วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บาปที่ไม่ได้ก่อ เผือกร้อน สปสช.

คำถามบวกกระแสวิพากษ์ อ้างถึง ...การศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เรื่อง “ผลลัพธ์ทางสุขภาพและความเป็นธรรมทางสุขภาพ”

ตรีนุช ไพชยนต์วิจิตร ในฐานะนักวิจัย ชี้แจงว่า เนื้อหาในรายงานไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นความลับ การศึกษาเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 ผู้สนใจสามารถสืบค้นได้จากเว็บไซต์ นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังได้ส่งรายงานผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ให้แก่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 15 แห่ง

“การตายของผู้สูงอายุ” ประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์...การวิจัยเลือกผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและได้เสียชีวิตในช่วงปี 2550-2554 มีโรคเรื้อรังอย่างน้อย 1 ใน 5 โรค...โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคมะเร็ง เปรียบเทียบระหว่างระบบสวัสดิการฯ ข้าราชการ กับสิทธิบัตรทอง

การศึกษาพบว่าทั้งสองระบบมีโครงสร้างอายุผู้ป่วยใน (ผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล) ที่แตกต่างกัน โดยผู้ป่วยในของระบบสวัสดิการข้าราชการมีอายุเฉลี่ยสูงกว่าผู้ป่วยในของระบบสวัสดิการถ้วนหน้า

และเมื่อดูอายุเฉลี่ย ณ วันที่ตาย ยังพบว่าผู้ป่วยสวัสดิการข้าราชการมีอายุเฉลี่ยมากกว่า...ที่สำคัญอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยในระบบสวัสดิการถ้วนหน้าสูงกว่าของผู้ป่วยสวัสดิการข้าราชการ

ประเด็นนี้ อาจจะมีการตีความหมายในลักษณะที่ว่าอัตราการเสียชีวิตผู้ป่วยระบบบัตรทอง “สูงผิดปกติ”...ซึ่งการตีความไปไกลเกินกว่าผลการศึกษาและข้อมูลต่างๆที่มีอยู่ การจะสรุปว่าอัตราการเสียชีวิต “สูงผิดปกติ” หรือ “สูงเกินไป” จำเป็นจะต้องเปรียบเทียบข้อมูลผู้ป่วย 2 ชุดที่มีลักษณะผู้ป่วยเหมือนหรือคล้ายกันมาก

อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่มีอยู่มิได้มีการจัดเก็บข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับผู้ป่วย เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ...สังคม ดังนั้น...จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าฐานข้อมูลสองชุดนี้ มีผู้ป่วยในลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันมากพอหรือไม่

ที่สำคัญการประเมินประสิทธิผลในการรักษาพยาบาลของระบบสวัสดิการหนึ่งๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่ระบบนั้นๆได้รับเพราะมีผลต่อการเลือกใช้ยา เทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

การวิเคราะห์ข้อมูลค่าใช้จ่าย ยังพบด้วยว่าโดยเฉลี่ยแล้วค่าใช้จ่ายในช่วง 1 ปีก่อนตายของผู้ป่วยในของระบบสวัสดิการข้าราชการสูงกว่าผู้ป่วยในของระบบสวัสดิการถ้วนหน้าถึงร้อยละ 13

ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาลของคนไทยกลุ่มต่างๆ ที่ควรได้รับการแก้ไขต่อไป...นอกจากนี้ การศึกษายังพบด้วยว่าค่าใช้จ่ายของทั้ง 2 ระบบจะยิ่งสูงขึ้น เมื่อผู้ป่วยใกล้เสียชีวิต ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องศึกษาหาแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายของทุกระบบในแนวทางที่เหมาะสมต่อไป

นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว อาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มองว่ารายงานวิจัยชิ้นนี้โดยเฉพาะในส่วนของกราฟข้อมูลพบปัญหาสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ที่ทำให้การตีความไม่ตรงไปตรงมา คือ การเลือกกลุ่มประชากร และ การเลือกจุดเวลาเริ่มต้นที่ใช้วิเคราะห์

ปัญหาที่เกิดทำให้การตีความอัตราการตายแบบตรงไปตรงมาตามรูปแบบไม่ได้ และอัตราการตายที่ได้ก็แทบจะไม่มีความหมายในโลกความเป็นจริง...ไม่มีใครรู้ได้ก่อนว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิตแน่นอนภายใน 1 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้งานวิจัยนี้ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าระบบบัตรทองดีกว่าหรือแย่กว่าระบบสวัสดิการข้าราชการหรือไม่ แต่เป็นการตอบโจทย์การวิจัย เพื่อดูความต่างค่าใช้จ่ายปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิตของผู้ป่วยทั้ง 2 ระบบ

นพ.อุดมศักดิ์ บอกว่า สองกลุ่มนี้ไม่ว่าอย่างไรก็แตกต่างกันอยู่แล้ว เพราะระบบบัตรทองใช้งบน้อยกว่าระบบสวัสดิการข้าราชการถึง 4 เท่า และในด้านเศรษฐศาสตร์ก็แตกต่างกัน ดังนั้นหากเปรียบเทียบอย่างไรระบบบัตรทองก็สู้ระบบสวัสดิการข้าราชการไม่ได้

นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กระทรวงสาธารณสุข เสริมว่า สิ่งที่กังวล ในฐานะนักวิชาการด้านสุขภาพคือการวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการนำผลการวิจัยไปตีความ อธิบายสาเหตุอย่างไม่รอบด้าน โดยไม่ดูข้อมูลให้ครบทุกมิติ อีกทั้งยังมีการรีบร้อนนำไปขยายความต่อถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะจะทำให้สังคมสับสนอาจเกิดความเสียหายต่อระบบสุขภาพโดยรวม และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในที่สุด...

ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงสังคมรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้านตัดตอนข้อคิดเห็นบางประการต่อบทวิจารณ์โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ดูบทความฉบับเต็มได้ที่ http://tdri.or.th/tdri-insight/30 bahtscheme/ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร TDRI บอกว่า พุ่งเป้าประเด็นปัญหา รพ.ขาดทุน การใช้ค่าบริการที่โรงพยาบาลเรียกเก็บจาก สปสช.มาพิจารณาผลกำไรขาดทุนเป็นการตั้งสมมติฐานที่ผิด ค่ารักษาที่โรงพยาบาลเรียกเก็บ (charge) เป็น... “รายได้พึงหวัง” ไม่ใช่... “รายได้พึงได้” และเป็นการคิดจากโรงพยาบาลฝ่ายเดียว การเรียกเก็บรายได้พึงหวังนี้ มิได้ทำให้ รพ.ต้องพอเพียงหรือรักษาพยาบาลเท่าที่จำเป็น

ในทางกลับกัน...การจ่ายเงินในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยผู้ป่วยนอกจ่ายแบบเหมาจ่าย ผู้ป่วยในจ่ายแบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมยังช่วยควบคุมให้การรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างจำเป็น...พอเพียง

“การคำนวณโดยนำเงินที่พลาดหวังไปบันทึกว่าเป็นหนี้เสีย แล้วคิดไปเองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ รพ.ขาดทุนนั้น จึงไม่ใช่การคำนวณที่ถูกต้อง ทั้งยังไม่ได้สะท้อนถึงแนวคิดพอเพียงตามที่มีการอ้างอิงมาด้วยซ้ำ”

ยิ่งไปกว่านั้นถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถวิเคราะห์หาต้นทุนที่แท้จริงในการรักษาพยาบาลว่าผู้ป่วยสิทธิใดมีต้นทุนต่อหัวเท่าไหร่ แล้วจะทราบได้อย่างไรว่ากองทุนใดเป็นสาเหตุของการขาดทุนของโรงพยาบาลหนึ่งๆ

หรือไม่เท่าไหร่? ซึ่งรายได้หลักมาจาก 4 แหล่ง ระบบ 30 บาท, ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ, ผู้ป่วยจ่ายเอง

และคำถามที่ควรคิดต่อคือ หากบอกว่า รพ.รัฐขาดทุนเพราะระบบ 30 บาท แล้วทำไมยังมี รพ.เอกชนหลายแห่งเข้าร่วมอยู่ในระบบนี้อยู่ ซึ่งต้องไม่ลืมว่า รพ.เอกชนใส่ใจต่อเรื่องต้นทุนและผลกำไรขาดทุนมากกว่า รพ.รัฐหลายเท่าด้วย

อีกประเด็นปลีกย่อยที่สร้างความสับสน การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับคุณภาพของสเต็นท์ (Stent)หรือขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดที่ใช้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง...มีข้อกล่าวหาว่า Stent ที่ สปสช.จัดซื้อไม่มีคุณภาพ เพราะเป็นการจัดซื้อแบบเหมาโหล...

สปสช.ชี้แจงยืนยันว่า Stent ที่จัดซื้อรวมผ่านองค์การเภสัชกรรม (อภ.) มีคุณภาพมาตรฐาน ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) และมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป (CE Mark) ซึ่งมีการจัดจำหน่ายหลายประเทศ ทั้งในยุโรป... สหรัฐอเมริกา

ส่วนปมปัญหาที่มีการนำเอาผลการวิจัยในปี 2548 ศึกษาผู้ป่วยในสิทธิสวัสดิการข้าราชการ และบัตรทอง มากล่าวอ้างเชื่อมโยงไปว่าการจัดซื้อรวมของ สปสช.ทำให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองตายเยอะกว่านั้น ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะ สปสช.เพิ่งเริ่มโครงการจัดซื้อในปี 2552

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า การโจมตีกัน...การอ้างงานวิจัยเอามาตีความผิดพลาด เหมือนไปกล่าวหาว่า...แพทย์ทำการรักษาผู้ป่วยทั้ง 2 สิทธิต่างกันทั้งที่งานวิจัยก็บอกอยู่แล้วว่า เมื่อเข้ารับการรักษาครั้งแรกมีอัตราการเสียชีวิตไม่ต่างกัน

“...แต่มาต่างกันเพิ่มขึ้นเมื่อพ้นการรักษาจากแพทย์ไปแล้ว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของผู้ป่วยและอีกหลายปัจจัยประกอบ...ทราบกันดีอยู่แล้วว่าบุคลากรการแพทย์ทุกท่าน เมื่อถึงหน้างานไม่ว่าสิทธิไหนก็ให้การรักษาเหมือนกันตามจรรยาบรรณ ส่วนเรื่องหลังบ้าน...การเบิกจ่ายอะไร ก็ว่ากันไปแต่ละสิทธิ”

ติเพื่อก่อเป็นเรื่องดี เพื่อการปรับปรุงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่ถ้าติเพื่อทำลาย...ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จะไม่ทำให้เกิดประโยชน์ นอกจากจะทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้นไปอีก.

คำถามบวกกระแสวิพากษ์ อ้างถึง ...การศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เรื่อง “ผลลัพธ์ทางสุขภาพและความเป็นธรรมทางสุขภาพ”... 1 ก.ค. 2558 08:58 1 ก.ค. 2558 08:58 ไทยรัฐ