วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บางโร-ตะโกลา

โดย บาราย

ในชุดความรู้ลุ่มลึกหลากหลาย จากหนังสือ “รอยลูกปัด” (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2552) บัญชา พงษ์พานิช เขียนถึงตอนบางโร คุระบุรี โดยเกริ่นนำเรียกความสนใจไว้ว่า หรือคือเมืองท่าตะโกลา ในตำราปโตเลมี

บางโรเป็นลูกควนเล็กๆ ริมคลองนางย่อน

เหนือน้ำขึ้นไปจากตลาดคุระบุรีไม่ถึงกิโลเมตร มีถนนเลียบคลองย้อนขึ้นไปถึงสวนยางใหญ่ ตรงพื้นที่ชายคลองแคบๆที่โล่งว่างอยู่นั้น ชาวบ้านบอกว่า คือควนบางโรที่เคยสูงหลายเมตร แต่ถูกขุดตักเพื่อหาลูกปัด และเอาไปถมที่ถมบ้านจนราบแล้ว

“นี่คือแหล่งสุดท้าย ที่ผมได้ตามรอยลูกปัดอย่างจริงจัง”

ช่วงเวลาที่บัญชา พงษ์พานิช ไปถึงบางโร คือปี 2548 หลังเหตุคลื่นสึนามิไม่นาน...ชาวบ้านชวนไปดูลูกปัด และของแปลกๆ บ้างวางไว้ทิ้งไว้ชายคาบ้านเรือน ใส่ตะกร้ากล่องกุบเก็บไว้ในห้องหลังบ้าน หรือไม่ก็ขึ้นหิ้งบูชา

ก้อนหินสีเหลืองอำพัน...ก้อนใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่าเต่ายักษ์ กลางทางข้างคลอง หมอบัญชาดูแล้วก็รู้ว่าเป็นก้อนแก้ววัตถุดิบที่หลอมลงเบ้ารูปทรงครึ่งซีกกลม เพื่อเอาไว้ผลิตเครื่องแก้ว

“หลอมที่ไหน เมื่อไหร่ เอาไปไหน โดยใคร แล้วทำไมมาทิ้งที่นี่” เป็นคำถามในใจ

ลูกปัดบางโร เท่าที่บัญชา พงษ์พานิช พบส่วนใหญ่เป็นเนื้อแก้ว ส่วนหินน้ำค้างและคาร์เนเลียนนั้น มีไม่มาก อาเกต อเมทิสต์ และโกเมน ยิ่งพบน้อยมาก อเมทิสต์รูปหอยสังข์เม็ด

หนึ่ง โกเมนคล้ายสิงห์ ยังไม่ทำเสร็จอีกเม็ดหนึ่ง

ลูกปัดเขียนลายกากบาท แตกต่างจากแหล่งอื่น...พบไม่มาก

ลูกปัดบางโร เริ่มแต่แก้วอินโดแปซิฟิก สีแดง ฟ้า เหลือง กลุ่มหลอดแก้ว ก้านผักบุ้ง ที่เป็นหลอดสั้นๆ สีอิฐ รวมทั้งอิฐไส้ดำขนาดเล็ก สแลนลายแถบสี มีคู่หนึ่งเป็นลูกปัดลายแถบเกลียวคู่ รูปทั้งกลุ่มแก้วโมเสกนกยูง และลายตา แม้มีจำนวนน้อย

แต่ก็มีความหลากหลายสูง ไม่ว่าจะเป็นวิธีทำ รูปแบบ และยุคสมัย

ลูกปัดแก้วที่ไม่เหมือนที่ไหนในภาคใต้ คือ ลูกปัดแก้วหล่อ รูปทรงคล้ายฆ้อง เรียกลูกปัดทรงสถูป พบมากในศรีลังกาและแหล่งร่วมสมัยทวารวดีของประเทศไทย

ยังมีการพบเศษชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินดิบ ดินเผารูปคนและสัตว์ หลายแบบหลายเผ่าพันธุ์ รวมถึงใบหน้าสำริดชิ้นหนึ่ง ซึ่งซีกขวาหายไป แต่ริมฝีปากที่แย้มรับกับอาการหลับตาพริ้ม พร้อมรอยกันเหนือหน้าผากนั้น

