วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรีซไปไม่รอด ต้องออกจากยูโรโซน

ผมเขียนในคอลัมน์นี้เมื่อ 3 ปีก่อนว่า “ทางออกของกรีซ คือ ออกจากยูโรโซน” วันนี้ก็เดินมาสุดทางแล้ว เมื่อ นายอเล็กซิส ซีปราส ผู้นำกรีซ ตัดสินเบี้ยวหนี้ไอเอ็มเอฟ 1,540 ล้านยูโร 1,720 ล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนไปเรียบร้อย

สัปดาห์หน้า 10 กรกฎาคม กรีซต้องชำระหนี้ตั๋วเงินคงคลังอีก 2,000 ล้านยูโร คงต้องชักดาบอีกเหมือนกัน สัปดาห์โน้น 20 กรกฎาคม กรีซต้องชำระค่าพันธบัตรรัฐบาลของยูโรโซนอีก 3,500 ล้านยูโร และ 20 สิงหาคม กรีซต้องชำระค่าพันธบัตรรัฐบาลอีก 3,200 ล้านยูโร ไม่นับหนี้ไอเอ็มเอฟและธนาคารกลางยุโรป คงต้องชักดาบหมด

กรีซ ประสบปัญหาวิกฤติการเงินเศรษฐกิจมานานกว่า 5 ปีแล้ว จนครบกำหนดจ่ายหนี้คืนไอเอ็มเอฟแล้ว แต่เศรษฐกิจกรีซก็ไม่ฟื้นสักที เงื่อนไขล่าสุดของไอเอ็มเอฟและธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ทำให้ผู้นำกรีซรับไม่ได้ ตัดสินให้ชาวกรีซลง “ประชามติ” ในวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคมนี้ ผมเห็นแล้วก็เห็นใจผู้นำกรีซเหมือนกัน

คนไทยเคยเจ็บปวดมาแล้ว สมัยต้มยำกุ้งปี 2540 เมื่อต้องขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟแลกกับ มาตรการอันงี่เง่าของไอเอ็มเอฟ วันนี้ กรีซ ก็เจอในสภาพเดียวกัน

เงื่อนไขของไอเอ็มเอฟและอีซีบี ที่บีบให้ ผู้นำกรีซ ยอมรับ เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือก้อนใหม่ ผมดูแล้วก็เห็นใจผู้นำกรีซ โดยเฉพาะเรื่อง การยกเลิกสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยทั้งหมด และตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้เหลือ 15% ของจีดีพี และ ปรับภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราเดียวกันหมด 23% รวมทั้ง ภัตตาคาร อาหาร พลังงาน โรงแรม น้ำดื่ม ยา หนังสือ และ สิ่งบันเทิงต่างๆ ที่เคยมีส่วนลดโดยเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าอัตรา 23% และให้ขึ้นภาษีเงินได้บริษัทจาก 26% เป็น 28%

ไอเอ็มเอฟและอีซีบี ยังให้กรีซตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นเป็น 1-2-3 และ 3.5% ตั้งแต่ปี 2015 ถึงปี 2018 โดยให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐบาลให้ได้ 1% ของจีดีพี

ภาษีมูลค่าเพิ่มกรีซ 23% เมื่อเทียบกับภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของไทย ผมคิดว่าคนไทยเราคงนึกไม่ออกว่าประเทศที่ยากจนอย่างกรีซ ประชาชนจะอยู่กันอย่างไร เมื่อราคาอาหาร น้ำดื่ม พลังงาน ต้องถูกบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปอีก 23% กว่า 3 เท่าของภาษีมูลค่าเพิ่มไทย สินค้าราคา 100 บาท ต้องจ่าย 123 บาท สะท้อนถึงความโหดของทุนนิยมไอเอ็มเอฟและอีซีบีได้เป็นอย่างดี

ผมเขียนถึงกรีซเมื่อ 3 ปีก่อน หลังเกิดวิกฤติปี 2010 ว่า ตราบใดที่กรีซยังอยู่ในยูโรโซนต่อไป กรีซจะไม่มีวันแก้ปัญหาวิกฤติการเงินเศรษฐกิจของกรีซได้ เพราะต้องอยู่ใต้กฎกติกาของยูโรโซน ทำให้กรีซไม่สามารถ “ลดค่าเงินยูโร” เพื่อแก้ปัญหาของกรีซได้ กรีซก็ไม่สามารถพิมพ์เงินเพิ่มเข้าไปในระบบเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และมีเงินไปชำระหนี้ได้ เหมือนอย่างที่ สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ที่พิมพ์เงินเพิ่มเข้าไปในระบบไม่อั้น เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ที่ เรียกว่า QE เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้แบบกรีซ

ถ้ากรีซลดค่าเงินได้ พิมพ์เงินเพิ่มสภาพคล่องได้ ผมเชื่อว่ากรีซจะฟื้นตัวในเวลา 5–6 ปี เหมือนไทยสมัยต้มยำกุ้ง มีเงินไปใช้หนี้ ค่าเงินที่ลดลงก็ช่วยเพิ่มการส่งออกและการท่องเที่ยว สินค้านำเข้าจะแพงขึ้น ช่วยลดการขาดดุลการค้า

แต่วันนี้กรีซอยู่ใต้ธงยูโรที่ผูกติดกัน 19 ชาติ จึงไม่สามารถลดค่าเงินและพิมพ์เงินเพิ่มได้ได้แต่แบมือขอรับความช่วยเหลือจาก อีซีบี และ ไอเอ็มเอฟ ไม่มีทางเลือกอื่น

วันนี้ผมยังยืนยันความเห็นเดิมเมื่อ 3 ปีก่อน กรีซมีทางรอดเดียว คือ ต้องออกจากยูโรเซน แม้ เยอรมนี ฝรั่งเศส สองพี่เบิ้มจะไม่ยอม เพราะกลัวเสียหน้าก็ตาม วันนี้ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่กรีซต้องออก เพื่อความอยู่รอดของกรีซและชาวกรีซ ผมก็หวังว่า วันอาทิตย์ที่ 5 ชาวกรีซจะพร้อมใจกันโหวตออกไปจากยูโรโซน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่มีอะไรที่จะแย่ไปกว่ากรีซวันนี้อีกแล้ว.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

30 มิ.ย. 2558 09:14 30 มิ.ย. 2558 09:14 ไทยรัฐ