วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


งานศิลปะบนหัวของคุณ ส่องหมวกกันน็อกสุดแหล่ม

ความเร็วกับอุบัติเหตุมักอยู่คู่กันเสมอ หมวกกันน็อก หนึ่งในอุปกรณ์ป้องกันอาการบาดเจ็บทางศีรษะของนักขับ ไม่ว่าจะเป็นนักบิด 2 ล้อจอมแว้นหรือนักซิ่ง 4 ล้อจอมหวด ก็ต้องพึ่งพาหมวกป้องกันศีรษะตามกฎข้อบังคับของการใช้รถจักรยานยนต์ หรือรถแข่งทั้งนั้น ทั้งทางเรียบและทางฝุ่น ทั้งแบบ 2 ล้อ 4 ล้อ หรือไม่มีแม้แต่ล้อเดียว เช่น หมวกกันน็อกของนักแข่งเรือ เป็นต้น ในอดีต มีการนำธรรมเนียมปฏิบัติของการแข่งขันม้ามาใช้ในวงการแข่งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ นั่นก็ คือ นักขับจะต้องสวมหมวกที่ทำจากผ้า คล้ายกับหมวกของจ๊อกกี้ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1947 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีการปรับเปลี่ยนจากหมวกผ้า ที่กันได้แค่ทำให้ผมไม่กระเซิง มาเป็นหมวกรูปทรงกลม พร้อมสายรัดคางกันหลุด เนื่องจากหมวกแบบผ้าที่คล้ายกับหมวกนักขี่ม้า ไม่ได้ช่วยปกป้องอะไรทั้งสิ้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุในสนามแข่ง


หมวกกันน็อกในยุคแรก เริ่มพัฒนามาจากหมวกของนักบินหรือ นักกีฬาโปโลน้ำ มีรูปทรงตลก และทำให้คนที่สวมใส่กลายเป็นตัวฮาได้อย่างง่ายดาย ช่วงหลังสงครามโลก เมื่อเทคโนโลยีด้านวัสดุเริ่มก้าวหน้ามากขึ้น หมวกกันน็อกในยุคแรก จึงเริ่มออกสู่ตลาด ตามด้วยการนำมาใช้งานของนักแข่งชื่อดัง ส่วนสีสันและรูปทรงก็ว่ากันไปตามใจชอบ ส่วนมากจะเป็นหมวกทรงกะโล่ ที่ใช้แค่ครอบปิดศีรษะเวลาขับรถแข่งในสนามเท่านั้น ต่อมามีการนำเอาแว่นกันลมมาติดตั้งในหมวกกันน็อก เพื่อประโยชน์ในการป้องกันลม และแมลงเข้าตา ยุค 1950-1960 หมวกกันน็อกมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยปกป้องชีวิตของนักแข่ง ขณะทำความเร็วอยู่ในสนามแข่งรถ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้มาตรฐาน และมีอันตรายแอบแฝงอยู่ทุกแห่ง เมื่อต้องขับแข่งกับเวลา และรถแข่งคันอื่น


หมวกกันน็อกที่ออกแบบให้ครอบเต็มใบทั้งศีรษะ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1968 เมื่อมีการสวมหมวกปิดคลุมใบหน้าของนักแข่งจนหมด ทำให้คนดูจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร จึงมีการออกแบบหมวกกันน็อกที่มีสีสันประจำตัวประจำทีม ขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นเอกลักษณ์ที่จะบ่งบอกได้ทันทีว่า ภายใต้หมวกกันน็อกนั้น นักขับคนไหนเป็นคนที่สวมใส่ วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้ผู้คนจดจำก็คือ การแปะชื่อเจ้าของหมวกลงบนหมวกกันน็อก เพื่อให้ทราบได้ทันทีว่า นักขับคนไหนใส่หมวกสีอะไร นักแข่งบางคนก็แปะแค่ชื่อ หรือบางคนก็ล่อชื่อ และนามสกุลแบบจัดเต็ม เพื่อทำให้คนดูจดจำได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบัน นักแข่งไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก Motor GP หรือรถแข่ง Formula 1 ยังคงเลือกวิธีการพิมพ์ชื่อของตัวเองลงบนหมวกกันน็อก พร้อมๆ กับโฆษณาตราสินค้าของสปอนเซอร์ควบคู่กันไปด้วย โดยได้ทั้งเงินสนับสนุนจำนวนมหาศาล แถมยังทำให้คนจำได้อีกด้วยว่าเป็นใคร สีสันของหมวกกันน็อกในยุคใหม่ เริ่มมีความลงตัวสวยงาม และเต็มไปด้วยงานศิลปะ ที่มีทั้งความงาม และความดุดันแฝงกันอยู่บนหมวกกันน็อก ที่ใช้สำหรับปกป้องศีรษะ ขณะทำการแข่งขัน นักแข่งชั้นนำระดับโลกบางคน อย่าง Ayrton Sanna ใช้ธงชาติบราซิลมาเพ้นท์ลงไปบนหมวก การเพ้นท์ลวดลายเริ่มมีความละเอียดสลับซับซ้อน ต้องใช้ช่างฝีมือในการลงลายหมวก จนกลายมาเป็นกระแสของหมวกกันน็อกในยุคนี้ไปโดยปริยาย งาน Art Work บนหมวกใบสวยของนักขับมีสองแบบคือ แบบพ่นลายหรือแอร์บรัช กับแบบ Red Bull ในส่วนของหมวกกันน็อกแบบพ่นลาย จะมีความสวยงามละเอียดประณีต บริษัทที่รับทำหมวกของนักแข่ง จะใช้เวลาพ่นลายลงบนหมวกตั้งแต่ 10 ชั่วโมง ไปจนถึง 1 อาทิตย์สำหรับหมวกของแชมป์บางคน ซึ่งต้องการแสดงออกถึงตัวตน และความแตกต่าง แม้กระทั่งหมวกที่สวมใส่ ก็ยังมีการลงลายให้เข้ากับรูปแบบของรถแข่ง และทีมแข่ง ด้วยสีสันที่เพ้นท์ลงไปบนหมวกกับลายที่มีความแปลกแยก แตกต่างกันไป ตามสไตล์ของนักแข่งแต่ละคน

