปช. ทราบเลย เกรงว่าเมื่อส่งร่างมาในวันที่ 22 ส.ค.แล้วจะไม่เป็นที่ยอมรับ ถึงตอนนั้นก็เดือดร้อนกันอีก

อัยการครึ่งพันลงชื่อค้าน ม.288

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นางชนิญญา ชัยสุวรรณ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปกครอง แถลงข่าวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่ มาตรา 228 ที่เปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงอัยการได้ ว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีหลาย ประเด็นที่อัยการไม่เห็นด้วยจึงร่วมกันลงชื่อคัดค้าน ขณะนี้มีรายชื่อราว 500 คน ประเด็นแรก ที่ระบุให้ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) มาจากคน นอก โดยไม่ให้เป็นอัยการหรือนักการเมือง ในสัดส่วนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม จากทั้งหมด 15 คน ทำให้เป็นที่สงสัยว่าหากผู้ที่เข้ามาเป็น ก.อ. มาจากฝ่ายของการเมืองอาจทำให้เกิดการแทรกแซงจากนัก การเมืองที่สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้ นอกจากนี้สัดส่วน 1 ใน 3 อาจจะมีมากกว่า 5 คน หรือเป็นคนนอกทั้งหมดเลยก็เป็นได้ ประเด็นต่อมาในมาตรา 288 ยังระบุให้อัยการเปิดเผยคำชี้ขาด ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายในการพิจารณาสั่งคดี จุดนี้อาจทำให้กระทบกับผู้เสียหายในคดีพยาน ที่จะต้องเปิดเผยให้ฝ่ายทนายความและผู้ต้องหารับทราบ จึงไม่เป็นการคุ้มครองตัวผู้เสียหายและพยาน ที่ต้องเปิดเผยรายละเอียดคำเบิกความรวมถึงพยานหลักฐานต่างๆให้ฝ่ายผู้ต้องหารับทราบ อัยการจึงไม่เห็นด้วย เพราะอย่างคดีข่มขืนที่ผู้เสียหายได้รับผลกระทบทางจิตใจและร่างกายมากพออยู่แล้ว กลับมาต้องเปิดรายละเอียดให้คู่ความทราบอีก

คาดร่างสุดท้าย กมธ.จะยอมถอย

นางชนิญญากล่าวต่อว่า ประเด็นสุดท้ายที่ กำหนดห้ามไม่ให้อัยการเข้าไปนั่งเป็นกรรมการบอร์ดของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นเช่นนั้นอัยการก็ไม่เดือดร้อน ที่ผ่านมาอัยการที่เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดต่างให้คำปรึกษาในข้อกฎหมายสำคัญเพื่อรักษาผลประโยชน์ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานรัฐ หากไม่มีหน้าที่ตรงนี้หน่วยงานต่างๆ ก็ต้องจ้างทนายความเข้ามารับผิดชอบ สุดท้ายหากมีคดีความเกิดขึ้นแล้วเกิดผลเสียหายต่อรัฐ จะมาโยนคดีให้อัยการรับผิดชอบแก้ต่างคงทำให้เกิดผลเสียหายมากกว่าจะเป็นผลดี ข้อคัดค้านเหล่านี้อัยการสูงสุดได้มีหนังสือถึงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯและนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯแล้ว เชื่อว่าสุดท้ายรัฐธรรมนูญในส่วนที่อัยการคัดค้าน จะไม่นำมาประกาศใช้ เพราะอัยการอยากทำให้สิ่งที่ ได้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและแผ่นดินเป็นที่ตั้ง

นายกฯปัดคืนเก้าอี้ “หมอณรงค์”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวว่ามีการลงนามให้ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กลับไปทำหน้าที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า ที่มีข่าวว่าตนได้ลงนามไปแล้วนั้น ความจริงเป็นการลงนามในข้อสรุป โดยให้ไปดำเนินการต่อ ถ้ามีความชัดเจนมากขึ้นก็ให้เขากลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีนำผลสอบสวนแต่ละอันมาวิเคราะห์ว่าจะสรุปอย่างไร เนื่องจากปัญหามีความซับซ้อน เมื่อถามว่าในเรื่องของ สปสช.จะมีทางออกที่ดีหรือไม่หลังจากเกิดความขัดแย้งรุนแรงในองค์กร นายกฯตอบว่า บางคนทำให้เกิดความขัดแย้งมีการขยายความกันเรื่อยเปื่อยไม่จบ ทุกคนก็รู้ดี สปสช.ต้องมาแก้ไขเพื่อให้เกิดการยอมรับทั้ง 2 ฝ่าย ทุกวันนี้ทั้งหมอชนบท หมอสาธารณสุข และอีกหลายหมอวุ่นกันไปหมด

เซ็นตั้ง “หมออำนวย” รักษาการปลัด สธ.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขว่า นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข ได้ลงนาม คำสั่งกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ นพ.อำนวย กาจีนะ รองปลัดกระทรวง เป็นรักษาการปลัดกระทรวงสาธารณสุขแทน นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาการปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534

ลิ่วล้อ ปชป.ไล่งับ “หลวงพี่เทพ”

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพระสุเทพ ปภากโร อดีตแกนนำ กปปส.และเลขาธิการพรรค ระบุให้ คสช.ควรสั่งใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาบวชนั้นว่า พระสุเทพท่านอาจบรรลุนิพพานไปแล้ว ตนซึ่งบวชและศึกษาธรรมะจากท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ตั้งแต่ พ.ศ.2520 และ 2523 ได้รางวัลสามเณรตัวอย่างจากพระอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ท่านสอนไว้ไม่ให้เห็นแก่ตัว และเป็นไปไม่ได้ที่ คสช.จะมาสั่งอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ให้ไปบวชโดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 และที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นลูกไล่ทหาร จะมาสั่งซ้ายหันหน้าเดินเข้าวัดไม่ได้

“การบวชนั้นต้องขึ้นอยู่กับศรัทธาของพุทธศาสนิกชน เข้าใจว่ากรณีนี้พระสุเทพคงพูดเล่นหรือ พูดทีเล่นทีจริงมากกว่า เพราะท่านประกาศชัดเจนต่อสาธารณชนว่า เลิกเล่นการเมืองแล้ว นี่ได้ข่าวว่าท่านจะสึก ผมเสียดายมากจริงๆ ถ้าครองเพศสมณะต่อไปพุทธศาสนาก็จะเจริญรุ่งเรืองมาก” นายวัชระกล่าว

โพลเร่ง รบ.แก้โจทย์ปากท้อง-ของแพง

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุดในขณะนี้” โดยจากการสอบถามประชาชน ทั่วประเทศ 1,252 คน พบว่า ร้อยละ 33.23 ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าแพง ปัญหาทางเศรษฐกิจและปากท้อง ร้อยละ 29.95 อยากให้แก้ไขปัญหาภัยแล้ง ร้อยละ 21.09 อยากให้แก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 2.4 อยากให้พิจารณาใช้มาตรา 44 กับข้าราชการที่ถูกร้องเรียนปัญหาทุจริต ร้อยละ 1.52 อยากให้แก้ไขปัญหานักศึกษาบางกลุ่มออกมาต่อต้านรัฐบาล และ คสช. ร้อยละ 6.48 เรื่องอื่นๆ เมื่อถามถึงหน่วยงานที่นายกฯ ควรกระตุ้นให้ขยันทำงานมากขึ้น คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 37.54 รอง ลงมาคือ กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 20.45 และกระทรวง มหาดไทย ร้อยละ 6.87

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้