วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เกาะติด ICAO ลดเครดิตไทย เร่งสอบมาตรฐานความปลอดภัยการบิน

ในที่สุด องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบินจากสหประชาชาติ (UN) ก็ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัยในการออกใบอนุญาตทำการบินของประเทศไทยด้วยการปักธงแดงบนเส้นทางบินของประเทศไทยในเว็บไซต์ของ ICAO เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา

หลังจากที่ผ่อนผันให้ กรมการบินพลเรือน (บพ.) ของไทยใช้เวลา 90 วันเพื่อแก้ไขปัญหาข้อท้วงติงเรื่อง “ข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยทางการบิน (Significant Safety Concerns : SSC)” โดยเฉพาะในการออกใบอนุญาตให้สายการบินต่างๆเพียง 9 เดือน เป็นจำนวนมากถึง 28 สายการบิน

ประกาศจาก ICAO ดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยอยู่ในภาวะ ผีซ้ำด้ำพลอย เพราะการปรับลดความน่าเชื่อถือนี้ อาจกระตุ้นให้สถาบันประเมินมาตรฐานการบินอื่นๆทั้งใน สหภาพยุโรป (EASA) สหรัฐฯ (FAA) ญี่ปุ่น (JCAB) ตลอดจนถึงหลายประเทศในโลก อาจมีปฏิกิริยาต่อสายการบินจากไทย โดยเฉพาะสายการบินแห่งชาติอย่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งกำลังประสบภาวะขาดทุน และกำลังต้องการความช่วยเหลือจากรัฐเพื่อฟื้นฟูกิจการ

ขณะที่การท่องเที่ยว คือ ดัชนีชี้วัดตัวเดียวที่จะประคับประคองเศรษฐกิจประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ หลังจากที่เครื่องยนต์ซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศทั้งการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ อยู่ในสภาวะถดถอย

ทีมเศรษฐกิจ ขอหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ปัญหา และ ทบทวนทิศทางการบินของประเทศอย่างจริงจังอีกครั้งก่อนที่การปักธงแดงของ ICAO จะทำให้ปัญหาบานปลายออกไปจนกระทบเป็นวงกว้างกับสายการบินของประเทศไทย และธุรกิจการท่องเที่ยวที่นำเงินตราเข้าประเทศปีละนับล้านล้านบาท

ย้อนภูมิหลังแห่งความล้มเหลว

จะว่าไป การที่ ICAO เข้ามาตรวจสอบการกำกับดูแลความปลอดภัยสากล ตามโครงการ Universal Safety Oversight Audit Program หรือ USOAP กับ บพ.ของไทย ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะหากย้อนภูมิหลังกลับไปจะพบว่า ICAO ได้แจ้งล่วงหน้ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีว่า จะขอเข้าตรวจสอบมาตรฐานด้านการบิน แต่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 54 และวิกฤติทางการเมืองในปีต่อมา ทำให้ตรวจสอบได้จริงๆก็เมื่อวันที่ 19-30 ม.ค.58 นี้เอง

กระนั้นก็ตาม บพ.ไม่ได้มีกิจธุระใดเกี่ยวเนื่องกับการเมือง จึงมีเวลาเตรียมการล่วงหน้าหลายปี แต่ที่ผ่านมา กลับทำตัวเป็น “ทองไม่รู้ร้อน” ไม่คิดทำการบ้าน แก้ไขโจทย์ล่วงหน้า ทั้งเรื่องกำลังคน กฎหมาย และมาตรฐานการทำงาน จนที่สุดเดือน ก.พ.58 ก็ถูก ICAO ประกาศเชือดไทยสอบตกมาตรฐานการบินแบบไม่ต้องลุ้นเพราะคะแนนเต็ม 1,000 ข้อ บพ.ทำข้อสอบไม่ผ่านถึง 560 ข้อ ที่สำคัญ การทำงานของ บพ.อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพียง 35.6%...จัดว่าห่วยที่สุดในภูมิภาค เป็นรองแม้กระทั่งกัมพูชา เมียนมา และลาว

กระนั้น บพ.ก็ยังไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะ ICAO ไม่มีสิทธิห้ามไทยทำการบิน จนปลายเดือน มี.ค.58 เหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม สำนักงานการบินพลเรือนญี่ปุ่น (JCAB) ได้นำผลการตรวจสอบของ ICAO มาเป็นเกณฑ์สั่งห้ามเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Fligth) จากไทยบินเข้าญี่ปุ่น พร้อมทำหนังสือถึง บพ.ว่า ทุกสายการบินที่จะเข้าญี่ปุ่นจะขอเพิ่ม เปลี่ยนเส้นทาง หรือจุดหมาย และขนาดของเครื่องบินไม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.58 เป็นต้นไป

