วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รวบ14นศ.ต้าน 'บิ๊กตู่' ฮึ่มฟันคนชักใย

‘ประวิตร’ซัดนักการเมืองขั้วเก่าป่วน

“บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม-บิ๊กโด่ง” ฟันธงกลุ่มการเมืองชักใยนักศึกษาต้าน คสช. “ประยุทธ์” เผยมีหลักฐานพร้อมจัดการคนสนับสนุน “ประวิตร” ซัดนักการเมืองขั้วเก่าบงการป่วน “อุดมเดช” ฮึ่มเกินกรอบ ก.ม.โดนดำเนินคดี เล็งเรียกคุยกลุ่มไม่พอใจรัฐบาล ตร.-ทหารปิดล้อมเซฟเฮาส์กดดันกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ศาลทหารออกหมายจับ 14 แกนนำ ตร.บุกรวบ นศ.นั่งร้องเพลงรอไม่ขัดขืน สหรัฐฯแฉซ้ำไทยติดอันดับละเมิดเสรีภาพร้ายแรง “บิ๊กตู่” หงุดหงิดไม่หาย โวยสื่อจ้องจับผิดเหมือนหมาป่ากับลูกแกะ บางคนจ้องล้ม ไม่ได้ติเพื่อก่อ ชี้สั่งเด้ง 71 ขรก.ยังไม่ถือว่าผิด “วิษณุ” แจงย้ายออกเปิดทางสอบพันทุจริต ป.ป.ช.เปิดกรุสมบัติ “ปู-รมต.” 10 คน “ยิ่งลักษณ์” ทรัพย์สินลด 4.9 ล้าน “ประชา” บ้านแตก หย่าเมียเงินหดวูบ 300 ล้าน สนช.ปิดประตู 248 อดีต ส.ส.ยื่นหลักฐานเพิ่ม นัดแถลงเปิดคดีสอย 15-16 ก.ค.

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งโยกย้ายข้าราชการและผู้บริหารท้องถิ่นระลอกสอง รวม 71 รายนั้น

“บิ๊กตู่” ปลุกอุดมการณ์ข้าราชการ

เมื่อเวลา 10.00 น.ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักนายกรัฐมนตรีครบรอบปีที่ 83 โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับข้าราชการที่มาร่วมงานตอนหนึ่งว่า สัญญาว่าจะทำอย่างไรให้ข้าราชการเข้มแข็ง วันนี้ยังไม่ได้คิดว่าตนเป็นนักการเมือง ยังเป็นข้าราชการเหมือนเดิมตนปกครองกองทัพมา 4 ปี และเป็นทหารผู้น้อยมาอีก 30 กว่าปี ปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย ไม่ให้ตัวเองไปสู่ทางที่ต่ำ ตนไม่เคยรังเกียจนักการเมือง หรือประชาธิปไตย แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง และต่อจากนี้ปัญหาต่างๆ อาจจะรุนแรงมากขึ้น เช่น ภัยแล้ง ข้าราชการต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ไม่ใช่ว่านายสั่งอย่างนี้ แล้วทำตามคำสั่งไปเรื่อย จะเกิดความขัดแย้งกับประชาชน ทำให้ประเทศชาติแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำให้ฝ่ายการเมืองที่ไม่ดีเข้ามาควบคุมกลุ่มต่างๆ เราต้องช่วยกันกำหนดอนาคตประเทศ ตนไม่ได้คิดถึงตัวเอง ไม่คิดจะเข้ามาตรงนี้ แต่เข้ามาเพราะจำเป็น เชื่อว่าข้าราชการทุกคนดึงเอาอุดมการณ์กลับมา ทำให้ทุกอย่างเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด มีคนพูดว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรเท่าเทียมกัน แต่กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจะทำให้ทุกคนเข้าถึงสิ่งต่างๆ ด้วยความเท่าเทียม

แจงย้าย 71 ขรก.ยังไม่ผิด

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2558 โยกย้ายข้าราชการ 71 ราย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ว่า ยังไม่ถือว่าทั้งหมดมีความผิด เป็นการรวบรวมรายชื่อที่มีการร้องเรียนอยู่ในกระบวนการตรวจสอบทั้งหมด ถ้าเรื่องไหนที่สำคัญมาก หรือเป็นปัญหาใหญ่จำเป็นต้องรื้อตำแหน่งระดับสูงให้ขยับออกมาก่อน เพื่อให้เกิดการสอบสวนหาพยานหลักฐานในเชิงประจักษ์ให้ได้ แต่ถ้าไม่ผิดก็กลับมาที่เดิม เพราะไม่ได้ตั้งใครรักษาราชการ อย่าเพิ่งไปกล่าวหาอะไรเลย มันจะเสียหาย เคยบอกแล้วว่าทำอะไรก็ตาม มันจะเสื่อมเสียถึงครอบครัว วงศ์ตระกูล ลูกหลาน ฉะนั้นอย่าเพิ่งไปตำหนิขนาดนั้น จะให้ความเป็นธรรมทุกคน อย่าให้ต้องใช้อำนาจอย่างเดียวเลยในการลงโทษ เพราะจะไม่มีวันจบสิ้น ต้องใช้กระบวนการยุติธรรมดีกว่า

