วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'กม.คือกม.' บิ๊กตู่เมิน ยูเอ็น-อียู จี้ปล่อย14นศ.

280นักวิชาการให้ปล่อยทันที

280 นักวิชาการเข้าชื่อหนุน นศ.ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เครือข่ายคณาจารย์ห่วงใยศิษย์ ยกขบวนบุกเรือนจำพิเศษ อ่านแถลงการณ์จี้ปล่อยตัว นศ.ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข-ไร้ข้อหา ผนึกกำลังผุดกิจกรรมทวงประชาธิปไตยนอกห้องเรียนทั่วประเทศ ลูกศิษย์ปลื้มกำลังใจล้น ชูกำปั้นสู้ๆ ฝากพวกข้างนอกสานต่อต้าน คสช. ทวงคืนอำนาจประชาชน “ปริญญาเตือน” ระวังน้ำผึ้งหยดเดียว ต่างชาติรุมกดดันอียูซัดละเมิดเสรีภาพพื้นฐาน ศาลทหารไม่ควรใช้กับพลเรือน ขณะที่ ยูเอ็นบี้คืนอิสรภาพ-ยุติดำเนินคดีอาญา “บิ๊กตู่” เมิน เสียงแข็งกฎหมายไทยคือกฎหมายไทย สมช.กังวลอาจารย์ฮือหนุน เล็งเรียกมาพูดคุย “สุรพงษ์-สุกำพล” เล่นแง่ไม่รับข้อหาเยียวยาม็อบแดงงัดหลักฐานใหม่ถล่ม “ภักดี” ขาดคุณสมบัติ ป.ป.ช.ตั้งอนุไต่สวนโกงจีทูจีมันสำปะหลังสอบ “บุญทรง-มนัส” รอบสอง

กรณีนักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการทำรัฐประหารและ คสช.จนถูกดำเนินคดีนำตัวไปคุมขังในเรือนจำ โดยไม่ยอมประกันตัว โดยระบุเหตุผลไม่ยอมรับศาลทหารนั้น

คณาจารย์บุกเรือนจำเยี่ยม 14 นศ.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพ กลุ่มนักวิชาการที่ใช้ชื่อว่า “เครือข่ายคณาจารย์ผู้ห่วงใยศิษย์ที่ถูกคุมขัง” นำโดยนายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) น.ส.ชลิตา บัณฑุวงศ์ คณะสังคมศาสตร์ฯ มธ. น.ส.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา คณะนิติศาสตร์ มธ. นายสมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระ นายวิโรจน์ อาลี คณะรัฐศาสตร์ มธ. นายประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มธ. และ น.ส.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ คณะรัฐศาสตร์ มธ. เดินทางเข้าเยี่ยม 14 นศ.ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษ เป็นวันที่ 4 พร้อมเพื่อนนักศึกษาตลอดจนญาติ ในจำนวนนี้มีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ ท่ามกลางการจับตาจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบ ที่จับจ้องดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ศิษย์ปลื้มกำลังใจล้น ชูกำปั้นสู้ต่อ

ทั้งนี้ เมื่อถึงคิวที่เรือนจำพิเศษอนุญาตให้เข้าเยี่ยม พบว่ากลุ่มนักศึกษาสวมเสื้อยืดสีขาว ตัดผมสั้นเกรียน เดินทางมาพบปะกับคณะนักวิชาการและเพื่อนๆ ผ่านห้องกระจกสำหรับเยี่ยมผู้ถูกคุมขังด้วย สีหน้าสดชื่น มีการฝากเพื่อนที่มาเยี่ยมให้ฝากข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆเข้ามาให้ รวมถึงหนังสือตำราต่างๆสำหรับ อ่านเพื่อเตรียมสอบ ก่อนที่จะหมดเวลาเยี่ยม นศ.ทั้งหมดจะชูกำปั้นเหนือหัวแสดงให้เห็นว่ายังสู้อยู่

ฝากคนข้างนอกสานต่อต้าน คสช.

นายรังสิมันต์ โรม นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มธ. ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวผ่านห้องขังกรณีมีนักศึกษาที่ จ.เชียงใหม่ ชูป้ายเรียกร้องให้ปล่อยตัว 14 นักศึกษาว่าเพิ่งทราบเรื่อง และรู้สึกดีใจที่มีคนคิดถึงเรา ในแง่หนึ่งเราต้องสู้กับเผด็จการ เรามาอยู่ตรงนี้ก็เพราะคสช. ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิด เมื่อถามว่า กลัวกระแสจะเงียบหายไปหรือไม่ แกนนำนักศึกษา มธ. กล่าวว่า หวังว่าคนข้างนอกจะสู้ต่อไปแม้ไม่มีพวกตน และหวังว่าการเคลื่อนไหวจะยังคงดำเนินต่อไปได้ กิจกรรมในเรือนจำขณะนี้ ใช้เวลาอ่านหนังสือแต่ยังยืมหนังสือในเรือนจำไม่ได้ เพราะคนที่ยืมได้ต้องอยู่ในเรือนจำอย่างน้อย 15 วัน ตอนนี้อยากให้คนข้างนอกส่งหนังสือเข้ามาให้อ่านบ้าง ส่วนการแยกแดนนั้นต้องอยู่ 14 วันจึงจะมีการแยกแดน

ยึดเจตนารมณ์ทวงคืนอำนาจ ปชช.