การพ่นลาย จะเริ่มจากการเตรียมรองพื้นลงบนโครงหมวก ที่ยังไม่ได้ประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ขั้นตอนต่อไปคือ การมาร์กสี ด้วยการติดสติกเกอร์ หรือเทปเส้นเล็กๆ หรือทำแฮนด์คัต ในกรณีที่เจอเข้ากับลวดลายยากๆ จากนั้นพ่นสีสเปรย์ หรือแอร์บรัชลงไป แล้วปิดทับด้วยเทปกาว เพื่อลงสีอื่นๆ ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นตัวการ์ตูน หรือรูปอะไรก็ตาม จะใช้งานเพ้นท์มือ ด้วยการแอร์บรัช ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญ และความประณีตสูงมาก เมื่อเพ้นท์ลวดลายเสร็จ ก็นำหมวกไปลงแลคเกอร์ เพื่อเพิ่มความเงางาม ทิ้งไว้จนแลคเกอร์แห้ง แล้วนำมาขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียดอีกครั้ง แล้วจึงนำไปพ่นแลคเกอร์ซ้ำอีกรอบ หมวกกันน็อกแบบไฟเบอร์กลาสนั้น พ่นง่ายกว่าหมวกแบบคาร์บอนไฟเบอร์ เนื่องจากคาร์บอนไฟเบอร์จะมีผิวสาก จึงมีขั้นตอนในการเตรียมพื้นผิวนานกว่าหมวกไฟเบอร์กลาส สำหรับหมวกกันน็อกแบบคาร์บอนไฟเบอร์นั้น เมื่อผ่านกรรมวิธีในการขึ้นรูปเสร็จสิ้น ผิวของหมวกจะมีรูตะปุ่มตะป่ำ จึงต้องมีการอุดรูดังกล่าว พร้อมขัดผิวให้เรียบก่อน ที่จะทำการลงสีรองพื้น ส่วนข้อเสียของหมวกกันน็อกแบบแอร์บรัช หรือแบบพ่นสีด้วยมือนั้น เมื่อตกกระแทกจะทำให้เกิดริ้วรอยขึ้นทันที การเลือกเพ้นท์ลาย ก็มีความสำคัญในด้านของการจดจำระบุตัวของนักแข่งเอง หมวกกันน็อกในยุคนี้ จึงเต็มไปด้วยงานศิลปะที่งดงามและมีราคาแพง

ไม่ว่าจะเป็นนักแข่งชั้นนำ หรือนักแข่งโนเนมที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ต รวมถึงบรรดาสิงห์นักบิด และนักแข่งหน้าใหม่ทุกคน หมวกกันน็อก คือ อุปกรณ์ที่นอกจากจะคอยปกป้องแรงกระแทกที่ศีรษะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว หมวกกันน็อกยังแสดงออกถึงจิตวิญญาณ และแนวทาง ตลอดจนความรู้สึกของเจ้าของ ที่ถูกเพ้นท์ลงไปบนหมวก เพื่อประกาศตัวตนให้คนดู หรือผู้ที่พบเห็นรู้สึกประทับใจกับความสวยงาม ความดุดัน หรือความน่ารักน่าชัง ตามแต่จะประดับประดากันไป บนแนวทางของแต่ละคน ไม่นานมานี้ FIA หรือสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ ที่ควบคุมดูแลการแข่งรถ และรถจักรยานยนต์รายการสำคัญระดับโลก ได้ประกาศห้าม ไม่ให้นักแข่งนำหมวกไปพ่นลวดลายต่างๆ กฎข้อบังคับใหม่ของหมวกกันน็อก ที่ออกโดย FIA ทำให้หมวกกันน็อกของนักแข่งรถ F1 ในปี 2015 มีความเรียบง่ายจนขาดความสวยงามไปอย่างน่าเสียดาย.

เอกสารอ้างอิง ข้อมูลประกอบบทความจาก
EVO MAGAZINE Thai Edition 088 2015#6 June
Facebook evomagazine.THAI

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

30 มิ.ย. 2558 14:25 1 ก.ค. 2558 13:58 ไทยรัฐ