แค่เปิดทางสะดวกสอบทุจริต

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นรายชื่อโยกย้ายข้าราชการชุดที่ 2 จากกว่า 200 คน ต้องทำความเข้าใจว่า ยังไม่ได้บอกว่าผิดและไม่ได้ย้าย เพียงเอาออกมาเพื่อให้การสอบสวนเดินหน้าไปได้สะดวกเท่านั้น ตำแหน่งยังอยู่หมด ไม่มีใครหลุดจากตำแหน่งเลย กระทรวงจะตั้งคนไปรักษาการแทน หากพบว่ามีความผิดก็จะฟ้องแพ่งและอาญา ตำแหน่งเหล่านี้อาจต้องพ้นเพื่อให้ตั้งคนใหม่แทน กรณีนายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ในบัญชีที่ 1 ครั้งที่แล้วก็เอาออกมา แต่ยังเป็นปลัดกระทรวงอยู่ อธิบดี รองอธิบดีก็อยู่ในข่าย ทำให้ต้องมีผู้รักษาการทั้งกระทรวงซึ่งไม่ดี กระทรวงจะเดินหน้าไม่ได้ ทั้งนี้ที่ใช้อำนาจมาตรา 44 เพราะจะไม่สามารถฟ้องร้องได้ เหตุนี้จึงใช้มาตรา 44 ผู้ที่โดนส่วนใหญ่เป็นคดีค้างเก่าก่อน 22 พ.ค.2557 ยังไม่มีคดีใหม่ ส่วนหลัง 22 พ.ค.อาจจะมีแต่รายชื่อลอตใหม่ยังไม่มี เชื่อว่าต่อไปอาจจะมีอีก

มท.1 ชี้เด้งผู้บริหารไม่กระทบ อปท.

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ที่ว่างลง นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้นายมนตรี นาคสมบูรณ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนเป็นการชั่วคราว ส่วนนายก อบจ.และผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง และถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้กระทบการทำงานของท้องถิ่น จึงไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งให้ผู้ทำหน้าที่แทน

“บิ๊กต๊อก” ชี้ขอความเป็นธรรมได้

ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. กล่าวในการประชุมคณะกรรมการ ศอตช.ว่า ใครก็ตามที่มีรายชื่อทั้งที่ออกโดยคำสั่งของ คสช. และรายชื่อที่ให้แต่ละหน่วยงานไปดำเนินการเองนั้น หากมั่นใจว่าไม่ได้กระทำผิด ก็สามารถขอความเป็นธรรมได้ เพราะไม่เคยพูดว่าใครผิด เพราะอำนาจการตัดสินผิดหรือถูกเป็นหน้าที่ของศาล ทั้งนี้ คนที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งระดับผู้บังคับบัญชาหรือใครก็ตาม จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

อาจารย์จี้สภา มมส.ไขก๊อกทั้งคณะ

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) หลังจากที่หัวหน้า คสช.มีคำสั่งให้นายศุภชัย สมัปปิโต รักษาราชการอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) หยุดปฏิบัติหน้าที่ นายวิรัตน์ ปานศิลา ประธานสภาคณาจารย์ มมส.พร้อมนิสิตกว่า 50 คน เข้ายื่นแถลงการณ์สนับสนุนคำสั่ง คสช. และขอให้ สภา มมส.ทั้งชุดแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งด้วย เพราะสภา มมส.มีส่วนทำให้การบริหารงานมหาวิทยาลัยเสียหายด้วย และเสนอให้ คสช.แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

อดีต ส.ส.พท.ขอใช้สิทธิแจงคดีสอย

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.50 น.ที่รัฐสภา บริเวณหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 200 คน ร่วมกันถ่ายรูปหมู่ พร้อมนำพวงมาลัยสักการะ ร.7 เพื่อเป็นสิริมงคล จากนั้นนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 เพื่อขอคัดค้านกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งรายงานและสำนวนไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. เพื่อให้ สนช.พิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่ง และขอใช้สิทธิแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตนเอง

นายสามารถกล่าวว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจ ส่งเรื่องนี้ให้ สนช.ถอดถอนและการดำเนินการของ ป.ป.ช.เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงอดีต ส.ส.ขอใช้สิทธิเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงแก้ข้อกล่าวหาด้วยตนเอง แต่ ป.ป.ช.กลับเร่งสรุปสำนวนและมีมติชี้มูลความผิด ส่งเรื่องให้ประธาน สนช.ถอดถอน โดยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เพิกถอนสิทธิผู้ถูกกล่าวหาที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองไว้ อดีต ส.ส.ในฐานะผู้ถูกกล่าวหามีความประสงค์ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายโดยแถลงและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ สนช.ด้วยตนเอง

สนช.นัดแถลงเปิดคดี 15–16 ก.ค.