ขณะที่นายรัฐพล ศุภโสภณ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มธ.กล่าวว่า อยากให้เจตนารมณ์ของนักศึกษามีการขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไป อยากให้ทุกคนตระหนักถึงอำนาจของตัวเองที่ถูกปล้นไปแล้ว ต้องทวงคืน และถามว่าทุกคนอยากอยู่ในสังคมแบบไหน ยอมรับการถูกปล้นอำนาจแบบนี้หรือไม่ ถ้าไม่อยากก็ต้องสู้ ไม่มีทางอื่น คนข้างนอกอย่าห่วงพวกตน พวกตนพออยู่ได้ พอทนไหว ถ้าข้างนอกเดินต่อไปได้ พวกเราก็จะไปกันด้วยดีทั้งข้างนอกและข้างใน ซึ่งชะตากรรมไม่ต่างกัน ส่วนกรณีนักศึกษาที่ จ.เชียงใหม่ ชูป้ายเรียกร้องให้ปล่อยตัว ต้องขอขอบคุณที่ออกมาสู้ และขอให้ยืนหยัดในสิ่งที่ทำ มั่นใจว่าทำถูกแล้ว ขอให้ทุกคนทำอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ใช่เพราะความกลัว รักษาตัวด้วย เราเป็นกำลังใจให้คนข้างนอก อย่าขาดพวกเราแล้วเดินต่อไม่ได้

แถลงการณ์บี้ปล่อยตัวไร้เงื่อนไข–ข้อหา

ต่อมา นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคม วิทยาฯ มธ. นำกลุ่มคณะนักวิชาการ ไปอ่านแถลงการณ์ของเครือข่ายคณาจารย์ผู้ห่วงใยลูกศิษย์ที่ถูกคุมขัง ฉบับที่ 1 บริเวณหน้าป้ายทางเข้าเรือนจำพิเศษ เพื่อแสดงจุดยืนให้ปล่อยตัว นศ. พร้อมโชว์รายชื่อ 280 นักวิชาการทั่วประเทศที่ร่วมกันเข้าชื่อสนับสนุน ใจความระบุว่า “การเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ในช่วงเดือนเศษที่ผ่านมาเป็นกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน นักศึกษาเหล่านี้ไม่ได้ละเลยหน้าที่ในการเรียนรู้ของตน ตามที่บางฝ่ายกล่าวหา และขณะเดียวกันพวกเขาได้แสดงบทบาทในครรลองของสังคมประชา– ธิปไตยอย่างกล้าหาญ ที่ไม่เพียงแต่จะสอดรับกับหลักการและทฤษฎีสากล แต่ยังสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่นานาอารยประเทศรับรอง จะมีก็แต่เผด็จการที่หวาดกลัวเสรีภาพในการเรียนรู้และการแสดงความเห็นต่างของพลเมืองเท่านั้น ที่เห็นการเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นสิ่งผิดหรือเป็นอันตรายจนกระทั่งต้องใช้อำนาจดิบหยาบและกฎหมายป่าเถื่อนเข้ายับยั้งปราบปราม”

“ในฐานะครูบาอาจารย์ผู้ตระหนักในบทบาทหน้าที่ที่มีต่อศิษย์และสังคม พวกเราเห็นว่าการจับกุมคุมขังนักศึกษาจำนวน 14 คนด้วยข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นสิ่งไม่ชอบธรรม เพราะรัฐประหารไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่ต้น จึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข และไม่ให้มีการตั้งข้อหาหรือว่าดำเนินคดีกับพวกเขาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว ประการสำคัญ พวกเราจะส่งเสริมและให้การสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตยนอกห้องเรียนของนักศึกษาเหล่านี้ในรูปแบบและวิธีการต่างๆ ต่อไปจนกว่าสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

ผุดกิจกรรมนอกห้องเรียนทั่วประเทศ

คณบดีคณะสังคมวิทยาฯ มธ. กล่าวว่า หลังจากนี้ทางกลุ่มจะร่วมกันจัดกิจกรรมสาธารณะนอกห้องเรียน โดยนำหลักการในการต่อสู้ของนักศึกษาทั้ง 5 ข้อคือ ประชาธิปไตย เสรีภาพ สิทธิชุมชน การมีส่วนร่วม และสันติวิธี มานำเสนอในรูปแบบอภิปรายทางวิชาการ ซึ่งจะกระจายการจัดกิจกรรมนี้ไปยังสถาบันการศึกษาต่างๆทั่วประเทศ นอกจากนี้ จะทำคลิปสัมภาษณ์ความรู้สึกของอาจารย์ที่ร่วมลงชื่อทั้งหมดที่มีต่อนักศึกษามาลงในเว็บเพจของกลุ่ม และเปิดให้นักวิชาการที่สนใจตลอดจนประชาชนร่วมลงชื่อได้ในเพจของกลุ่มไปเรื่อยๆ ขณะที่เรือนจำนั้นจะมีคณาจารย์หมุนเวียนมาเยี่ยมทุกวัน ส่วนกรณีที่นักศึกษาถูกคุมขังยอมรับมีหลายคนถามถึงท่าทีของผู้บริหารสถาบันของนักศึกษา และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ.คงต้องฝากเรื่องนี้ถึง ทปอ.ด้วย และหวังว่าการแสดงท่าทีครั้งนี้ จะได้ยินไปถึงหูผู้บริหารสถาบันที่นักศึกษาสังกัดบ้าง เข้าใจดีว่าการเป็นผู้บริหารอาจมีความจำเป็นต้องยึดโยงผลประโยชน์บางอย่าง แต่ก็สามารถร่วมลงชื่อได้ในฐานะนักวิชาการคนหนึ่ง จากที่เข้าเยี่ยมให้กำลังใจนักศึกษา และได้บอกถึงแนวทางของกลุ่มคณาจารย์ ตนได้เห็นแววตาที่เป็นประกายความหวังของนักศึกษาทันที ชี้ให้เห็นว่านักศึกษายังเข้มแข็งอยู่ที่พวกเราที่อยู่ข้างนอกเท่านั้น