เหตุการณ์นี้ ได้ทำให้ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายถึงกับนั่งไม่ติด ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ระส่ำระสายหนักโดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์ไปญี่ปุ่น แม้รัฐบาลจะอาศัยความสัมพันธ์ขอผ่อนผัน แต่ก็ทำได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น

ถึงอย่างนั้นก็ตาม กระทรวงคมนาคมในฐานะผู้รับผิดชอบก็ยังเชื่อว่า ความพยายามขอ “เกี้ยเซี๊ย” กับ ICAO จะง่ายกว่า การทบทวนการออกใบอนุญาตบินให้แก่สายการบินต่างๆหรือการทบทวนความรู้ความเข้าใจของบุคลากรใน บพ.เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน

เมื่อถึงวันครบกำหนดผ่อนปรน 90 วัน ICAO จึงพิพากษาไทยด้วยการปักธงแดงบนเส้นทางการบินสากลทันทีในวันที่ 18 มิ.ย.58 ประจานความล้มเหลวของไทยลงในเว็บไซต์ของ ICAO ไปทั่วโลกเพราะ บพ.ไทยยังคงสอบตกในมาตรฐานการออกใบรับรองผู้เดินอากาศ (IOC) ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดอยู่

แม้คณะกรรมาธิการความปลอดภัยทางการบินของสหภาพยุโรป (EASA) จะออกประกาศไม่ซ้ำเติมหรือแบน สายการบินไทย ซ้ำให้เวลาไทยแก้ไขมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินไปอีกระยะ แต่กระนั้น บพ.ก็ใช่จะหายใจได้เต็มปอด เพราะต้องรอลุ้น สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ที่จ่อคิวเข้าตรวจสอบการบิน และแผนการแก้ปัญหา SSC ของไทยในวันที่ 13-17 ก.ค.นี้อีกครั้ง

ยิ่งทราบชัดว่า นายอาคม เติมพิทยาไพศิษฐ์ รมช.คมนาคม และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้ไปร้องขอให้ ICAO ไม่ประกาศเหตุผลของการปักธงแดงแก่ไทยเพื่อชะลอการตัดสินใจของ EASA และ FAA ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ก็ยิ่งน่าพรั่นพรึงว่า ที่สุดถ้า บพ.ไม่ดำเนินการให้เป็นมาตรฐานสากล สายการบินไทยอาจไม่สามารถทำการบินไปยังประเทศอื่นๆได้เลย



ปัญหาหลัก-หนักหน่วงที่ บพ.

หากจะแจกแจงคำถามที่ว่า เหตุไฉน บพ.ไทยถึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงหรือคืบหน้าได้อย่างที่ควรเป็น ปัญหาใหญ่สุดน่าจะมาจากความอ่อนหัดในการทำงานของ บพ. และมีทัศนคติการเข้าใจต่อสภาพปัญหาที่ผิดพลาด ตั้งแต่การคัดเลือกบุคคลเข้ามาแก้ปัญหาที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เลือกกลุ่มคนบางส่วน ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา มาดูแลแก้ไขกันเอง ทำให้การแก้ปัญหาไม่เต็มที่ ลูบหน้าปะจมูก ไม่กล้ารื้อสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้

กุญแจสำคัญอีกดอกก็คือ ตัวของอดีตอธิบดีกรมการบินพลเรือน “สมชาย พิพุธวัฒน์” ที่เพิ่งถูกเด้งออกจากตำแหน่งไปหมาดๆ ซึ่งประเมินปัญหาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพราะเชื่อว่า “ICAO ไม่มีสิทธิลงโทษไทยโดยตรง”

ทั้งที่ ICAO ซึ่งแม้เป็นองค์กรกลางที่ไม่มีอำนาจ แต่เป็นองค์กรที่สำนักงานการบินพลเรือนของแต่ละประเทศทั่วโลกยอมรับและปฏิบัติตาม

นอกจากนั้น ตัวนายสมชายเอง เติบโตมาจากฝ่ายกฎหมาย จึงง่วนแต่การแก้ปัญหาด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นสาระส่วนกลาง แต่เรื่องใหญ่สุดในการแก้ปัญหาเอโอซีหรือมาตรฐานใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ เพื่อตรวจสอบใบอนุญาตสายการบินทั้ง 28 แห่ง ซึ่งเป็นต้นตอที่ทำให้ประเทศไทยติดธงแดง กลับทำแบบล่าช้า จนถึงทุกวันนี้ยังไม่เสร็จ