เมื่อเวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสนช.โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม พิจารณาวาระเร่งด่วนในกระบวนการถอดถอน ส.ส. 248 คน ออกจากตำแหน่ง กรณียื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ นายสุรชัยชี้แจงว่า ป.ป.ช.แยกสำนวนคดีตามฐานความผิดออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ส.ส. 239 คน ที่ร่วมเข้าชื่อลงมติเสนอแก้ไขกฎหมายในวาระ 1 ถึง 3 กลุ่มที่ 2. ส.ส. 1 คนที่ลงมติเสนอแก้ไขกฎหมายในวาระ 2 และ กลุ่มที่ 3.ส.ส.10 คน ที่ร่วมเข้าชื่อลงมติเสนอแก้ไขกฎหมายในวาระที่ 1 และ 3 ในกลุ่มที่ 1 มีสมาชิก 2 คน ประกอบด้วยนายทองดี มนิสสาร และนายตุ่น จินตะเวช ถึงแก่กรรมไม่ต้องนำมาพิจารณาตามข้อบังคับ จากนั้นที่ประชุมกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนคดีของ ป.ป.ช.และ ส.ส.248 คน ในวันที่ 15-16 ก.ค. เวลา 10.00 น. พร้อมแจ้งให้สมาชิกยื่นญัตติข้อซักถามได้ถึงวันที่ 20 ก.ค.ภายใน เวลา 12.00 น.

พท.ยกมติไม่สอย 38 ส.ว.ขึ้นต่อสู้

ต่อมาที่ประชุม สนช.ได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง โดยนายสามารถ ตัวแทนฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงว่า ไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และขออนุญาตเพิ่มเติมพยานหลักฐานของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ประกอบด้วยคำขอจำนวน 6 ข้อ ซึ่งมี 3 คำขอ ที่เป็นเรื่องใหม่ อาทิ รายงานการประชุมของ สนช.เมื่อวันที่ 12 มี.ค.58 ที่ ประชุมลงมติไม่ถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ซึ่งเป็นฐานความผิดเดียวกับอดีต 248 ส.ส.จึงควรนำมาเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

มติเอกฉันท์ไม่ให้เพิ่มพยานหลักฐาน

ขณะที่นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.ตัวแทนฝ่ายผู้กล่าวหา กล่าวว่า ป.ป.ช.ขอคัดค้านทุกคำขอของผู้ถูกกล่าวหา เพราะ 3 รายการแรก มีอยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช.อยู่แล้ว ส่วนคำขอที่ 4 และ 5 ไม่มีอยู่ในสำนวนก็จริง แต่เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี เนื่องจากสำนวนนี้เป็นอำนาจของ สนช.ว่าจะถอดถอนหรือไม่ เมื่อ สนช.รับเรื่องแล้วถือว่าเป็นอันสิ้นสุด ไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจอีกต่อไป ส่วนคำขอที่ 6 ที่เป็นบันทึกผลการลงมติในการประชุมของ สนช.ที่มีมติไม่ถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ที่นั่น แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เป็นคนละกระบวนการกัน จากนั้นนายสุรชัยได้ขอให้สมาชิกลงมติว่าจะอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติมพยานหลักฐานทั้งหมด 6 คำขอ 7 รายการ หรือไม่ ในที่สุดที่ประชุมมีมติไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มพยานหลักฐานทั้ง 6 คำขอและ 7 รายการและสั่งปิดประชุม เวลา 13.27 น.

กมธ.หั่น รธน.เหลือไม่ถึง 300 มาตรา

เมื่อเวลา 09.00 น.นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในบททั่วไปและภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชนว่า พิจารณาไปแล้ว 33 มาตรา ส่วนใหญ่ได้แก้ไขถ้อยคำให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ที่แก้ไขเพิ่มเติม และได้เปลี่ยนชื่อภาค 1 จากพระมหากษัตริย์และประชาชน เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยยังคงคำว่า “พลเมือง” ไว้ แต่อาจปรับบางส่วน เชื่อว่าหลังการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญจะเหลือไม่ถึง 300 มาตรา

2 วันรื้อผ่านแล้ว 48 มาตรา

ต่อมาเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุม คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธานในการประชุม มีวาระการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยเป็นการพิจารณาในภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน หมวด 2 ประชาชน ส่วนที่ 2 สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตอนที่ 2 สิทธิมนุษยชน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้ กมธ.ยกร่างฯ ได้พิจารณารวม 2 วันได้ 48 มาตรา มีการปรับแก้ไขถ้อยคำเพียงเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสม แต่ไม่มีการแก้หลักการในส่วนนี้ กมธ.ยกร่างฯ จะประชุมต่อในวันที่ 29 มิ.ย. เวลา 09.00 น. เริ่มที่มาตรา 49 เกี่ยวกับพนักงาน ลูกจ้าง ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสาร ภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ

“วิษณุ” เสียดายตังค์ถามรัฐบาลอยู่ต่อ

ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญว่า ต้องรอฟังรายงานทางการก่อน ยังไม่ยุติ ส่วนที่ กกต.ระบุเรื่องคำถามการทำประชามติที่กำหนดไม่เกิน 3 ข้อ ต้องเชิญ กกต.มาประชุม แต่ยังไม่ได้เชิญ จะได้ครบ 3 ข้อหรือไม่ยังไม่รู้ หากถามอะไรไม่เป็นเรื่องเป็นราวอย่าไปถามเสียดายตังค์ เมื่อถามว่าจะถามเรื่องต่ออายุรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ก็เสียดายตังค์

เปิดกรุ “ปู” พ้นเก้าอี้ 1 ปีรวย 579 ล้าน

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำ คณะกรรมการ ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของอดีต ครม.รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ 10 คน กรณีพ้นจากตำแหน่ง 1 ปี เมื่อวันที่ 6 พ.ค.58 หลังถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พ.ค.57 ที่น่าสนใจ อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีทรัพย์สิน 612,379,231 บาท หนี้สิน 33,070,803 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ยืมมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 579,308,428 บาท

โดยมีทรัพย์สินประกอบด้วย เงินสด 14.2 ล้านบาท เงินฝากในบัญชีธนาคาร 24.9 ล้านบาท เงินลงทุน 115.3 ล้านบาท เงินให้กู้ยืม 108.3 ล้านบาท ที่ดิน 117.1 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ที่เป็นตึกแถว บ้านพัก และห้องชุด จำนวน 36 รายการ มูลค่า 162.3 ล้านบาท ยานพาหนะ 9 คัน มูลค่า 21.9 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 569,189 บาท และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ อาทิ ชุดเครื่องเพชร อัญมณี 57 รายการ นาฬิกาหรูยี่ห้อ โรเล็กซ์ ปา–เต็กฟิลิปส์ 9 รายการ และกระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อ hermes 7 ใบ รวมมูลค่า 45.6 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งล่าสุดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในกรณีการยื่นพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.57 พบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีทรัพย์สินลดลง 4.9 ล้านบาท

“ประชา” หย่าเมียจนวูบ 300 ล้าน

ส่วนบัญชีทรัพย์สินของอดีต ครม.อื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตรองนายกฯ มีทรัพย์สิน 75,014,334 บาท เมื่อเทียบกับสมัยที่ พล.ต.อ.ประชายื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งล่าสุด เมื่อช่วงพ้นตำแหน่งรองนายกฯ ที่มีทรัพย์สิน 396,696,211 บาท พบว่า พล.ต.อ.ประชามีทรัพย์สินลดลงถึง 321 ล้านบาท เนื่องจาก พล.ต.อ.ประชาได้แจ้งสถานะการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.กรณีพ้นตำแหน่ง 1 ปี เมื่อวันที่ 6 พ.ค.58 ว่า ได้หย่าขาดกับคุณหญิงวารุณี พรหมนอก คู่สมรสแล้ว เมื่อวันที่ 16 ก.พ.58 ทำให้ทรัพย์สินในส่วนของคู่สมรสหายไปถึง 286 ล้านบาท ประกอบกับทรัพย์สินส่วนตัวของ พล.ต.อ.ประชาก็ลดลง 30 กว่าล้านบาท ในส่วนของที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ ทำให้ทรัพย์สินปัจจุบันของ พล.ต.อ.ประชาเหลือเพียง 75 ล้านบาท ทั้งนี้ มีการระบุสาเหตุของการหย่าร้างว่า เนื่องจากฝ่ายชายประพฤตินอกใจฝ่ายหญิงหลายครั้ง จนฝ่ายหญิงจับได้ และฝ่ายชายก็ยอมรับผิด ทำให้ฝ่ายหญิงได้รับความอับอายต่อเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง และผู้ใหญ่ นำมาซึ่งความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส หากเป็นสามีภริยากันต่อไปก็จะมีแต่ความทุกข์ใจไม่รู้ที่สิ้นสุด จึงเป็นสาเหตุให้ต้องหย่าร้าง

“บิ๊กอ๊อด” ได้มรดกแม่รวยขึ้น 17 ล้าน

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ มีทรัพย์สิน 35,487,927 บาท ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รมว.แรงงาน มีทรัพย์สิน 169,784,021 บาท พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีต รมช.กลาโหม มีทรัพย์สิน 323,676,632 บาท โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นประมาณ 17 ล้านบาท ซึ่ง พล.อ.ยุทธศักดิ์แจ้งว่า ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากมรดกของมารดาจำนวน 11.3 ล้านบาท นอกจากนี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ยังมีทรัพย์สินที่น่าสนใจคือ พระเครื่อง จำนวน 204 องค์ มูลค่า 29 ล้านบาท และพระพุทธรูป 455 องค์ มูลค่า 20.4 ล้านบาท นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯและ รมว.คลัง มีทรัพย์สิน 53,245,709 บาท นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ มีทรัพย์สิน 966,155,309 บาท นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ มีทรัพย์สิน 15,325,124 บาท น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีทรัพย์สิน 14,846,527 บาท นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ มีทรัพย์สิน 46,714,901 บาท