บก.ลายจุดเล่นละครใบ้ให้แรงใจ

จากนั้นนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ได้มายืนแสดงละครใบ้หน้าป้ายเรือนจำพิเศษ เนื้อหาละครระบุถึงนกที่ถูกจับไปอยู่ในกรงรอวันที่จะได้รับเสรีภาพ ขณะที่นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นำกระดาษโพสต์อิท มาเชิญชวนให้คนเขียนข้อความให้กำลังใจนักศึกษา ชื่อว่า “ทำไมถึงมาเยี่ยมนักศึกษา #ไอ้พวกนักกิจกรรม” ติดบริเวณรั้วข้างลานจอดรถเรือนจำ โดยมีวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น หนึ่งในผู้ถูกคุมขัง นำกีตาร์มาเชิญชวนผู้มาเยี่ยมได้ร้องเพลงให้กำลังใจบุตรชาย โดยระบุว่าได้บอกลูกชายไปว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง ทางครอบครัวภูมิใจ การถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามเป็นเรื่องปกติ และการที่ลูกถูกจับส่วนตัวมองเป็นเรื่องตลก เพราะแค่ไปแสดงความเห็นตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ กลับโดนมาตรา 116 ตนทำงานเป็นนักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนมานาน ลูกชายติดตามไปลงพื้นที่ในอีสานตั้งแต่เด็ก เคยร่วมชุมนุมต้านรัฐบาลมาทุกม็อบ แม้แต่ กปปส.ก็เคยร่วม ดังนั้นคนอยู่เบื้องหลังลูกก็คือตน

“ปริญญา” ข้องใจจับ นศ.ยัดกรงขัง

วันเดียวกัน นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดฝ่ายกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย ทางสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ ถึงกรณีการเคลื่อนไหวของนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตย จนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครว่า กลุ่มนักศึกษาเคลื่อนไหวเรียกร้องเราจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ไม่สมควรได้รับความผิดถึงกับขนาดที่ต้องเอาไปขัง โดยเฉพาะยังไม่เริ่มต้นตั้งสำนวนสอบสวนและส่งฟ้องต่อศาล แต่ตำรวจเอาไปขังก่อนที่จะมีคำสั่งฝากขัง เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี อันนี้มันเยอะไป อีกทั้งควรจะต้องขึ้นศาลธรรมดา จะผิดถูกอย่างไรก็ว่ากันไป อยากรู้เหตุผลทำไมถึงขั้นต้องขึ้นศาลทหาร ต่อให้ศาลทหารเที่ยงธรรม แต่คนไม่เชื่อว่าศาลทหารเที่ยงธรรมอยู่ดี เนื่องจากความเที่ยงธรรมไม่ใช่แค่มี แต่ต้องทำให้เกิดความเชื่อถือด้วย ดังนั้น คสช.ไม่ควรไปยุ่งกับฝ่ายตุลาการ

เตือนระวังน้ำผึ้งหยดเดียวลุกลาม

นายปริญญากล่าวอีกว่า ในช่วงเวลานี้กำลังมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และต่อให้มีการทำประชามติก็ต้องถูกวิจารณ์แน่นอน แม้จะไม่มีกฎอัยการศึก แต่ประกาศที่มาจากมาตรา 44 มันคือกฎอัยการศึก ที่ห้ามไม่ให้ความเห็นต่างทางการแสดงออก ตรงนี้รัฐต้องเปิดกว้างมากขึ้น แม้มีคนที่วิจารณ์ถึงการเคลื่อนไหวของนักศึกษาเยอะ แต่การจับกุมนักศึกษาทำให้คนกลางๆที่เคยนิ่งๆมาอยู่ข้างนักศึกษาเยอะขึ้น ส่วนสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่ ทหารคงมีบทเรียนจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่ทราบดีว่ามันลุกลามมาจากอะไร แต่ต้องรอดูเรื่องร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ก่อน ถึงตัดสินได้ว่าสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่

ข่าวกรองกัดติดนัดชุมนุม 3 ก.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ กำลังตรวจสอบกรณีที่กลุ่มนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ และกลุ่มพลเมืองโต้กลับได้ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย ออกประกาศนัดหมายผู้เห็นต่างกับ คสช.ร่วมชุมนุมอีกครั้ง ในวันที่ 3 ก.ค.โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “โพสต์อิสรภาพ” อิสรภาพที่ขาดหายเติมได้ด้วยมือคุณ บริเวณทางเดินสกายวอล์ก สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ ใกล้หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ สถานที่เกิดเหตุการณ์จับกุมนักศึกษา 36 คน จนบานปลายมาสู่การขยายตัวของฝ่ายต่อต้าน คสช.ขณะนี้

ชาววังสะพุงตะเพิดกลุ่มดาวดิน

เช้าวันเดียวกัน ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านในพื้นที่ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ประมาณ 150 คน นำโดยนายสมบัติ ต้นคำ กำนัน ต.เขาหลวง มารวมตัวที่หน้าศาลากลาง จ.เลย ยื่นหนังสือต่อนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.เลย โดยนายสมบัติกล่าวว่า ขณะนี้มีกลุ่มดาวดินเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มรักษ์บ้านเกิด เป็นกิจกรรมต่อต้าน คสช.และรัฐบาล จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มดังกล่าวและแนวร่วมหยุดกิจกรรมต่างๆที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ให้ออกไปและไม่ให้กลับมาสร้างความแตกแยกในพื้นที่ รวมทั้งหยุดให้ข่าวอ้างว่าเป็นมติของประชาชน เพราะกลุ่มดาวดินและแนวร่วมไม่ใช่ประชาชน ต.เขาหลวง สร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนว่าชาว ต. เขาหลวง มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง กระด้างกระเดื่องต่อ คสช.และรัฐบาล ขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายกับกลุ่มนี้อย่างเฉียบขาดต่อไป

