วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไฟเขียวการเมืองตั้งผู้พิพากษา

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ คสช. มอบให้ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานยกร่างฯ กำลังจะพาประเทศลงเหว แม้จะมีการขอแก้ไขกว่าร้อยมาตรา แต่กลับเปิดทางให้นักการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งผู้พิพากษาอัยการ เป็นเหตุให้ ผู้พิพากษา และ อัยการ ต้องลงชื่อกันเป็นบัญชีหางว่าว คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ผมหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จะฟังเสียงคัดค้านอันหนักหน่วงนี้ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ความยุติธรรมในอนาคตไร้ความยุติธรรมไปเลย

สัปดาห์ที่แล้วผมได้รับเอกสารจาก ผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่ส่งมาให้รายละเอียดถึง ข้อคัดค้าน ใน จดหมายเปิดผนึก ที่ไม่เห็นด้วยกับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ ที่มีการ แก้ไข ก.ต.ศาลยุติธรรม ที่เป็นสถาบันหลักของศาลยุติธรรม โดยให้ เพิ่ม ก.ต.จากฝ่ายการเมืองจากเดิม 2 คน เป็นไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 (จะตั้งมากกว่า 1 ใน 3 ก็ได้) ซึ่งคณะผู้พิพากษาเห็นว่าเป็นการ เปิดโอกาส ให้ ฝ่ายการเมือง เข้าไป แทรกแซงครอบงำการแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษา เหมือนที่ทำกับข้าราชการจนอ่อนแอในปัจจุบัน

ก็น่าห่วงนะครับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้า นักการเมืองแต่งตั้งผู้พิพากษาที่เป็นพรรคพวกได้ อนาคตความยุติธรรมเมืองไทยจะเป็นอย่างไร แค่คิดก็ว้าเหว่แล้ว

ในคำอธิบายระบุว่า คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.ศาลยุติธรรม) ปัจจุบันประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลฎีกา 6 คน ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 4 คน ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น 2 คน ที่ผู้พิพากษาแต่ละชั้นเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ และ วุฒิสภาสรรหามา 2 คน โดยมี ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ก.ต.ศาลยุติธรรม

รัฐธรรมนูญร่างแรก กำหนด ให้เพิ่ม ก.ต.ศาลยุติธรรมที่ไม่ได้เป็นผู้พิพากษา (มาจากฝ่ายการเมือง) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ ก.ต.ที่เป็นผู้พิพากษา เป็นการเปิดโอกาส ให้ฝ่ายการเมืองมี ก.ต.มากกว่าครึ่งหนึ่งของ ก.ต.ที่เป็นผู้พิพากษา (น่าสืบนะครับว่าความคิดนี้มาจากใครมีใบสั่งหรือไม่)

เมื่อผู้พิพากษา 427 คน ออกมาเรียกร้องครั้งแรก ไม่ให้เพิ่ม ก.ต.คนนอก กรรมาธิการร่างยังคงคิดจะเพิ่ม และ ครม. โดย ดร.วิษณุ เครืองาม ก็ได้แปรญัตติ ขอเพิ่มตัวแทนจาก ครม.อีก 1 คน ใน ก.ต.ศาลยุติธรรม

ในที่สุดผู้พิพากษา 1,380 คน ก็ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก แถลงคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ศาลยุติธรรม 2 ประเด็น (รวมอยู่ใน 7 ประเด็นที่คัดค้าน) เพราะเห็นว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญที่สุด ของ องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ในการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรม
ประเด็นแรก ไม่ให้เพิ่ม ก.ต.ฝ่ายการเมือง จากเดิมที่มีอยู่ 2 คน

ประเด็นที่สอง ไม่ควรให้ผู้พิพากษามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยต่อศาลฎีกา ตอนแรกกรรมาธิการยกร่างฯก็เห็นด้วยกับข้อคัดค้านนี้ แต่การประชุมในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ที่ประชุมเสียงข้างมากตกลงกันว่า จะวางหลักการในร่างรัฐธรรมนูญว่าผู้พิพากษามีสิทธิอุทธรณ์โทษทางวินัยได้ โดยให้เป็นไปตามกฎหมายลูก ชี้ให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

เพราะ ก.ต.ศาลยุติธรรม ซึ่งมี ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ถือเป็น องค์กรบริหารงานบุคคลสูงสุดของศาลยุติธรรม เมื่อ ก.ต.มีมติลงโทษทางวินัยผู้พิพากษา ก็ไม่ควรให้มีการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษของ ก.ต.ต่อองค์กรอื่นใดอีก เพราะผู้พิพากษาที่ถูกลงโทษทางวินัยยังมีสิทธิขอให้ ก.ต.ทบทวนมติเดิมได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว (ถ้ามีองค์กรอื่นให้อุทธรณ์ได้ ก็แสดงว่ามีองค์กรอื่นที่มีอำนาจเหนือ ก.ต.ศาลยุติธรรม เหนือประธานศาลฎีกา)

ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ความยุติธรรมในอนาคตคงไม่เหลือ เมื่อ “อำนาจการเมือง” มีอำนาจเหนือ “ผู้พิพากษา” ที่ทำหน้าที่ให้ความยุติธรรมแก่สังคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คสช. จะเอาอย่างนั้นหรือครับ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”