วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน” มือปราบงาช้าง พ้นวิกฤติ“ไซเตส”

เป็นอีกหนึ่งในวิกฤตการณ์ที่ประเทศไทยถูกบีบคั้นจากประชาคมโลก เมื่อสำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาไซเตส (CITES) ประกาศให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 8 ประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศผู้ค้าและเป็นทางผ่านของการค้างาช้างอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศยูกันดา เคนยา แทนซาเนีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สาธารณรัฐประชาชนจีน

ไทยเคยถูกเตือนมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี พ.ศ.2556

ประเทศไทยถูกมองว่า มีความล่าช้าทั้งในเรื่องการแก้ไขกฎหมายให้ช้างแอฟริกาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองเพื่อห้ามการครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และการออกกฎหมายควบคุมการค้าและการครอบครองงาช้างบ้านภายในประเทศ จึงเสนอให้ระงับการค้าภายใต้อนุสัญญาไซเตสกับประเทศไทย

จะส่งผลให้ประเทศไทยต้องสูญเสียรายได้กว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี

แต่จากการเจรจาต่อรองของรัฐบาล และผลการปฏิบัติหน้าที่จริงจังของรัฐบาล

คณะกรรมการอนุสัญญา CITES ยินยอมชะลอมาตรการคว่ำบาตรออกไป

เปิดโอกาสให้พี่น้องคนไทยได้หายใจหายคอ

ก่อนที่จะถูก “บัญชีดำ” ล้มครืนพังพาบล้มหมดเศรษฐกิจไทย

แต่มีเงื่อนไขว่า ประเทศไทยจะต้องส่งแผนปฏิบัติการฉบับแก้ไขไปยังสำนักเลขาธิการฯพิจารณาภายในวันที่ 30 กันยายน 2557 และต้องดำเนินการตามกิจกรรมให้แล้วเสร็จภายใน 31 มีนาคม 2558

1.การตรากฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับที่เหมาะสม เพื่อเอื้อต่อการควบคุมการค้างาช้างบ้านภายในประเทศและมีการกำหนดโทษต่อผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด

2.การตรากฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับที่กำหนดให้มี ระบบการจดทะเบียนงาช้างบ้านภายในประเทศ, ระบบที่มีประสิทธิภาพเพื่อการจดทะเบียนและออกใบอนุญาตผู้ค้างาช้าง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายและบทกำหนดโทษแก่ผู้กระทำผิด ขอให้ประเทศไทยแจ้งผลการดำเนินงานให้สำนักเลขาธิการฯ CITES ทราบ

3.การเพิ่มความพยายามในการติดตามและควบคุมผู้ค้างาช้างและข้อมูลงาช้าง เพื่อการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามการค้างาช้างที่ผิดกฎหมาย รวมถึงตัวชี้วัดที่สามารถตรวจวัดได้

ขอให้ประเทศไทยส่งผลการดำเนินการ ให้คณะกรรมการ CITES ภายใน 15 ม.ค.2558 และหากผลยังไม่เป็นที่พอใจ จะส่งเอกสารแจ้งการระงับการค้ากับประเทศไทยทางไปรษณีย์ตามขั้นตอน

ชีวิตคนไทยผูกพันกับช้าง ถือเป็นสัตว์ประจำชาติ คู่บ้านคู่เมืองของไทย เพราะในอดีตเคยได้รับเกียรติให้เป็นพาหนะยามออกศึกของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตและเป็นสัตว์คู่พระบารมีอีกด้วย อีกทั้งมีการนำธงชาติประทับลายช้างเผือกไว้ และจากประวัติ-ศาสตร์ชาติไทย ช้างมีความสำคัญ ทั้งในด้านการรบ ศึกสงคราม ยุทธหัตถี ปกป้องประเทศชาติบ้านเมืองก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันแม้คนไทยจะให้ความสำคัญกับช้าง แต่ก็มีการค้าขายงาช้างกันเป็นเรื่องปกติ การนำงาช้าง มาทำเป็นเครื่องประดับ หรือทำเป็นเครื่องรางของขลัง ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย

ไม่ได้คำนึงถึงกระบวนการได้มาเลยว่าเป็นอย่างไร

ช้างจำนวนมากถูกฆ่าตายเพียงเพื่อจะตัดเอางาไปขาย เพราะประเทศไทยยังไม่เคยมีกฎหมายบังคับใช้เกี่ยวกับเรื่องการค้าการครอบครองงาช้าง

นายทุนในประเทศแถบแอฟริกามองว่า ประเทศไทยมีช่างฝีมือแกะสลักอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมักลักลอบส่งงาช้างแอฟริกาเข้ามาแกะสลักเพื่อเพิ่มมูลค่าในประเทศไทย เพื่อขายในประเทศหรือส่งต่อไปขายยังประเทศอื่น

รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทส. ควบคุมกำกับดูแลการดำเนินการอย่างจริงจัง จนสามารถกำหนดให้ช้างแอฟริกาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ห้ามการครอบครองและค้างาช้างโดยเด็ดขาด และตรา พ.ร.บ.งาช้าง 2558 มาควบคุมการค้างาช้างบ้านภายในประเทศได้เป็นผลสำเร็จ

ส่วนด้านการบังคับใช้กฎหมาย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เสนอชื่อ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. เป็นประธานคณะอนุกรรมการบังคับใช้กฎหมาย

มีคณะอนุกรรมการประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 38 หน่วยงาน อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช, กรมศุลกากร, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมปศุสัตว์, กรมการปกครอง, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), การท่าเรือแห่งประเทศไทย, สำนักอนุรักษ์ทั่วประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติสั่งให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามการค้างาช้าง ตร. ขึ้นโดยผลักดัน พ.ร.บ.งาช้าง 2558 มีผลใช้บังคับ และเปิดโอกาสให้ประชาชนแจ้งการค้าและการครอบครองงาช้างได้ภายใน 21 เม.ย.58 ที่ผ่านมานั้น ชุดเฉพาะกิจงาช้าง ตร. ก็ได้ดำเนินการตรวจสอบโดยละเอียดเกี่ยวกับผู้ที่ค้างาช้าง