ที่ร้ายกว่านั้น การแก้ไขปัญหาของ บพ.ยังมีสไตล์ “คิดเองเออเอง” มองว่าแผนตัวเองดีพอที่จะให้ ICAO ปลดล็อกไทยได้ไม่ยอมรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาให้ ICAO อัพเดทข้อมูลผลความคืบหน้าลงบนเว็บไซต์ มัวแต่เสียเวลาเดินเกมนอกกระดาน ล็อบบี้นานาประเทศ จนลืมไปว่า หัวใจหลักของการแก้ปัญหาอยู่ที่ผลงานและการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่ ‘การเคลื่อนไหว’ที่สุด ทำให้ พล.อ.อ.ประจิน ถึงกับหน้าแตกแหกเป็นริ้ว เพราะให้สัมภาษณ์แสดงความมั่นใจในวันที่ 16 มิ.ย. หลังนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม ไปพบประธาน ICAO ประเทศแคนาดาว่า ICAO พึงพอใจในการแก้ปัญหา แต่ต่อมา วันที่ 18 มิ.ย. ทุกอย่างพลิกล็อก!! ไทยถูกปักธงแดง!!

และยังถูก ICAO แนะจุดอ่อนหลายข้อ เสนอให้ไทยไม่ต้องเร่งรีบมากนัก เพราะการทำแผนเร่งรีบมาก จะขาดความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตรวจสอบสายการบิน การแก้ไขปัญหาหรือปรับโครงสร้างองค์กร และไม่ควรทำงานซ้ำซ้อน ควรยุบคณะกรรมการจาก 3 ชุด เหลือเพียงชุดเดียว รวมถึงไม่ต้องมีที่ปรึกษาหลายฝ่าย

นอกจากการแก้ไขแผนเร่งด่วนการตรวจสอบใบรับรอง 28 สายการบินแล้ว ICAO ยังวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึก ที่หมักหมมมาในกรมการบินพลเรือนไทย ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาสังคายนายกใหญ่ ตั้งแต่ปัญหาบุคลากรขาดแคลนในเชิงคุณภาพและปริมาณ ปัญหาด้านกฎหมายที่ล้าสมัย อย่าง พ.ร.บ.การเดินอากาศ ที่ใช้มากว่า 61 ปี รวมถึงปัญหาโครงสร้างในกรมการบินพลเรือน ที่ไร้ความเป็นสากล มีหน่วยงานกำกับอยู่ในหน่วยเดียวฝ่ายบริหาร จนทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในการทำงาน

การแก้ไขโครงสร้าง บพ. จึงกลายเป็นอีกการบ้านชิ้นสำคัญที่ต้องเร่งทำ แม้แต่ตอนนี้กระทรวงคมนาคมจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 เร่งผ่าตัดกรมการบินพลเรือนไทย แต่โครงสร้างใหม่ก็ยังติดปัญหาใหญ่เรื่องคน คือไม่สามารถหาคนมาทำงานได้เพียงพอ เพราะติดขัดระบบฐานเงินเดือนเก่าของข้าราชการ เมื่อเทียบกับสายการบินเอกชนที่จ่ายสูงกว่า

ส่วนประเด็นการแก้ไขข้อกฎหมาย ก็ยังคืบหน้าไปไม่มาก เพราะต้องจัดทำร่าง พ.ร.บ.ใหม่ ทั้งหมด 19 หมวด 494 มาตรา ให้เสร็จไม่เกินสิ้นเดือน ก.ค.

แต่โจทย์สำคัญของการผลักดันกฎหมาย มีจุดท้าทายตรงที่ บพ.จะต้องคลอดกฎหมายมาให้ทันใช้กับการปรับโครงสร้างกรมการบินพลเรือน ที่จะต้องเสร็จทันปีงบประมาณ 2559 รวมถึงต้องตอบข้อท้วงติงที่ ICAO ตรวจพบปัญหาในกฎหมายถึง 22 ข้อ

สายการบิน-ท่องเที่ยวเหยื่อสังเวย

เมื่อประเมินสถานการณ์ในมุมมองที่เป็นธรรมที่สุด จากขั้นตอนการแก้ปัญหา ซึ่งยืดเยื้อมานานและไม่ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ ICAO ก็คงจะปักธงแดงไทยไว้ต่อไป เหมือนกับประเทศอื่นๆ อย่างอินโดนีเซีย หรืออินเดีย ที่โดนธงแดงไปก่อนหน้านี้และใช้เวลานานนับปีกว่าจะหลุด เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

