วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประชุมสันสกฤตโลก ถกถึงรากอารยธรรม

ประชุมสันสกฤตโลก ถกถึงรากอารยธรรม

  • Share:

ไทยเรามี “ศูนย์สันสกฤตศึกษา” ตั้งอยู่ที่เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาข้อมูลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โอกาสปีมหามงคล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2558 ศูนย์สันสกฤตศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้จัดการ ประชุมวิชาการนานาชาติ สันสกฤตโลกครั้งที่ 16 ณ โรงแรมเนเรซองส์ ราชประสงค์ ถนนเพลินจิต กทม. โดยในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน เวลา 09.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม

ความสำคัญของภาษาสันสกฤต “ผมเข้าใจว่ามีอิทธิพลเข้ามาอยู่ในภาษาไทยมากที่สุด แล้วยังเข้าไปอยู่ในความนึกคิดด้วย ชีวิตจิตใจของคนไทยส่วนหนึ่งมาจากอินเดีย ถ้าเราต้องการเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเป็นไทย ภาษาสันสกฤตและบาลีก็มีความสำคัญในการเรียนรู้รากเหง้าของเรา” ดร.จิรพัฒน์บอก

ผศ.ดร.จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา ที่ปรึกษาศูนย์สันสกฤตศึกษา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายต่อว่าแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ภาษาสันสกฤตยังคงอยู่ อย่างการศึกษาในประเทศยุโรปในปัจจุบันมีคนสมัครเข้าศึกษามากขึ้น ทั้งนี้ เพราะความโดดเด่นของอินเดียในเวทีโลก

“คนที่ต้องการศึกษาอินเดียต้องรู้ภาษาสันสกฤตถึงจะรู้รากเหง้าได้อย่างลึกซึ้ง”

สำหรับการจัดประชุมครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากไทยใช้ความพยายามขอเป็นเจ้าภาพมานาน “เราคิดว่าเรามีความพร้อม เพราะเคยจัดประชุมเกี่ยวกับสันสกฤตในเมืองไทยมาแล้ว 2 ครั้ง เราเห็นว่า มีความชำนาญในการจัด และผมเองก็เคยประชุมเวิลด์สันสกฤตมาหลายครั้ง ทั้งในอินเดีย อิตาลีและญี่ปุ่น”

เรื่องราวที่มาพูดจากัน ดร.จิรพัฒน์บอกว่า มีแทบทุกสาขาวิชาการ คือมีทั้งศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์ก็คือความรู้ต่างๆ ทั้งด้านการเมือง การปกครอง การแพทย์ ศิลป์ก็คือวรรณกรรม ศิลปกรรม นาฏศิลป์และอีกหลายอย่าง

ศาสตร์และศิลป์เกี่ยวข้องกับภาษาสันสกฤตอย่างไร คำตอบคือ ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาเก่าแก่เกิดมาหลายพันปี ชาวโลกใช้บันทึกศาสตร์และศิลป์ต่างๆไว้มากมาย อย่างพระคัมภีร์เก่าแก่ทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นฮินดู พุทธ และศาสนาอื่นๆ

สำหรับของไทย “เราก็มีวรรณคดีเก่าแก่ที่มาจากภาษาสันสกฤตนั่นคือ รามเกียรติ์ ซึ่งเป็นวรรณคดีที่มีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทยและคนไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเรื่อยมา รองลงมาคือ มหาภารตะ แต่วรรณคดีเรื่องนี้คนไทยไม่รู้จักเท่ารามเกียรติ์ และที่สำคัญคือด้านประวัติศาสตร์ “จารึกที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีภาษาสันสกฤตมากมาย อย่างจารึกในประเทศกัมพูชามีมากกว่า 1,000 หลัก ในเมืองไทยเราเองก็มีเกือบ 100 หลัก”

เรื่องที่นักวิชาการไทยนำไปเสนอในที่ประชุม อาจารย์บอกว่ามีหลายสาขา คนที่สนใจด้านวรรณคดีก็อาจจะนำเสนอเรื่องราวในวรรณคดี ว่า เกี่ยวข้องกับภาษาสันสกฤตอย่างไรบ้าง ผู้ที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ก็อาจนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภาษาสันสกฤต ส่วนคนที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาก็จะนำเสนอเรื่องราวพุทธศาสนา เป็นต้น

ดร.จิรพัฒน์ย้ำว่า วัฒนธรรมของไทยได้รับอิทธิพลมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ความคิดอ่านต่างๆส่วนใหญ่เกี่ยวโยงกับภาษานี้มาแต่โบราณกาล

ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ มาจาก 60 ประเทศทั่วโลก นักวิชาการแต่ละประเทศส่วนใหญ่ใช้เงินของตนเองและองค์กรต้นสังกัดมาเป็นค่าใช้จ่าย ลงทะเบียน และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เรียกว่าเดินทางมาด้วยใจ