มีผู้เคยขออนุญาตค้างาช้างทั่วประเทศจำนวน 261 ร้าน ได้สั่งให้มีการตรวจสอบโดยละเอียด เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง ตร.กับกรมอุทยาน-แห่งชาติฯ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจสอบหลายร้านได้เลิกขายไปแล้ว เช่น กรุงเทพมหานคร 14 ร้าน, อยุธยา 7 ร้าน, บุรีรัมย์ 12 ร้าน, สุรินทร์ 48 ร้าน, นครสวรรค์ 21 ร้าน และสุโขทัย 2 ร้าน ส่วนจังหวัดอื่นๆก็อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

ผู้ครอบครองงาช้างเกือบ 40,000 ราย ได้สั่งให้มีการตรวจสอบผู้ที่มีงาช้างไว้ในความครอบครองจำนวนมากว่า มีพฤติการณ์ที่สุ่มเสี่ยง หรือเป็นขบวนการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้างาช้างหรือไม่ หากพบให้ดำเนินการโดยเด็ดขาด

ด้านการสืบสวนปราบปราม เน้นการจัดทำข้อมูลท้องถิ่น ร้านค้า ผู้จำหน่าย โรงงานผลิต และเข้มงวดตรวจตราตามแนวชายแดน ท่าเรือสนามบินนานาชาติ และไปรษณีย์ระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันการนำเข้า-ส่งออกและนำผ่าน และมีการตั้งจุดตรวจจุดสกัดมิให้มีการลำเลียงภายในประเทศ

ส่วนด้านการป้องกันและแสวงหาความร่วมมือ ได้จัดอบรมให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน อาสาสมัคร และทำกิจกรรมรณรงค์สร้างจิตสำนึกมิให้มีการค้าหรือใช้ประโยชน์จากงาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้างที่ผิดกฎหมายผลจับกุมผู้กระทำความผิดได้อย่างต่อเนื่อง เช่น การจับกุมขบวนการค้างาช้างที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2557

โดยสามารถสืบสวนขยายผลจับกุมนายทุนผู้ร่วมขบวนการซึ่งเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน และการจับกุมการลักลอบนำผ่านงาช้างรายใหญ่จากประเทศคองโก และเคนยาทางเรือ เมื่อวันที่ 20 และ 25 เม.ย.2557 โดยมีกรมศุลกากรเป็นหน่วยงานหลัก สืบสวนจากความผิดปกติของการขนส่งสินค้า ได้งาช้างของกลางน้ำหนักกว่า 5 ตัน

ได้ร่วมกับตำรวจสากลสืบสวนขยายผลทราบแหล่งที่มาเส้นทางการขนส่งและผู้รับสินค้าปลายทาง

รวมตั้งแต่เดือน เม.ย.2557 ถึง มิ.ย.2558 จับกุมผู้ต้องหาลักลอบค้างาช้าง ทั้งงาช้างบ้าน และงาช้างแอฟริกาได้ทั้งสิ้น 23 คน งาช้าง 58 ท่อน 1,257 กิ่ง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้าง 1,486 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท

ส่วนการควบคุมการค้างาช้างบ้านภายในประเทศ ได้มีการตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจในพื้นที่วิกฤติ 12 ชุด ใน 12 จังหวัดเป้าหมาย และมีชุดเฉพาะกิจส่วนกลางอีก 6 ชุด เพื่อสืบสวนปราบปรามจับกุมผู้ลักลอบค้า นำเข้า-ส่งออกงาช้างแอฟริกา และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุทยานแห่งชาติฯ, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมปศุสัตว์ และกรมการปกครอง ออกตรวจสอบร้านค้าที่ได้ขออนุญาตค้าไว้ ว่ามีการทำบัญชีและแสดงที่มาของงาช้างที่นำมาจำหน่ายว่าได้ดำเนินการถูกต้องหรือไม่ เพื่อควบคุมไม่ให้มีการนำงาช้างแอฟริกามาสวมจำหน่าย

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “นับแต่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันดำเนินการกันอย่างจริงจัง และส่งรายงานรอบแรกไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2558 ที่ผ่านมา เป็นผลให้สำนักเลขาธิการฯ CITES ได้ทำหนังสือมายังประเทศไทยแสดงถึงความพึงพอใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย ทั้งนี้ จะมีการประเมินประเทศไทยอีกครั้งในเดือนกันยายน 2558 นี้ ซึ่งถึงวันนี้ จากผลสำเร็จของการดำเนินการของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ถูกคว่ำบาตรจาก CITES ได้ในที่สุด และขอยืนยันว่า การปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับงาช้าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญและจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป”

นโยบายที่จริงจังเข้มแข็งของรัฐบาลภายใต้การปฏิบัติอย่างเป็นระบบของรัฐบาล ทั้งการปราบปราม จับกุม แก้ไขกฎหมายควบคุมการค้างาช้างที่ไทยเป็นไปตามอนุสัญญาไซเตส ได้ส่งผลให้การลดมาตรการระงับการค้าไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกคลายแรงกดดันลงมา

ต้องยอมรับตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติอยู่เบื้องหลังการแก้ไขสถานการณ์ค้างาช้าง ได้ทุ่มเทลงพื้นที่กำชับปรับมาตรการในเรื่อง อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการค้างาช้างที่เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล.

ทีมข่าวอาชญากรรม

27 มิ.ย. 2558 10:00 ไทยรัฐ