วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไประลึกความหลัง ฟาร์มจระเข้ปากน้ำ

โดย ซูม

ทีมงานซอกแซกนำท่านผู้อ่านขึ้นเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงสหรัฐอเมริกาและอิตาลี เพื่อดูชมละครมิวสิคัล ที่มีคนไทยเป็นผู้กำกับและเป็นพระเอกที่แคลิฟอร์เนียกับไปทอดน่องเดินชมงานยักษ์ระดับโลก “เอ็กซ์โป 2015” ที่เมืองมิลาน ถึง 2 สัปดาห์ซ้อนๆ

สัปดาห์นี้ขอกลับสู่มิติเดิม คือหันมาซอกแซกในประเทศไทยของเราอย่างเคย โดยยกทีมไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่ของไทยแลนด์แดนสยาม “ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ” ถือเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลบิ๊กตู่ ที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีท่องเที่ยววิถีไทยว่างั้นเถอะ

เหตุที่ตัดสินใจไปปากน้ำ นอกจากจะเป็นเพราะนโยบายท่องเที่ยววิถีไทยดังกล่าวแล้ว น่าจะเป็นเพราะหัวหน้าทีมเป็นแฟน “จระเข้” มาแต่ไหนแต่ไร จำได้ว่าเคยเขียนถึงฟาร์มจระเข้สมุทรปราการเอาไว้เมื่อ 30 ปีก่อนโน้น สมัย “ลุงเย้า” หมอจระเข้ตัวฉกาจยังมีชีวิตอยู่ ก็เลยอยากจะกลับไปรำลึกความหลังว่างั้นเถอะ

ชื่อเต็มๆของฟาร์มจระเข้แห่งนี้ก็คือ “ฟาร์ม จระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ” เพราะนอกจากจะมีฟาร์มเลี้ยงจระเข้แล้วก็ยังมีสวนสัตว์ขนาดย่อมๆ มีสัตว์หลายๆชนิดแถมให้ดูชมอีกด้วย

ถ้าจะบอกว่าที่นี่คือต้นตำรับของฟาร์มจระเข้ตัวจริงเสียงจริงแห่งแรกของประเทศไทยก็คงจะไม่มีใครคัดค้านได้ เพราะตามประวัติบอกว่าตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.2493 หรือประมาณ 65 ปีเข้านี่แล้ว

ถ้าเป็นคนก็ต้องถือว่าเป็นผู้สูงอายุหรือท่าน ส.ว. เกษียณอายุราชการไปเรียบร้อย

แต่เผอิญเป็นฟาร์มจระเข้จึงยังยืนหยัดรับใช้พี่น้องประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาได้อย่างยาวนาน และน่าจะรับใช้ได้ต่อไปอีกยาวนานในอนาคตเช่นกัน ถ้ามีการปรับปรุงอะไรบ้างดังที่จะฝากเป็นข้อสังเกตเอาไว้ในช่วงท้ายๆ

คงจะนึกภาพออกนะครับว่าฟาร์มจระเข้ฯสมุทรปราการนั้นอยู่ตรงไหน? แต่ถ้านึกไม่ออกก็ขอให้ขับรถไปเรื่อยๆ ไปทางถนนสุขุมวิทดั้งเดิมนี่แหละ ผ่านตัวเมืองสมุทรปราการมาสัก 3 กิโลเมตร ก็จะถึงตำบลท้ายบ้าน ในเขตเทศบาล ตำบลบางปู จะมองเห็นป้ายบอกทางเลี้ยวเข้าชัดเจน

ทีมงานซอกแซกไปเยือนครั้งแรก ถนนสุขุมวิทยังไม่ใหญ่โตเท่าเดี๋ยวนี้ และยังไม่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าแบบลอยฟ้าอย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้ด้วย จึงไปได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องนั่งอึดอัดเพราะรถติดเป็นช่วงๆ

แต่ก็เอาเถอะรักกันจริงเสียอย่างนั่งสวดมนต์ไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ถึงจนได้ ซึ่งจะต้องเลี้ยวผ่านถนนแคบๆ เหมือนเข้าหมู่บ้านต่างจังหวัดสักช่วงหนึ่ง จากนั้นก็จะถึงบริเวณหน้าฟาร์มจระเข้ ซึ่งมีที่สำหรับจอดรถได้มากพอสมควร

สนนราคาค่าเข้าชมในอินเตอร์เน็ตเขียนไว้ว่าผู้ใหญ่ 60 บาท สำหรับคนไทยคงจะเป็นอัตราเก่า เพราะล่าสุดขึ้นเป็น 80 บาท เรียบร้อย ส่วนอัตรานักท่องเที่ยวไม่ทราบว่าเขาคิดเท่าไร แต่จะต้องแพงกว่าราคาคนไทยอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับอัตราการเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวทั้งหลาย

เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปก็จะเจอร้านขายของที่ระลึกก่อนอื่น จากนั้นก็จะเป็นรูปปั้นไดโนเสาร์อยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ แล้วก็มีสัตว์อื่นให้ดูเป็นระยะๆ เช่น เสือ ลิง ชะนี กวาง และแน่นอน ช้าง สัตว์ใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์คู่กับจระเข้ของฟาร์มจระเข้แห่งนี้