อดีต ส.ว.ประจวบฯ รวยสุด 2.5 พันล้าน

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของอดีต ส.ว.กรณีพ้นตำแหน่งครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 1 และ 7 พ.ค.2558 จำนวน 68 คน โดยอดีต ส.ว.ที่รวยที่สุดคือ นายธันว์ ออสุวรรณ อดีต ส.ว.ประจวบคีรีขันธ์ มีทรัพย์สิน 2,511,816,914 บาท ส่วนใหญ่เป็นที่ดินย่าน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จำนวน 100 กว่าแปลงมีมูลค่ารวมกันถึง 2,460,771,250 บาท รองลงมาคือ นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ อดีต ส.ว.พิษณุโลก มีทรัพย์สิน 2,505,243,441 บาท นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย อดีต ส.ว.ภูเก็ต มีทรัพย์สิน 2,320,368,770 บาท ส่วนอดีต ส.ว.ที่จนที่สุดคือ นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ อดีต ส.ว.นครศรีธรรมราช ที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน 180,934,806 บาท โดยเป็นหนี้สินจากสถาบันการเงิน ส่วนบัญชีทรัพย์สินของอดีต ส.ว.คนอื่นๆที่น่าสนใจอาทิ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีต ส.ว.ฉะเชิงเทรา มีทรัพย์สิน 198,367,842 บาท น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. 11,801,601 บาท นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี 28,991,851 บาท นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี 4,435,083 บาท

“ประวิตร” เล็งจัดการคนหนุน นศ.

ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมกล่าวถึงการเคลื่อนไหวของนักศึกษาต่อต้าน คสช.ว่า การออกมาเคลื่อนไหวขณะนี้ดีหรือไม่ หากไม่ดีสื่อต้องช่วยกันห้ามเคลื่อนไหว ส่วนคนที่ให้การสนับสนุนจะต้องพูดคุยกัน เพราะรู้ว่าเป็นใครแต่ไม่ขอบอกชื่อ อาจเป็นนักการเมืองขั้วเก่าที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย ตนเคยบอกแล้วว่าขอเวลารัฐบาลทำงานก่อน ตอนนี้กำลังร่างรัฐธรรมนูญและแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอยู่มีปัญหาอีกมากต้องแก้ไข และตนไม่กังวลที่จะออกมาต่อต้านนักศึกษาเพราะไม่อยากให้ทะเลาะกัน ดังนั้น ผู้ให้การสนับสนุนควรช่วยกันทำให้เกิดความสงบในประเทศ ขณะนี้เราเดินตามโรดแม็ปไม่ได้ลัดขั้นตอน หรือยืดเวลา เราทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ซึ่งต้องรอเวลาเดี๋ยวก็มีเลือกตั้ง ระยะนี้ขอให้ คสช.และรัฐบาลได้ทำงานไปก่อน ขอให้คนที่สนับสนุนไปคิดใหม่ ตนไม่ได้ว่านักศึกษาแต่อยากให้ดูสถานการณ์ด้วย อย่าเพิ่งออกมาเคลื่อนไหวตอนนี้ ขอให้เห็นใจรัฐบาลและ คสช.เพราะรัฐบาลโดนปัญหารุมเร้า แต่เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ส่วนจะเรียกกลุ่มผู้สนับสนุนนักศึกษามาคุยหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของตน

“บิ๊กโด่ง” ฮึ่มซิวแน่เล่นเลยกรอบ ก.ม.

ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.กล่าวถึงมาตรการรับมือการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการด้วยมาตรการไม่รุนแรงอะไร เรารับทราบว่ามีการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษา รู้ชื่อแล้วว่ามีใครให้การสนับสนุนบ้าง แต่ไม่อยากจะเปิดเผยเท่านั้น ตนไม่สบายใจที่มีกลุ่มนักศึกษาออกมาแสดงออกเช่นนั้น จะก่อให้เกิดการรวมตัวขึ้นจากกลุ่มเล็กๆ ขยายผลไปสู่กลุ่มใหญ่ แล้วกลายเป็นปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่คงไม่เห็นดีเห็นงามด้วย ถ้าเกิดความไม่สงบความปั่นป่วนเหมือนอดีต ไม่ว่าจะปิดถนน พ่นสีสเปรย์ อาจเกิดการกระทบ กระทั่งจากประชาชนที่ไม่พอใจ แล้วกลับไปสู่การใช้อาวุธสงคราม การวางระเบิดขึ้นมาอีก การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา 2 วันที่ผ่านมา พอรับได้ถ้าอดทนได้ก็จะอดทน แต่ย้ำว่าอย่าให้มากมายและใหญ่โตไปกว่านี้เลย ถ้าอะไรที่ผิดกฎหมาย ทำไม่ถูกต้องเกินกรอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการ

เรียกคุยกลุ่มไม่พอใจ รบ.สั่งป่วน

เมื่อถามว่า กลุ่มผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวตรงนี้เป็นกลุ่มการเมืองใด พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า จะเป็นกลุ่มที่ไม่พึงพอใจในการบริหารงานของรัฐบาล น่าจะเป็นเช่นนั้น อยากจะบอกว่าเรายังให้เกียรติกันและอาจมีการขอพูดคุยในทางปฏิบัติ จะไม่ปล่อยปละละเลย เมื่อถามถึงมาตรการของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปคุกคามการเคลื่อนไหวขอนักศึกษา เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาตรงจุด หรือไม่ เลขาธิการ คสช. กล่าวว่า คงไม่ใช่แบบนั้น แต่เป็นขั้นตอนการทำความเข้าใจ บางทีการเชิญตัวมาอาจจะไม่เหมาะสมบางกรณี บางบุคคล เราก็จะให้เกียรติไปพูดคุย จึงเป็นขั้นตอนการดำเนินการที่ไม่รุนแรงอะไรเลย เป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อการทำความเข้าใจกัน

“บิ๊กตู่” สั่งฟันนักการเมืองบงการ นศ.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวระหว่างเป็นประธานงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักนายกรัฐมนตรีครบรอบปีที่ 83 ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาต่อต้าน คสช. ว่า ที่ตนมีวันนี้ได้เพราะประชาชนเข้าใจ แต่หลายอย่างเริ่มออกมา ขอให้ดูว่าคนที่ออกมาประท้วงเข้าใจรัฐบาลหรือไม่ ประเทศชาติอยู่ตรงไหน ขอฝากกลุ่มนักศึกษาที่ความเคลื่อนไหวเกี่ยวพันการเมือง บอกไว้เลยมีหลักฐานทั้งหมดจะดำเนินการทางกฎหมายในส่วนที่ให้การสนับสนุน สถานการณ์วันนี้ไม่ใช่เวลาปกติที่จะสร้างความไม่สงบเรียบร้อยให้สังคมและประเทศชาติ ขอให้เข้าใจตนดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ และปรึกษาคนที่เกี่ยวข้อง อย่ามาอ้างในวันหน้าว่าไม่เป็นธรรมเลือกข้าง

หาดูได้หลักฐานโชว์สื่อโซเชียล

จากนั้นเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาดาวดิน ว่า การเคลื่อนไหวต่างๆก็ว่ากันไป แต่ยืนยันว่ามีกลุ่มคนอยู่เบื้องหลังแน่นอน ไปหาดูได้ในสื่อโซเชียล เมื่อถามว่า พร้อมจะเอาผิดกับนักศึกษาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า เขาผิดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ แต่ยอมรับว่าเป็นห่วงในเรื่องการศึกษาของเด็กเหล่านั้น แต่ขอถามกลับว่าพวกเขาห่วงบ้านเมืองกันหรือไม่ เมื่อถามต่อว่า กลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นนักการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ก็ไปหาดู ไปหาในเว็บไซต์ ซึ่งตนเห็นมีในเว็บไซต์

ไม่กลัวกลุ่มอื่นขยับผสมโรง

เมื่อถามอีกว่า จะต้องให้อาจารย์และมหาวิทยาลัยดูแลนักศึกษาด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ต้องดูที่ผ่านมาขอความร่วมมือไปแล้วทุกมหาวิทยาลัย ต้องให้รู้ว่าจังหวะเวลามันควรจะเป็นเมื่อไหร่ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ตนกังวลที่เขาไปเดินกันอยู่ เป็นห่วงเกรงจะมีคนออกมาใช้ความรุนแรง ถ้าเดินกันไปเรื่อยๆแล้วมีคนมาทำร้ายแล้วจะทำอย่างไร คนด่าเยอะ เปิดกระจกไปด่าก็มีมาก ถ้าเกิดนักศึกษาเจ็บตัวขึ้นมาก็กลับมาที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ดูแลกัน พ่อแม่เองต้องดูลูก เห็นหน้าตาแต่ละคนแล้ว อายุเยอะเหมือนกัน ไม่รู้เรียนกันอย่างไร เมื่อถามว่า เป็นการยั่วยุให้ฝ่ายรัฐใช้อำนาจใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ก็เป็นการยั่วยุอย่างไรเล่า ยั่วยุให้สื่อออกมาพูด และตนก็ไม่กลัวว่าจะมีกลุ่มอื่นออกมา ถ้ากลัวไม่ออกมายืนตรงนี้ ทั้งนี้ ขอร้องประชาชนให้ช่วยกันดูแลเด็กๆนักศึกษา ไม่ใช่จะย้อนไปแต่เหตุการณ์เก่าๆ ในปี 2516 ปี 2535 มันคนละสถานการณ์ ไม่เหมือนกัน วันนั้นสถานการณ์ต่างประเทศ เขายุ่งกับเรามากหรือไม่ เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้หรือไม่ รวมถึงการเจริญเติบโตของประชาคมโลกมันเกิดขึ้นหรือเปล่า อย่าเอาวันนั้นมาเป็นวันนี้ประวัติศาสตร์คือบทเรียน และปัจจุบันคืออนาคต