อียูซัด รบ.ละเมิดจับ 14 นศ.ชุมนุมสันติ

วันเดียวกัน สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์ลงวันที่ 30 มิ.ย. โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และเนื้อหาในแถลงการณ์ระบุว่า การจับกุมนักศึกษาจำนวน 14 คน จากข้อหาที่ถูกตั้งขึ้นอันเนื่องมาจากการชุมนุมอย่างสันติของพวกเขาในวันที่ 22 พฤษภาคมเป็นพัฒนาการที่น่ากังวล สหภาพยุโรปมีความเชื่อในสิทธิของคนทุกคนในการแสดงออกทางความคิดเห็นอย่างสันติ และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทางการไทยปฏิบัติตามข้อผูกพันของประเทศไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง การเคารพซึ่งสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานนั้นจะต้องได้รับการค้ำชูและศาลทหารไม่ควรถูกนำมาใช้กับพลเรือน

ยูเอ็นจี้ปล่อยตัวทันที–ยุติคดีอาญา

ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ UN OHCHR ออกเเถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการดำเนินคดีอาญากับนักศึกษาที่ถูกจับกุมตัวหลังการชุมนุมอย่างสงบในที่สาธารณะในกรุงเทพฯ โดยขอให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวทันที รวมถึงขอให้ทางการไทยทบทวนการใช้กฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการชุมนุม ให้สอดคล้องกับพันธกรณีของไทยภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในฐานะที่ไทยเป็นภาคีสมาชิกของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งมีพันธกรณีที่ต้องรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก (ข้อ 19) และสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ (ข้อ 21) โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่กังวลว่า การดำเนินคดีอาญาที่มีโทษจำคุกยาวนานต่อกรณีการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการแสดงออกถือว่าไม่มีความจําเป็น และแม้จะผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว และรัฐบาลให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำหลักนิติธรรมกลับคืนมา แต่การจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐานยังคงมีอยู่ต่อไป

“บิ๊กตู่” เมินแรงกดดันลั่นยึด ก.ม.ไทย

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่สหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวนักศึกษา 14 คน โดยอ้างเหตุผลเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างสันติ ว่า ตนไม่ต้องชี้แจงอยู่แล้ว กฎหมายคือกฎหมาย ประเทศไทยคือประเทศไทย ตนให้โอกาสมาตลอดเวลา วันนี้ต้องนึกถึงคนอื่นบ้าง กฎหมายอันนี้ทำอันนี้ไม่ทำแล้ววันหน้ามันจะมีอีกไหม แล้วนักศึกษาแสดงความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาปฏิรูปประเทศไหม แต่ถ้ามาโต้แย้งกับตนอย่างนั้นไม่เรียกว่าแสดงความคิดเห็น วันนี้ก็รู้อยู่ว่ามันเป็นสภาวะอะไร ตนยังรู้อยู่เลย แล้วไม่รู้หรือว่าประเทศชาติมันมีปัญหาตรงไหนอย่างไร วันหน้าเลือกตั้งมาก็ไปทำตรงโน้น ที่ผ่านมาตนก็ให้ทำมาตลอด จนมาถึงว่าไปไม่ได้แล้ว ตนถึงต้องมาทำ มันสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็อย่างที่มาถามโน่นถามนี่อย่างที่ไม่เข้าใจตน มันจะเสร็จได้อย่างไรวันสองวัน ตนอยากจะให้มันเป็นอย่างนี้หรือ ไม่อยากมายืนตรงนี้ด้วยซ้ำไปพูดไม่รู้กี่ครั้งแล้ว พูดอยู่นั่นอำนาจๆไปเขียนในสื่อบางคนแล้วหาว่าตนไปทะเลาะกับสื่ออีก อำนาจตรงไหนวะ อำนาจบริหารราชการแผ่นดินเป็นอำนาจที่ผิดหรือ ใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องด้วย ไม่ได้ไปละเมิดอะไรใคร เว้นแต่คนที่ไม่ปฏิบัติตามกติกาที่ตนจำเป็นต้องใช้เท่านั้นเอง แล้วจะให้ตนเอามาแห่แหนชื่นชมหรืออย่างไร