เดินไปเรื่อยๆก็จะเจอบ่อจระเข้ขนาดมหึมาที่เขาทำเป็นทางเดินมีหลังคาให้เราเดินขึ้นไปดูจระเข้ที่อยู่ในบ่อ หรือความจริงควรจะเรียกว่าสระขนาดใหญ่ด้านล่างได้อย่างใกล้ชิด

ทั้งตัวใหญ่ ตัวเล็ก นอนเกยบนซีเมนต์บ้าง แช่อยู่ในน้ำบ้าง เต็มพรืดไปหมด ซึ่งจากข้อมูลที่สอบถามมาจากพนักงานได้ความว่าทั้งฟาร์มมีจระเข้ถึง 60,000 ตัว (นอกจากบริเวณที่เขาจัดให้ดูแล้วยังมีที่เพาะเลี้ยงใกล้ๆกันอีกหลายบ่อ) น่าจะเป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เท่าที่จำได้ทางเดินสมัยก่อนเป็นไม้ธรรมดาๆ ไม่ได้ทาสีอะไรวิจิตรพิสดาร หลังคาก็น่าจะธรรมดาแบบเรียบๆง่ายๆ แต่ปัจจุบันนี้ทาสีแดงทั้งสะพานและทั้งเรือนนั่งพักกลางสระพร้อมกับมีอักษรจีนติดไว้มากกว่าอักษรไทยเสียอีก

น่าจะเป็นเพราะสีแดงเป็นสีมงคลของชาวจีน และปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวมากที่สุด จึงต้องทาสีแดงต้อนรับและขึ้นอักษรจีนเต็มพรืดด้วยประการฉะนี้

แม้ในวันที่ทีมงานซอกแซกไปเดินก็ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามามากกว่าคนไทย โดยเฉพาะตอนไปนั่งดู “การแสดงโชว์จับจระเข้” ในเวทีที่สร้างไว้เป็นอัฒจันทร์รอบๆลานแสดงขนาดย่อมนั้น เป็นนักท่องเที่ยวจีนเสีย 70 เปอร์เซ็นต์

การแสดงจระเข้โชว์ก็คล้ายๆกับที่ลุงเย้าเคยโชว์สมัยก่อน แต่ไม่รู้ซีสมัยนั้นรู้สึกว่าตื่นเต้นกว่านี้นะ เพราะยุคนี้มีแต่ใช้มือล้วงหยิบเงิน (ที่คนดูโยนทิปมาให้) ออกจากปากจระเข้กับเอาศีรษะ เข้าไปจ่อเวลาจระเข้อ้าปากเท่านั้น

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวจีนรู้สึกจะชื่นชอบกันมากมีเสียงเฮฮาและมีเสียงตะโกนด้วยความชอบใจพร้อมกับโยนเงินลงสระให้ทิปหมอจระเข้มากพอสมควรในแต่ละรอบ

จากการแสดงจระเข้ก็ไปถึงการแสดงของช้างหรือช้างโชว์ ซึ่งอยู่อีกเวทีหนึ่งไม่ใกล้จากเวทีจระเข้เท่าไรนัก

ยังคงเหมือนเดิมครับ มีช้างเต้นรำ ช้างเตะฟุตบอล แข่งวิ่งเร็วช้าง ฯลฯ

จบแล้วมีช้างมายืนให้ลอดท้อง เพื่อเป็นสิริมงคลด้วยโดยไม่ต้องเสียอะไร พร้อมทั้งจะมีช้างเดินแวะมาที่อัฒจันทร์ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปใกล้ๆ ซึ่งใครจะซื้อกล้วยให้ช้างหรือจะทิปเงินให้ควาญช้างก็สามารถทำได้ในช่วงนี้

หลังจากชมการแสดงที่เป็นจุดเด่นทั้งจระเข้และช้างเรียบร้อยแล้วทีมงานซอกแซกก็ใช้เวลาเดินอ้อยอิ่งดูโน่นดูนี่อีกนิดหน่อยก่อนจะโบกมืออำลาด้วยความรู้สึก 2 ประการ

ในประการแรกก็คือต้องขอขอบคุณฟาร์ม จระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ที่ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายการค้าสำคัญของอุต– สาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนรับนักท่องเที่ยวหลายชาติหลายภาษา

ประการที่สองเป็นความรู้สึกในเชิงปลงอยู่หน่อยๆ ว่าคงเป็นเพราะทำหน้าที่มานานเหลือเกิน อะไรต่อมิอะไรจึงดูถดถอยลงไปกว่าที่เคยเห็นสมัยก่อนเยอะ

ถ้ามีโอกาสอย่าลืมปรับปรุงโน่นนี่บ้างนะครับ เช่น ทำให้สวยขึ้น ใหม่ขึ้น และตอนจระเข้โชว์ก็ให้ตื่นเต้นมากขึ้นจะช่วยให้ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการแห่งนี้อยู่รับใช้ประเทศไทยไปอีกนานเท่านาน.

“ซูม”