ปัญหาธงแดงที่ส่อเค้าลากยาว ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการสายการบินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกลายเป็นเหยื่อของความล้มเหลวของ บพ.เต็มๆ

เนื่องจากผลลัพธ์ของมัน มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินอย่างรุนแรง เพราะองค์การการบินพลเรือนของประเทศต่างๆ อาจปฏิเสธไม่อนุญาตให้สายการบินเช่าเหมาลำของไทย เข้าประเทศได้เลยเหมือนกับที่ญี่ปุ่นเคยห้าม ขณะที่สายการบินขนาดใหญ่ ที่มีเส้นทางบินประจำก็ต้องเสียโอกาสในการขยายธุรกิจ

เห็นผลได้ชัดจากกรณีสายการบินไทย เเอร์เอเชีย เอ็กซ์ ตัดสินใจระงับเส้นทางบินกรุงเทพฯ-ซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่นเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.58 เป็นต้นไป ขณะที่สายการบินเอเชียนแอร์ แบบเช่าเหมาลำ ก็ยอมรับว่านับตั้งแต่ไทยถูกปักธงแดงมา เที่ยวบินลดลง 18-20% จากปกติเดือนละ 16 เที่ยวบิน เหลือ 12 เที่ยวบิน อีกทั้งยังไม่สามารถขอเพิ่มเส้นทางบิน หรือเที่ยวบินใหม่ได้เลย เช่นเดียวกับสายการบินเจ็ท เอเชีย แอร์เวย์ ที่ต้องชะลอแผนการรับมอบเครื่องบินใหม่ 6 ลำ เพราะไม่มั่นใจว่าจะขออนุญาตเปิดเส้นทางบินไปยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ และเอเชียได้หรือไม่

เรื่องนี้ นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ มองว่า ถ้าภาครัฐไม่สามารถปลดล็อกธงแดงได้ จะเกิดผลเสียอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากถูก FAA แห่งสหรัฐอเมริกา ตรวจสอบว่าไม่ได้มาตรฐานเพิ่มอีกในเดือน ก.ค.ที่จะถึง ก็จะส่งผลเสียต่อสายการบินไทยไม่สามารถบินเข้าอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลียได้เลย และทำให้เกิดความเสียหายในภาพรวมเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาททันที ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการบินและการท่องเที่ยว

ขนาดนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย ที่ไม่ใคร่จะนิยมพูดออกสื่อ ยังต้องเอ่ยปากว่า แม้การบินไทยจะบินได้ปกติ แต่ก็มีความเสี่ยง ทำให้ไม่สามารถเพิ่มเที่ยวบินได้ อีกทั้งที่ผ่านมายังโดนเข้มงวดตรวจมาตรฐานความปลอดภัยเพิ่ม จากปกติที่จะถูกสุ่มตรวจเฉลี่ยเดือนละ 3 ครั้ง แต่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน การบินไทยโดนสุ่มตรวจแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง

แม้บรรดาสายการบินจะพยายามคงมาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานการประกอบการให้อยู่ในระดับสากลเพียงใด แต่หน่วยงานกำกับดูแลอย่างกรมการบินพลเรือน กลับไม่สามารถปรับมาตรฐานของตนให้สอดกับการระบบสากลและเป็นที่ยอมรับในระดับโลกได้

ความผิดพลาด บกพร่องของกรมการบินพลเรือนในครั้งนี้ จึงส่งผลกระทบต่อสายการบินที่มีต้นกำเนิดในประเทศไทยทั้งหมด อย่างไม่ยุติธรรม เกิดเป็นทฤษฎีโดมิโนกระทบชิ่งต่อไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในฐานะอัศวินม้าขาวที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยในปี 2558 ทันที

การแก้ไข “วิกฤติความไม่เชื่อมั่น” ครั้งใหญ่เช่นนี้ ในห้วงเวลาที่เหลือ จึงไม่มีพื้นที่สำหรับมือสมัครเล่นอีกต่อไป การทำงานเป็นทีม ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้ไวและเป็นมืออาชีพ สุดท้าย...สำคัญคือ ห้ามติดลูกเกรงใจใครเด็ดขาด!!!

ทีมเศรษฐกิจ

28 มิ.ย. 2558 09:39 28 มิ.ย. 2558 09:40 ไทยรัฐ