บัญชา พงษ์พานิช บอกว่า ชวนให้นึกถึงใบหน้าผู้ทรงศีลทรงธรรมในศาสนา ฯลฯ

มีนิทานปรัมปรา เล่าถึงพ่อตารัศมี แม่นางดำ แม่นางขาว ตายมดึง ตาโจงโดง และกล่าวถึงชื่อบ้านนามเมืองสำคัญ คือ ชื่อบ้านคุระ ซึ่งขณะนี้กลายเป็นอำเภอคุระบุรี ครอบคลุมพื้นที่บ้านคุระ และนางย่อนเดิม กับ เมืองตะโกลา

เมืองตะโกลา ตำนานระบุว่าอยู่ใต้ลงไปจากคุระ–นางย่อน และต่อมาตะโกลาก็กลายเป็นตะกั่วป่า

บัญชา พงษ์พานิช บอกว่า หลักฐานร่องรอยทางโบราณคดี ที่พบในบริเวณตะกั่วป่า เกาะคอเชา และเขาพระนารายณ์ ระบุว่า เป็นเมืองท่าค้าขาย ไม่เก่ากว่าพุทธศตวรรษที่ 13

ขณะที่ตะโกลา ตามหลักฐานประวัติ-ศาสตร์โบราณคดีเชื่อว่าน่าจะมีอายุอยู่ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 5–16

ชาวบ้านบอกชื่อคุระ มาจากคำโคราก พร้อมกับเล่าว่า แต่ก่อนมีต้นคุระเป็นจำนวนมาก ริมคลองสายเล็กออกทะเลได้ของบ้านคุระ มีท่าคุระอยู่ด้วย

บริเวณนั้นยังไม่พบหลักฐานโบราณคดี แต่คำว่า ท่าคุระ สะดุดหู

หลักฐานที่พบ ณ ควนบางโร และนางย่อน ซึ่งห่างจากท่าคุระหรือบ้านคุระเพียง 2-3 กิโลเมตรนั้น เก่าแก่กว่าตะกั่วป่ามาก

รวมกับหลักฐานการพบรายรอบอีกมากมาย กระทั่งขึ้นไปทางเหนือที่ภูเขาทอง และบางกล้วย เพียง 30 กว่ากิโลเมตร มีอายุร่วมสมัยได้ถึงพุทธศตวรรษที่ 5

บัญชา พงษ์พานิช ตั้งข้อสมมติฐาน

“ก็อาจจะเป็นอาณาจักรร่วมของตะโกลา ที่น่าจะหมายถึงอาณาบริเวณปากแม่น้ำตะกั่วป่าและตอนเหนือที่สืบทอดมากว่าพันปีแล้ว ค่อยๆ

เลื่อนศูนย์ลงใต้ จากภูเขาทอง บางกล้วยลงมาควนบางโร แล้วไปจบที่ทุ่งตึก เกาะคอเขา

และอาจจะกว้างข้ามเกาะภูเก็ตลงใต้ไปไกลถึงคลองท่อม (กระบี่) ที่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรด้วย”

“ผมไม่รู้ว่าจะไปถามพ่อตารัศมี แม่นางดำ แม่นางขาว ตายมดึง ตาโจงโดง หรือใคร ให้ตัดสินได้ ”

ปโตเลมีนั้นก็เชื่อกันว่าเขียนตามคำบอกเล่า...อยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย...ไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง

บัญชา พงษ์พานิช ใช้อารมณ์ขันทิ้งท้ายข้อเขียนตอนนี้ ดังนี้

“แต่ขอร้องนะครับ อย่าเอาพ่อตารัศมีของคนนางย่อนไปโยงกับปโตเลมี ที่ปากแม่น้ำไนล์ เพราะออกเสียงคล้ายๆกัน เนื่องจากไม่น่าจะเป็นคนเดียวหรือข้องเกี่ยวอะไรกันได้เลย”.

บาราย