วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ก.เกษตรฯ เร่งสรุปปัญหาภัยแล้ง ชงมาตรการช่วยชาวนา เข้า ครม.

ก.เกษตรฯ เร่งสรุปปัญหาภัยแล้ง ชงมาตรการช่วยชาวนา เข้า ครม.

  • Share:

ก.เกษตรฯ จ่อชงมาตรการช่วยเหลือชาวนาชะลอปลูกข้าวนาปี เข้า ครม.สัปดาห์หน้า พร้อมเร่งสรุปแก้ภัยแล้งลุ่มเจ้าพระยา รวมทั้งแผนเพาะปลูก เพิ่มรายได้รายพื้นที่ รวมถึงแผนจัดการน้ำ จ่อดึงน้ำจากสาละวิน-แม่โขง มาใช้ประโยชน์...

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 58 นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ คาดว่า การเสนอแนวทางมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องชะลอการปลูกข้าวนาปีในลุ่มเจ้าพระยา จะมีความชัดเจน และเสนอ ครม.ได้ภายในสัปดาห์หน้า สำหรับพื้นที่อื่นๆ ได้สั่งการให้เริ่มสำรวจ โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในจุดที่เป็นปัญหาจริงๆ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเขตชลประทาน ไม่เป็นลุ่มน้ำใหญ่ๆ เหมือนเจ้าพระยา ซึ่งพื้นที่ที่เหลือทั้งหมดต้องดูว่า สภาพฝนเป็นอย่างไร จะนำข้อมูลที่สำรวจได้มาพิจารณาหามาตรการเยียวยาอีกครั้ง

สำหรับการประชุมร่วมกับ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน นายไพรัช หวังดี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยสำนักชลประทานเขตลุ่มเจ้าพระยา และเกษตรจังหวัดลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง 15 จังหวัด อาทิ จ.ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ในวันนี้ เพื่อเร่งสรุปมาตรการแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นลุ่มเจ้าพระยา

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กรมชลประทาน และกรมส่งเสริมการเกษตร ประชุมหารือร่วมกัน เพื่อเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการเพาะปลูก และสำรวจพื้นที่เพาะปลูกให้ชัดเจน และสอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวแล้วมีความเสี่ยง และพื้นที่ที่ชะลอการปลูกคงเหลือเท่าไร เพื่อพิจารณาแนวทางให้การช่วยเหลือเป็นรายพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ (29 มิ.ย. 58)

เบื้องต้นมี 2 แนวทาง คือ 1.การจ้างแรงงานและสร้างรายได้ให้ประชาชน โดยการปรับปรุงอาคารชลประทาน ทั้งช่วงก่อนฝนจะมาในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ และช่วงฝนสิ้นสุดในช่วงหลังเดือนพฤศจิกายน โดยกรมชลประทานจะรับผิดชอบดำเนินการ 2.กิจกรรมด้านการเกษตร เพื่อสร้างรายได้ทดแทนในช่วงที่ต้องชะลอการทำนา แม้ว่าผลสำรวจในเบื้องต้น เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา จะรอฝน เพื่อการทำนาปี โดยมีประมาณ 3 แสนไร่ ที่จะปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ ดังนั้น แผนงานที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้สำรวจความต้องการของเกษตรกรไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องมาหารือร่วมกับกรมชลประทานว่า สามารถจัดสรรน้ำให้เพียงพอได้หรือไม่ อย่างไรก่อนที่ฝนจะมาถึง และหลังจากฝนตกมาแล้ว จะทำการเกษตรเพิ่ม สร้างรายได้ได้อย่างไร

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหา เรื่องการบริหารจัดการน้ำในระยะสั้นและระยะยาว ที่กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการอยู่ระหว่างเร่งรัดดำเนินการ คือ 1. การเปลี่ยนอุปสงค์ด้านการใช้น้ำทางการเกษตร เน้นการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็ก หรือแหล่งน้ำในฟาร์ม หรือการกำหนดเขตเกษตรกรรมใช้น้ำน้อย การประกอบอาชีพอื่น ปศุสัตว์ และประมง เป็นต้น 2. อาคารชลประทานบางประเภทที่ถ่ายโอนให้องค์กรปกครองท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งอยู่ประมาณ 3,000 โครงการ ก็จะขอเข้าไปช่วยดูแล โดยเฉพาะการเพิ่มระบบส่งน้ำ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. การดึงน้ำจากแม่น้ำสาละวิน และแม่โขง ในช่วงที่มีระดับน้ำเกินกักเก็บ จะให้กรมชลประทานเข้าไปศึกษาแนวทางว่า จะสามารถดึงน้ำส่วนเกินมาเป็นประโยชน์อย่างไรได้บ้าง รวมถึงแผนงานโครงการในระยะยาว ที่มีการศึกษามาแล้วก็จะต้องกลับมาพิจารณากัน 4. การเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องการส่งน้ำใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยาเอง ที่ยังขาดในเรื่องงบประมาณดำเนินการ ก็จะเร่งเสนอรัฐบาลพิจารณาโดยเร็วต่อไป

ทั้งนี้ หลังการประชุม นายปีติพงศ์ ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจสถานการณ์ภัยแล้งบริเวณลุ่มเจ้าพระยา ตอนล่าง นายปีติพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการขึ้นบินสำรวจพื้นที่เพาะปลูก บริเวณตอนล่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยบินไปทางด้านตะวันออก พบว่า พื้นที่ที่น่าจะมีปัญหาหนักหน่อย คือ แถวฝั่งซ้ายของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ติดต่อกับลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อย และพื้นที่สูงมีอยู่บางส่วนน้ำจะส่งไม่ถึง แต่เกษตรกรก็ปรับตัว ไม่ได้ลงมือเพาะปลูกพืช ส่วนฝั่งขวาแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ๆ แม่น้ำน้อย ยังมีพื้นที่บางส่วนยังส่งน้ำไม่ได้

“แต่ว่าส่วนนี้จะเป็นจุดๆ ยังเป็นปัญหา ดังนั้น หลังจากวันนี้ที่กรมชลประทาน และกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ทำแผนที่การเพาะปลูก และปรับข้อมูลได้ตรงกันเรียบร้อยแล้ว ก็จะสั่งให้เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ ซึ่งได้สั่งการให้มีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือระดับตำบล อำเภอ ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเอกซเรย์ความต้องการของประชาชนอีกครั้ง ทั้งระยะก่อนฝนตก ซึ่งอีกไม่กี่วัน ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ กับหลังฝนตกแล้ว จะทำกิจกรรมการเกษตรชนิดใด”

ด้าน นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ และปริมาณฝนที่จะตกลงมา กรมชลประทานจะยังคงการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เฉลี่ยวันละ 28 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจะคงเหลือน้ำต้นทุนสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่ 1 พ.ย. 58 น้ำจะมีอยู่ประมาณ 3,200–3,900 ล้านลูกบาศก์เมตร.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้