ขอบคุณ นศ.กลุ่มอื่นที่เข้าใจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนต้องขอบคุณนักศึกษาองค์กรต่างๆซึ่งไม่ได้มีแค่ 14 คน ทั้งประเทศมีเท่าไหร่ ร่วมมือกับตนแค่ไหน ไปดูคนดีๆนักศึกษา ตนไปไหนมาไหนก็มาชื่นชมขอให้ตนทำให้เขา เด็กนักเรียนประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ไปเจอในส่วนดีๆเยอะไป บอกลุงดูการศึกษาให้หนูด้วย ดูอนาคต อาชีพกำลังปรับให้เขาอยู่ แต่พวกนี้จะเอาประชาธิปไตยเลือกตั้งอย่างเดียวเดี๋ยวก็เลือก รัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้ว่าประเทศจะไปสู่ประชาธิปไตยเมื่อมีรัฐธรรมนูญตอนนี้ยังไม่เสร็จ ผ่านหรือไม่ผ่านสปช.ยังไม่รู้ แต่เมื่อผ่าน สปช.รัฐธรรมนูญเขียนไว้อยากทำประชามติพอแก้ให้บอกว่าตนต้องการสืบทอดอำนาจ แต่ตอนนี้มันอยู่ในแผนรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้งสิ้น ยังไม่ได้แก้อะไรสักตัวเลย อย่าเอามาพันกันพันกันไปกันมาตายปวดหัว เมื่อถามว่า มีความเป็นห่วงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบใส่อารมณ์ว่า “ห่วง ไม่ห่วงไม่ห่วงอะไรเลย ไม่ห่วงอะไรเลย ปัดโธ่! จะมาพูดอะไรอยู่ถึงวันนี้วะ ถามตั้งแต่กรุงเทพฯแล้วห่วงไม่ห่วง ไม่ห่วงจะมายืนตรงนี้ไหม เลิกถามว่าห่วงไม่ห่วงพอละ”

“บิ๊กเจี๊ยบ” พร้อมแจงอย่าเขียนลอยๆ

ด้าน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯและ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกร้องรัฐบาลไทยยุติดำเนินคดีอาญาต่อนักศึกษาว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมายทุกประเทศทำเหมือนกันหมด โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ส่วนแถลงการณ์ที่ว่าไม่รู้เป็นแบบไหน เพราะหนังสือทางการยังไม่มาถึงตน อย่างกรณีฮิวแมน ไรซ์ วอตช์ เขาแจ้งมาเราก็แจ้งตอบกลับไปว่าผิดหวังกับสิ่งที่เขาเขียนมา เป็นเรื่องเดิมๆ เป็นข้อมูลด้านเดียว อยากได้ข้อมูลที่ถูกต้องให้เข้ามาที่กระทรวงอย่างเป็นทางการ เรามีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะแถลงเยอะแยะ ถ้าไม่ดีจริงพร้อมแก้ไข ไม่ได้กดดันอะไรที่มีองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรเอ็นจีโอเรียกร้องจำนวนมาก เอ็นจีโอคือเอ็นจีโอส่วนมากเขียนลอยๆ ข้อมูลด้านเดียว
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวเพียงสั้นๆถึงกรณีที่องค์กรต่างประเทศและหลายฝ่ายในประเทศกดดันให้ปล่อยตัว 14 นักศึกษาว่า ก็ว่าไปตามกฎหมาย

“วิษณุ” ชี้ 14 นศ.ต้องขึ้นศาลทหาร

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ 14 นักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ไม่ขอประกันตัวต่อศาลทหารว่า หากไม่ขอประกันตัวศาลทหารก็ให้ประกันไม่ได้ กระบวนการจึงต้องเดินไปตามปกติเหมือนกับคดีอื่นๆ โดยศาลทหารกับศาลพลเรือนเหมือนกันคือ เมื่อไม่ขอประกัน และไม่มีใครประกัน ศาลจะพิจารณาไปอย่างที่ไม่ได้รับประกัน ส่วนระยะเวลาฝากขังมีกรอบเวลาอยู่ หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีการส่งฟ้องจะต้องปล่อยตัว แต่หากส่งฟ้องได้ทันจะอยู่ในอำนาจศาล กรณีหากไม่มีการประกันตัวศาลสามารถคุมตัวได้ตลอดจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ส่วนที่กลุ่มนักศึกษาต้องการขึ้นศาลพลเรือนนั้นเป็นไปไม่ได้ในขณะนี้ เพราะฐานความผิดตามหมายจับดังกล่าวถูกกำหนดให้ต้องขึ้นศาลทหาร

สมช.กังวลนักวิชาการฮือหนุน

ด้านนายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาต่อต้าน คสช.ว่า การที่นักศึกษาทั้ง 14 คนไม่ขอประกันตัว ต้องมาคิดว่าทำไมเป็นความพยายามจุดกระแสหรือไม่ แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ เขาก็ไม่เห็นด้วย และเชื่อว่าคงไม่บานปลาย ท้ายสุดทุกคนห่วงชาติบ้านเมืองต้องช่วย ไม่อย่างนั้นจะเกิดการจลาจล ต้องปรับความเข้าใจ ที่ผ่านมาทุกคนทราบดีว่า คสช.ไม่ได้ใช้อำนาจใดๆ ไปบังคับขู่เข็ญ ส่วนที่มีนักวิชาการบางรายออกมาสนับสนุนนักศึกษาที่ถูกจับ ถือเป็นข้อควรกังวล ถ้ามีโอกาสอาจเรียนเชิญมาพูดคุย

ฉะขั้วเก่า–คนเสียประโยชน์จับมือป่วน

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เชื่อว่ากลุ่มผู้เสียผลประโยชน์และกลุ่มการเมืองเก่ามีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นกระบวนการมากขึ้น เพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในสังคม ทั้งสนับสนุนให้กลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งเคลื่อนไหวภายในประเทศ และนำข้อมูลความคิดเห็นในอดีตของบางฝ่ายที่เคยเข้าใจรัฐบาลผิดมาปล่อยในโลกโซเชียล รวมทั้งสร้างข้อมูลเท็จออกมาสร้างความสับสนในสังคมอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนรอบคอบในการบริโภคข่าวสาร ไม่จำเป็นต้องหวั่นไหวต่อกระแสข่าวความเคลื่อนไหว ข่าวลือ ข่าวร้ายต่างๆ ยืนยันว่าแม้จะมีความพยายามยั่วยุ กล่าวร้ายเพียงใด รัฐบาลและนายกฯยังเข้มแข็ง มีกำลังใจดีทุกคน ไม่ท้อถอย รัฐบาลไม่มีปัญหากับใครทั้งสิ้น และไม่มีปัญหากับนักศึกษา หากกระทำผิดกฎหมายก็ต้องให้กฎหมายดำเนินการ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย จะเป็นทหาร ตำรวจ พลเรือน หรือนักศึกษา ก็ไม่มีข้ออ้างทั้งนั้น