ครั้นถามถึงงบประมาณที่มาใช้จัดงาน อาจารย์บอกว่า ได้มาจากค่าลงทะเบียน และได้งบประมาณสนับสนุนมาจากรัฐบาลอินเดีย และผู้อุปถัมภ์ที่เป็นคนไทย “คนที่บอกว่า ภาษาสันสกฤตตายแล้ว อาจจะต้องหันมาคิดใหม่ ว่าเป็นอย่างไร จริงอยู่ว่าคนไม่ได้นำมาใช้พูดในชีวิตประจำวัน แต่ภาษานี้มีคุณค่าต่อการศึกษาทั้งด้านปรัชญา การเมืองและวัฒนธรรม” และตลอดงานนี้ใช้ “ภาษาสันสกฤตกับภาษาอังกฤษสื่อสารกันเท่านั้น”

ในประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนภาษาสันสกฤตถึง 4 แห่งคือ 1.มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก 2.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3.มหามกุฏราชวิทยาลัย และ 4.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เรื่องการเรียนภาษาสันสกฤตในมหาวิทยาลัย ผศ.ดร.สมบัติ มั่งมีสุขศิริ อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายว่า แต่ละปีมีนักศึกษาเข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีในภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ประมาณ 40 คน ทุกคนจะได้เรียนภาษาสันสกฤตเป็นวิชาบังคับ จากนั้นระดับปริญญาโทและเอก ขึ้นอยู่กับความพอใจของนักศึกษาว่าจะเรียนต่อหรือไม่ ส่วนมากระดับปริญญาโทและเอกมักจะเป็นผู้มีความสนใจอย่างแท้จริง มีทั้งเป็นอาจารย์และผู้สนใจอย่างจริงจังเข้ามาเรียน

“ระดับปริญญาโทและเอก เป็นการศึกษาวิเคราะห์จริงๆ สำหรับผู้ต้องการเรียนรู้เชิงลึก เพื่อความรู้ที่กระจ่างโดยเฉพาะในเรื่องคำ และที่มาของถ้อยคำต่างๆ ถือว่าเป็นวิชาที่ทำให้เราหายสงสัย อย่างบางท่านมาเรียนระดับปริญญาโทและเอกเพราะรู้สึกว่ามีอะไรสงสัยอยู่
เมื่อมาเรียนก็พบคำตอบ และพบว่ามุมมองกว้างขวางขึ้นไปมาก”

เมื่อถามว่า การประชุมครั้งนี้คนไทยจะได้อะไร ดร.สมบัติซึ่งอดีตเป็นผู้อำนวยการศูนย์สันสกฤตศึกษา บอกว่า สิ่งที่คนไทยได้ประโยชน์คือ เราได้จัดการประชุมระดับโลก ส่งผลทางด้านเศรษฐกิจเรื่องการจับจ่ายใช้สอย ส่วนแวดวงวิชาการไทยเราก็มีโอกาสได้พบนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสันสกฤตจากทั่วโลก

ขณะที่ รศ.ดร.สำเนียง เลื่อมใส ผู้อำนวยการศูนย์สันสกฤตศึกษา และอาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ผู้รับหน้าที่ประสานงานประชุมบอกว่า หลังรับเป็นเจ้าภาพมาเมื่อปี 2012 ที่ประเทศอินเดีย “เราก็เริ่มประสานงาน เนื่องจากการจัดงานครั้งนี้ ศูนย์สันสกฤตศึกษาเป็นเจ้าภาพร่วมกับสมาคมสันสกฤตศึกษานานาชาติ เราประสานงานทั้งสองฝ่าย สมาคมมีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วโลก

การดำเนินการเริ่มจากส่งข้อมูลการประชุม ให้สมาชิกส่งหัวข้อเรื่องที่จะมาประชุม “เรามีคณะกรรมการกลั่นกรองแยกเป็นส่วนต่างๆ 23 ส่วน เช่น วรรณคดี ประวัติศาสตร์ การแพทย์ เรามีผู้กลั่นกรองหัวข้อว่าหัวข้อไหนเหมาะสม แล้วก็ออกหนังสือรับรองการผ่านพิจารณาเพื่อให้มาแสดงผลงาน”

สมาชิกที่เสนอหัวข้อมานั้น ส่งเข้ามามากถึง 1,500 เรื่อง คณะกรรมการกลั่นกรองเหลือประมาณ 800 เรื่อง แล้วเชิญเจ้าของผลงานเข้ามาเสนอผลงาน โดยทุกคนที่เดินทางมาร่วมประชุมต้องออกค่าใช้จ่ายเอง

สรุปยอดผู้เข้ามาร่วม “มีจำนวน 580 คน จาก 60 ประเทศทั่วโลก ประเทศที่นักวิชาการมามากที่สุดคืออินเดียราว 200 คน รองลงมาคือประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศแถวยุโรป ประเทศในเอเชียมีไม่มากนัก”

องค์ความรู้จากการประชุมครั้งนี้ อาจารย์บอกว่า หลังจากเสนอผลงานและกลั่นกรองแล้ว จะส่งกลับไปให้แก้ไขเพื่อนำมารวมพิมพ์ไว้ โดยแยกออกเป็นหมวดๆ ประมาณ 23 หมวด

ทั้งนี้ เพื่อเก็บไว้ศึกษาค้นคว้า และต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้