ฉุนสื่อจับผิดเหมือนหมาป่ากับลูกแกะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลับกันทำไมฝ่ายรัฐไม่มองว่านักศึกษาเคลื่อนไหวด้วยความบริสุทธิ์ใจ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์ว่า บริสุทธิ์ใจอย่างไร สื่อไม่ต้องมาพูดแบบนี้ เห็นสื่อก็ไปคุยมาทั้งสองฝั่งอยู่แล้ว ฉันเห็นอยู่มีรูปขึ้นไปหาคนนั้นคนนี้ สื่อควรต้องทำข่าวเพื่อให้ทุกคนกลับมาอยู่ที่จุดศูนย์กลางคือประเทศ เข้าใจกันหรือไม่ว่าในเมื่อวันนี้ตนเข้ามาทำงานอยู่ แล้วจะมาต่อต้านในขณะที่ตนทำความเลวหรือเปล่า เหมือนกับว่าถ้าตนไม่ได้ทำความผิดตรงนี้ก็ทำผิดตรงโน้น ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีจบเหมือนกับนิทานอีสป เรื่องหมาป่ากับลูกแกะ ซึ่งไม่ใช่ ในส่วนนักศึกษาตนให้เกียรติและเครดิตมาตลอด ครูและอาจารย์ก็เช่นกัน ให้โอกาสก็แล้ว เรียกมาพบก็แล้วแต่คุยแล้วก็ยังไม่รู้เรื่อง แสดงว่าต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลัง ต้องไปหากันมา คสช.กำลังดูอยู่ ทำไมสื่อเป็นห่วงกันมากหรือ

โวยไม่ได้ติเพื่อก่อ จ้องล้มตั้งแต่ต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้สื่อข่าวได้ชี้แจงการทำหน้าที่ว่าต้องทำข่าวทั้งสองทางเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ทำไมนายกฯไม่มองว่าอาจเป็นธรรมชาติของนักศึกษาในช่วงที่มีการทำรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่มีธรรมชาติในโลกนี้ เมืองนี้ และบ้านนี้มันอยู่ด้วยธรรมชาติไม่ได้ อันนั้นเป็นประเทศที่เจริญแล้ว มีอารยธรรมแล้ว อยู่ได้ด้วยกฎหมาย “ผมไม่ได้ไปทะเลาะกับ บก. หรือทะเลาะกับรีไรเตอร์ ไม่ได้พูดถึงทุกคน พูดถึงบางคน และไม่ได้เหมาว่าเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นฉบับนี้ เพราะคนดีก็มีเยอะ แต่ไอ้คนที่ติ มันไม่ได้ติเพื่อก่อ แต่ล้มตั้งแต่ต้นและพยายามเอากติกาของประชาธิปไตยปกติมาบังคับผม มันไม่ได้ ช่วงนี้ต้องสร้างความเข้าใจว่าเราจำเป็นต้องปฏิรูปสิ่งที่มันไม่ดีให้หมดไปเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้คนไทยและมิตรประเทศที่เป็นเพื่อนเรา ขอร้องแค่นี้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ซัดฐานันดร 4 ทำลายประเทศ

เมื่อถามถึงกรณีองค์กรนิรโทษกรรมสากล (แอมเนสตี้) ประจำประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลถอนหมายจับกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวต้านรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็ว่าไป ตนเห็นแล้ว อย่าไปขยาย มันไม่ใช่ทั้งประเทศ แต่เปิดดูในสื่อบางสื่อแทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ เป็นเรื่องเฉพาะกรณี ไม่ใช่ไปเผยแพร่ว่าประเทศไทยถูกละเมิดทั้งหมดในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ถ้าสื่อไปเสนอแบบนี้ตนไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะเสียหาย แต่ที่เสียคือประเทศ ไม่ใช่ว่าเป็นฐานันดรที่ 4 จะต้องเสนอแต่ข้อเท็จจริงอย่างเดียวเท่านั้น ถามว่าข้อเท็จจริงที่ว่านั้นทำลายประเทศในภาพรวมหรือไม่ ทุกควรคิดบ้างว่าตอบแทนบุญคุณแผ่นดินนี้หรือยัง นอกจากงาน ผลประโยชน์ในหน้าที่การงาน ตอบแทนโดยไม่หวังผลประโยชน์หรือยัง

ขู่นักข่าวถามซ้ำซากมีเรื่อง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ตนไม่คิดว่าเป็นนายกฯแล้วจะเหนือกว่า เป็นคนติดดินธรรมดาที่โตขึ้นในระบบราชการ ฉะนั้น อาจเป็นระเบียบมากหน่อย แต่ก็ทำให้สังคมเข้มแข็งและสงบด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่ทั่วถึงเป็นธรรม คิดว่าไม่มีใครอยากให้บ้านเมืองเป็นเหมือนก่อนวันที่ 22 พ.ค. ต้องช่วยตน โดยส่วนหนึ่งนำเสนอข้อเท็จจริง วิพากษ์-วิจารณ์ เสนอแนะ อีกส่วนคือสร้างความเข้าใจให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข สื่อไปคิดเอาว่าควรจะทำอย่างไร ไม่ใช่ทำหน้าเดียว คือนำเสนอข้อเท็จจริง