กกล.รส.ซัก “วัฒนา” บินนอกถี่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ลานพระราชวังดุสิต นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทย เดินทางมาเข้าพบเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (กกล.รส.คสช.) ภายในกองทัพภาคที่ 1 ด้วยรถยนต์จากัวร์ สีดำ หมายเลขทะเบียน ศร 6666 กรุงเทพมหานคร โดยได้ลดกระจกทักทายผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่ทราบประเด็นการพูดคุย แต่ยินดีให้ข้อมูลตอบข้อซักถามทุกเรื่อง ยังไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีที่ออกความเห็นเกี่ยวกับกลุ่มนักศึกษาดาวดินก่อนหน้านี้หรือไม่ ขณะที่มาตรการรักษาความ ปลอดภัยบริเวณหน้ากองทัพภาคที่ 1 เป็นไปอย่างเข้มงวดไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพบริเวณทางเข้า-ออก

นายวัฒนากล่าวหลังเข้าพูดคุยกับ กกล.รส.ว่า มาพูดคุยสบายๆถึงการขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศ ที่เดินทางบ่อยข้อมูลสับสน จึงขอตรวจสอบข้อมูลการเดินทางทั้งหมด รวมถึงให้กรอกประวัติส่วนตัวใหม่ เพราะที่อยู่บ้านจริงใน กทม.กับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านต่างจังหวัดไม่ตรงกัน ไม่มีเรื่องจำกัดการแสดงความคิดเห็น ไม่ได้ปรับทัศนคติอะไร

“วิษณุ” ตีปาก “วันชัย” ปูด รธน.ฝุ่นตลบ

อีกเรื่อง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ระบุ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญพยายามล็อบบี้ สปช.ให้ลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญว่า นายวันชัยพูดทุกวันอยู่แล้ว ซ้ำกันไปซ้ำกันมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ไม่ได้มีสัญญาณอะไรที่จะบอกเหตุว่าจะคว่ำหรือไม่คว่ำ แต่พูดทุกวันอยู่ได้ ทั้งที่ยังปรับแก้ไม่เสร็จ ควรรอปรับแก้ให้เสร็จก่อน และพอเสร็จจะมีการนำร่างรัฐธรรมนูญเปิดเผยให้ประชาชนได้ดู โดยจะมีเวลาประมาณ 20 วันก่อนวันที่ สปช.จะลงมติ ส่วนกรณีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ทักท้วงสัดส่วนคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ทาง กมธ.ยกร่างฯได้แก้ให้แล้ว แต่ตามหลักการหากแก้ของ ก.ต.จะต้องกลับไปดูในส่วนของคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ว่า จะต้องแก้ด้วยหรือไม่ เพื่อให้สอดรับกัน

กมธ.โต้เดินสายแจงไม่มีล็อบบี้

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายมานิจ สุขสมจิตร รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุมแทนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งเดินทางไปต่างประเทศ มีวาระพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน หมวด 2 ประชาชน ตอนที่ 3 สิทธิพลเมือง โดยนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างฯ กล่าวก่อนการประชุมว่า การพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรายังไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ที่ต้องได้วันละ 14-15 มาตราต่อวัน เนื่องจากต้องดูภาพรวมหลายส่วนประกอบการพิจารณาทำให้การพิจารณาล่าช้า

ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ยืนยันว่า กมธ.ยกร่างฯไม่มีการเดินสายล็อบบี้สมาชิก สปช.เพื่อให้ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ มีแค่เพียงพูดคุยชี้แจงทำความเข้าใจภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น สมาชิก สปช.จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสิทธิขึ้นอยู่กับวิจารณญาณแต่ละคน

วางกำลัง รปภ.เข้ม ครม.สัญจร

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 2 โดย พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม นั่งรถตู้อัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน กง 5959 เชียงราย มายังที่ประชุมด้วยกัน นายกฯสวมเสื้อผ้าไหมสีม่วง สีหน้าแจ่มใส ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังกว่า 1,000 นาย ทั้งในและโดยรอบศูนย์ประชุม โดยเฉพาะพื้นที่รอบศูนย์ประชุมมีกำลังพลทหารจาก มทบ.33 ในเครื่องแบบพร้อมอาวุธ ยืนรักษาความปลอดภัย ส่วนประตูทางเข้าห้องประชุม ครม. และห้องแถลงข่าวติดตั้งเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย ผู้จะมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐบาลทางจังหวัดจัดเจ้าหน้าที่จากศูนย์ดำรงธรรม จ.เชียงราย มาตั้งโต๊ะรับเรื่องที่ประตู 6 ของศูนย์ประชุมฯ นอกเหนือจากที่ศาลากลาง จ.เชียงใหม่

