วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กำเนิดวิทย์และวิทยสิริเมธี (1)

นิตยสารฟอร์จูนจัดลำดับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ของโลก 500 ลำดับ ใน พ.ศ.2557 โดยดูผลประกอบการใน พ.ศ.2556 ได้จัดให้เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 14 จากผลประกอบการ 182,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นลำดับที่ 84 จากผลประกอบการมูลค่า 92,556 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

25 มิถุนายน 2558 วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ อายุ 84 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จที่สุดของโลก มีทรัพย์สินมูลค่า 68,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ (2.3 ล้านล้านบาท) ไปเสวนาเรื่องการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเนบราสกา โอมาฮา สหรัฐอเมริกา

25 มิถุนายน 2558 ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กรุณาพูดเรื่องการศึกษาให้ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ และคณะของกลุ่มบริษัทบาลานซ์ ฟังที่ห้องประชุมของโรงเรียนกำเนิดวิทย์และสถาบันวิทยสิริเมธี อ.วังจันทร์ จังหวัดระยอง

พ่อและพวกเราได้อ่านสิ่งที่บัฟเฟตต์พูดไว้เมื่อ 25 มิถุนายนแล้ว ก็รู้เลยครับว่า บัฟเฟตต์ “ตกผลึก” ทางด้านการศึกษา เพราะถ้าไม่ตกผลึก ก็ไม่สามารถจะพูดได้เลยว่า การลงทุนที่ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด และได้ผลกำไรมากที่สุดก็คือ การลงทุนในตัวของคุณเอง

“การลงทุนในตัวเองก็คือ การมอบการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่อยู่ภายในห้องเรียน หรือความรู้ที่อยู่ในโลกกว้างนอกเหนือจากในตำรา...ผมขอยืนยันว่า ไม่มีหุ้นตัวไหนที่น่าช้อนซื้อเก็บเอาไว้มากไปกว่าหุ้นที่มีชื่อว่าการศึกษา หุ้นตัวที่มีชื่อว่าการศึกษานี้เป็นหุ้นปลอดภาษีเพียงตัวเดียวในโลก เป็นหุ้นที่คุณถือครองได้ตลอดชีพโดยไม่ต้องถูกหักภาษี แม้แต่คนที่มีอำนาจมากอย่างประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ยังสั่งรีดภาษีหุ้นตัวนี้ไปจากคุณไม่ได้”

พ่อและพวกเราฟังคำบรรยายด้านการศึกษาจาก ดร.ไพรินทร์ 1 ชั่วโมงเต็ม เมื่อพูดไปได้เพียง 10 นาทีแรก เราก็รู้ทันทีเลยว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ปตท. ท่านนี้ “ตกผลึก” ด้านการศึกษา เพราะถ้าไม่ตกผลึก ดร.ไพรินทร์จะไม่สามารถพูดเรื่องพัฒนาการทางด้านการศึกษา สังคม และเทคโนโลยี ได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ไม่สามารถเปรียบเทียบพัฒนาการทางด้านการศึกษาไทย - ญี่ปุ่น - เกาหลีใต้ ไม่สามารถชี้ให้เห็นความแตกต่างของระบบการศึกษาไทย และจะไม่สามารถเชื่อมโยงการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแน่นอน

ดร.ไพรินทร์แบ่งอารยธรรมการศึกษาออกเป็น 4 ขั้น ขั้นแรกเรียกว่า Education 0.0 เป็นยุคที่มนุษย์เรียนรู้การศึกษาขั้นสูงจากการปุจฉา วิสัชนา โต้วาที ศึกษาเรื่องปรัชญา การศึกษาในสมัยนั้นมีสถานะเป็นสำนัก เช่น สำนักตักศิลา สำนักนาลันทา ฯลฯ

ต่อมาเป็น Education 1.0 ส่วนใหญ่เรียนรู้ด้านสังคมศาสตร์ สถาบันที่เกิดในห้วงนี้ก็อย่างเช่นมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ออกซ์ฟอร์ด ฮาร์วาร์ด ฟลอเรนซ์ ฯลฯ ในยุคนี้มหาวิทยาลัยเกี่ยวข้องกับทางด้านศาสนา เน้นด้านการสอนเป็นหลัก

ต่อมาเป็น Education 2.0 มีการสอนและการวิจัยเรียนด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เป็นยุคที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษาที่เกิดในยุคนี้ก็เช่น มหาวิทยาลัยโตเกียว เอ็มไอที จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ

ขั้นถัดไปจะเป็น Education 3.0 เป็นยุคที่เราพ้นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมาสู่ยุคสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง สถาบันการศึกษาที่จะเกิดในยุคนี้ เป็นสถาบันที่ไม่ได้สอนให้ผู้เรียนมีแต่เพียงประดิษฐกรรม แต่ต้องให้มีนวัตกรรม ซึ่งเกิดจากการบูรณาการระหว่างศาสตร์ต่างๆ ตัวอย่างของสถาบันระดับอุดมศึกษาในยุคของ Education 3.0 มีหลายแห่ง และหนึ่งในนั้นก็คือ สถาบันวิทยสิริเมธี หรือ VISTEC ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของเรา

ผมมีความเชื่อว่า โรงเรียนกำเนิดวิทย์และสถาบันวิทยสิริเมธีที่ ปตท.อุดหนุนนี้ จะสามารถไต่ขึ้นไปติดลำดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ 1 ใน 50 ของโลก เป็น World Research University ภายในปี ค.ศ.2035 หรือ พ.ศ.2578 อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างแน่นอน

เพราะคณะริเริ่มและก่อตั้งโรงเรียนและสถาบันแห่งนี้ มีความเป็นระดับโลก มีความเป็นสากล มีความมุ่งมั่น มีประสบการณ์ มีจิตวิญญาณด้านการศึกษา มีทุน ฯลฯ

พรุ่งนี้ขออนุญาตกลับมารับใช้ต่อในเรื่องนี้ครับ.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th
www.nitipoom.media
www.facebook.com/nitipoom.thailand