“บิ๊กตู่” ปลื้มเชียงใหม่พร้อมขึ้นชั้นฮับ

ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ว่า ขอชื่นชมจังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ บ้านเมืองสวยงาม อากาศที่ดี การท่องเที่ยวปีนี้ดีขึ้นมาก สถานการณ์โลกจะมีโรคระบาดและความขัดแย้ง คนก็มาเที่ยวประเทศไทย นี่คือสิ่งที่อยากจะบอกกับคนไทยว่า เมื่อใดก็ตามที่บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เราก็พร้อมจะเป็นศูนย์กลางหลายๆ ทั้งด้านสาธารณสุข การท่องเที่ยว โดยได้เน้นย้ำเรื่องการท่องเที่ยวไปว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ทำลายสิ่งแวดล้อมและทำให้ได้ความรักและสามัคคีต่อคนในพื้นที่ ให้มีรายได้ ทุกรัฐบาลต้องคิดแบบนี้ ที่ผ่านมาอาจจะมีรายได้ดี แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้หมักหมมมาเรื่อยๆ ความปลอดภัยก็แย่ การบริหารจัดการก็แย่ ห้องน้ำ ที่จอดรถก็ไม่ดี ต้องค่อยๆแก้กระทั่งดีทั้งหมด

วางกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯกล่าวว่า ครม.เห็นชอบจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี รัฐบาลจะนำกรอบดังกล่าวไปหารือกับ สปช. ก่อนที่ สปช.จะส่งแนวทางการปฏิรูปมายังรัฐบาล เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลต้องปรับปรุงอยู่ดี ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ชาติอาจจะต้องทำเป็นประกาศพระบรมราชโองการ เพื่อกำหนดให้ใครเป็นรัฐบาลต้องปฏิบัติตาม แต่ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ไม่พอใจ ให้สามารถแก้ยุทธศาสตร์ชาติได้ตามความเหมาะสม เปิดช่องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้คิดยุทธศาสตร์ชาติบางส่วนได้บ้าง ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้ไปเขียนบังคับให้รัฐบาลชุดหน้าทำก็ไม่เป็นธรรม

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ มี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ เป็นประธาน และมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นำกรอบการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ไปหารือกับ สปช.ให้แนวทางปฏิรูปไปในทิศทางเดียวกัน

โอน “อารีพงศ์” นั่งปลัดท่องเที่ยวฯ

พล.ต.สรรเสริญกล่าวต่อว่า ครม.ยังมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอรับโอนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เลขาธิการ ก.พ.ร. (นักบริหารระดับสูง) สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นต้นไป

ทั้งนี้ การโอนนายอารีย์พงศ์มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เกิดขึ้นหลังหัวหน้าคสช. มีคำสั่งที่ 19/2558 ให้นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไปดํารงตําแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ สํานักนายกรัฐมนตรี หลังมีชื่อถูกตรวจสอบการทุจริต ซึ่งนายอารีย์พงศ์ก่อนหน้านี้เคยถูก คสช.โยกย้ายแล้วถึง 2 ครั้ง จากเลขาธิการ ก.พ.ร. ไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน และถูกโยกย้ายกลับมาเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร.อีกครั้ง

นายกฯ บินตรวจงานพิษณุโลก

ต่อมาเวลา 15.45 น. พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะ เดินทางไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลพรหม– พิราม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เพื่อลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการบริหารจัดการน้ำ โครงการข้าวและการทวงคืนผืนป่า มีประชาชนจำนวนหนึ่งมารอต้อนรับ โดยมีนายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผวจ.พิษณุโลก บรรยายสรุป เพื่อเสนอของบประมาณพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวมอบนโยบายว่า ในฐานะนายกฯ หรือใครก็ตามไปได้ทุกที่ไม่ว่าพื้นที่ใคร เพราะเป็นแผ่นดินไทย เมื่อมาทำหน้าที่เฉพาะกิจเพื่อปฏิรูป จะต้องทำให้ดีที่สุด วันนี้โชคดีที่เรารบกันแค่ภายในประเทศ แต่มีบางคนที่จะเอาคนอื่นเข้ามายุ่ง แล้วพวกเราจะยอมหรือไม่ ขอร้องให้เลิกทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าทะเลาะกันอีกคงไม่มีกฎหมายใดในโลกนี้จะเอาอยู่อีกแล้ว กฎอัยการศึก มาตรา 44 ประกาศใช้แล้วก็ยังจะไม่ฟัง ไม่เชื่อ จะมีการปลุกระดมกันทั่วไป แล้วปัญหาจะเกิดขึ้นมาอีก จะรักใครชอบใครไม่ว่า เกลียดตนเท่าไหร่ก็ไม่ว่า แต่อย่าเกลียดประเทศไทย วันนี้ต้องขอโทษที่ดุเดือดไปหน่อย ทั้งนี้ ถ้าเลือกตั้งครั้งหน้ายังตีกันอีกแบบเดิม ปัญหาจะกลับไปยืนอยู่ที่เก่า ส่วนตนไม่อยู่ด้วยแล้ว จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินพบปะประชาชนที่มาให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง พร้อมเยี่ยมชมการจัดนิทรรศการสินค้าโอทอป ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

“ปึ้ง” ขุดหลักฐานใหม่ถล่ม “ภักดี”

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.ผ่าน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เพื่อคัดค้านคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนอดีต ครม.รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวม 34 คน กรณีจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองปี 2548-2553 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ท้ายหนังสือดังกล่าวลงนามชื่อนายสุร พงษ์ และ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม เป็นผู้ร้องคัดค้าน โดยนายสุรพงษ์กล่าวว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนดังกล่าวของ ป.ป.ช.ที่แจ้งข้อหาตนและ พล.อ.อ.สุกำพล กรณีการจ่ายเงินเยียวยานั้น มีบุคคลที่มีคุณสมบัติขัดต่อการเป็นกรรมการ ป.ป.ช.รวมอยู่ด้วยคือ นายภักดี โพธิศิริ เนื่องจากนายภักดีไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทองค์การ เภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ภายใน 15 วัน ภายหลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่ง บริษัทดังกล่าวเป็นคนละกรณีกับที่วุฒิสภาเคยลงมติไม่ถอดถอนนายภักดี เพราะกรณีที่วุฒิสภาลงมติไม่ถอดถอนนายภักดีคือ กรณีบริษัท ไทยวัฒนา ฟาร์มาซูติคัล เด็กซ์โทรส จำกัด แต่กรณีนี้เป็นอีกบริษัทหนึ่ง

เล่นแง่ไม่รับข้อกล่าวหา ป.ป.ช.

นายสุรพงษ์กล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนี้จึงถือว่านายภักดีไม่ใช่กรรมการ ป.ป.ช.มาตั้งแต่ต้นเพราะมีคุณสมบัติไม่ถูกต้อง ยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหายินดีต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมกับ ป.ป.ช. แต่ต้องมีกรรมการ ป.ป.ช.ที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่คณะอนุกรรมการฯ มีมติแจ้งข้อกล่าวหาตนและอดีต ครม.รวม 34 คน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ตนและ พล.อ.อ.สุกำพล จึงขอปฏิเสธการไม่มารับทราบข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช. เนื่องจากเป็นมติที่ไม่ชอบ จนกว่า ป.ป.ช.จะได้ข้อสรุปว่านายภักดีมีที่มาอย่างถูกต้องและพิสูจน์ให้ประชาชนได้รับรู้

“ปู” เบี้ยวอีกรับทราบข้อหา

ต่อมาเวลา 18.00 น. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวภายหลังการประชุม ป.ป.ช.ว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.พิจารณาถึงการแจ้งข้อกล่าวหาอดีต ครม.รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 34 คน กรณีการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองโดยมิชอบ เมื่อครบกำหนดวันที่ 30 มิ.ย.มีผู้มารับทราบข้อกล่าวหาเพียง 10 ราย ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ขอเลื่อนและ ป.ป.ช.ให้เลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้งในวันที่ 30 มิ.ย.แต่ปรากฏว่ายังไม่มา มี 10 ราย อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ป.ป.ช.จะส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ทราบทางไปรษณีย์ต่อไป นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกกล่าวหาอีก 13 ราย ที่ ป.ป.ช.มีมติเลื่อนให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 14 ก.ค. อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ตั้งอนุ กก.ไต่สวนโกงจีทูจีมันสำปะหลัง

นายสรรเสริญกล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมป.ป.ช.ยังได้พิจารณาเรื่องการซื้อขายมันสำปะหลังแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 2554-2556 จำนวน 7 สัญญา จำนวน 4.7 ล้านตัน มูลค่า 30,642 ล้านบาท โดยพบว่า บริษัท 3 แห่งที่เข้ามาทำสัญญาจีทูจีซื้อขายมันสำปะหลังกับกรมการค้าต่างประเทศ ไม่ใช่ตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัททั้ง 3 แห่งได้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญาซื้อขายกับหน่วยงานของรัฐ และหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อีกทั้งราคาที่มีการซื้อขายยังเป็นการซื้อขายตามราคาที่บริษัทเสนอ ซึ่งต่ำกว่าราคาข้อเสนอของฝ่ายไทย ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศ ที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีดังกล่าวแก่ผู้เกี่ยวข้องจำนวน 31 ราย มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ

“บุญทรง–มนัส” โดนสอบรอบสอง

นายสรรเสริญกล่าวว่า สำหรับผู้ที่ถูก ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนั้น แบ่งตามความผิดเป็นสองกลุ่มคือ 1. กลุ่มผู้เจรจา ผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบและผู้ลงนามในสัญญาการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ จำนวน 11 ราย อาทิ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พ.ต.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นางปราณี ศิริพันธ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ 2.กลุ่มผู้รับมอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากบริษัทที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังแบบรัฐต่อรัฐ จำนวน 20 ราย

“โต้กลับ” จุดเทียนสันติภาพ 3 วัน

ต่อมาเวลา 20.30 น. นายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ใช้ช่องทางสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย นัดหมายประชาชนผู้สนับสนุน นศ.ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ราว 50 คน เดินทางมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัว 14 นักศึกษา บริเวณป้ายเรือนจำพิเศษ ริมถนนงามวงศ์วาน ในจำนวนนี้มีนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษา มธ. และนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ สมาชิกกลุ่มพลเมืองโต้กลับ นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น หนึ่งในนักศึกษาที่ถูกคุมขัง และพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ จากวัดสร้อยทองเข้าร่วม ทั้งหมดร่วมกันจุดเทียน ร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา และวางเทียนเป็นรูปสัญลักษณ์แห่งสันติภาพบนพื้นถนน จากนั้นประกาศชวนให้มวลชนมาจุดเทียนต่อเนื่องอีก 3 วัน เพื่อให้กำลังใจเพื่อนๆในเรือนจำ รวมทั้งยังชวนให้ไปร่วมในกิจกรรมโพสต์อิสรภาพบนลานสกายวอล์ก สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ ในวันที่ 3 ก.ค. แล้วสลายตัวกลับในที่สุด

กรณีนักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการทำรัฐประหารและ คสช.จนถูกดำเนินคดีนำตัวไปคุมขังในเรือนจำ โดยไม่ยอมประกันตัว โดยระบุเหตุผลไม่ยอมรับศาลทหารนั้น 1 ก.ค. 2558 05:55 1 ก.ค. 2558 05:55 ไทยรัฐ


advertisement