“ผมไม่ได้ใช้อำนาจเด็ดขาด หากใช้ สื่อไม่สามารถมาถามอย่างนี้ได้สักคน แต่ทุกอย่างเหมือนเดิมหมดแล้วทำไมไม่พูดถึงสิ่งที่ดีที่ผมให้ แต่สำหรับบางพวกบางกลุ่มนั้นจำเป็น เพราะมันขัดแย้งกับการทำงานของผม ในสถานการณ์เช่นนี้ที่คอขาดบาดตายกับประเทศมันไม่ได้ ถ้าเวลาปกติ ท่านจะทำอะไรก็ทำ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายเท่านั้นเอง ตรงนี้เป็นการทำความเข้าใจและขอร้องกัน ผมไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับท่าน ท่านมาบอกผมว่า อันไหนไม่ตอบก็ได้ แล้วท่านทำไมไม่คิดว่าวันนี้เราจะไม่ถามเรื่องนี้ เคยคุยกันบ้างไหม ซึ่งผมจะดูตั้งแต่วันนี้ ถ้าถามซ้ำผมอธิบายเรื่องโน้นเรื่องนี้ แล้วกลับมาถามใหม่เรื่องเดิมมีเรื่อง”

เมินมะกันไม่เชิญร่วมงานวันชาติ

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ได้เชิญให้ไปร่วมงานวันชาติสหรัฐฯ ในวันที่ 4 ก.ค.ว่า “ก็เรื่องของเขาสิ ไม่เป็นไร เชิญก็ไป ไม่เชิญก็ไม่ไป มันจะอะไรกันนักกันหนา”

ขณะที่ พล.อ.วิลาส อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทางสหรัฐฯได้มีการเชิญให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปร่วมงาน แต่บังเอิญว่าในวันที่ 4 ก.ค. นายกรัฐมนตรีมีภารกิจในการเดินทางไปร่วมประชุมแม่โขงซัมมิตที่ประเทศญี่ปุ่น จึงไม่ได้ไปร่วมงาน ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้เชิญ

วอนอย่าใช้ ปชช.เป็นเครื่องมือ

เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า เวลานี้ต้องให้ความสำคัญการรักษาเสถียรภาพรัฐบาล ช่วยรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ขัดแย้ง ผู้เห็นต่าง คิดว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะออกมาเคลื่อนไหว เพราะเรากำลังแก้ปัญหา กำลังสร้างประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ตนไม่เคยปฏิเสธประชาธิปไตย แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ขอร้องพวกที่ยังสร้างความขัดแย้งในหมู่ประชาชนให้ขัดแย้งกับการทำงานของรัฐบาล อะไรที่เป็นประโยชน์ กรุณาอย่าใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือสร้างความบิดเบือน จะต้องไม่ให้ประเทศไทยชอกช้ำเช่นในอดีต

สหรัฐฯแฉไทยมีปัญหาจำกัดสิทธิ

วันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์และเอพีรายงานว่า กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานประจำปีเรื่องสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.แจกแจงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนรอบปี 2557 โดยกรณีของไทย ได้ชี้ไปที่ประเด็นที่เป็นปัญหาของไทยคือมีการจำกัดเสรีภาพอย่างเข้มงวดต่อการแสดงออก การชุมนุมและสื่อมวลชน โดยหลังมีการรัฐประหาร ยังมีผู้ถูกควบคุมตัวชั่วคราวซึ่งมีทั้งผู้นำการเมือง นักวิชาการและผู้สื่อข่าวรวมมากกว่า 900 คน ส่วนการที่รัฐบาลทหารพยายามร่างรัฐธรรมนูญและปรับแนวคิดทางการเมืองขึ้นมาใหม่นั้น ก็อาจเป็นไปโดยไม่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

ตร.–ทหารกดดันปิดล้อมเซฟเฮาส์ นศ.

ส่วนความเคลื่อนไหวกลุ่มนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 14 คน ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มนักศึกษาดาวดิน จ.ขอนแก่น และนักศึกษาที่ถูกจับหน้าหอศิลป์ ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีฝ่าฝืนประกาศคสช.ฉบับที่ 7 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันทั้งหมดยังคงกบดานอยู่ในเซฟเฮาส์ชั่วคราว สวนเงินมีมา ย่านเจริญนคร สถานที่ตั้งมูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป ซึ่งมีนายสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ เป็นผู้นำ ขณะที่ตำรวจ ทหาร ยังเล่นเกมกดดันอย่างหนัก แต่ไม่ยอมตกหลุมพรางเข้าจับกุม มีการระดมกำลังตำรวจ บก.น.6 และ 8 นับร้อยนาย พร้อมรถคุมขังเคลื่อนที่ มาเตรียมไว้บริเวณใกล้ๆ ขณะที่กำลังชุดสืบสวนตำรวจ นครบาล และชุดจับกุมนอกเครื่องแบบของ ม.พัน. 1 รอ.เฝ้าอยู่ปากทาง ทำหน้าที่บันทึกภาพจดชื่อทุกคนที่ผ่านเข้าออก

ช่วงบ่ายกลุ่มนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เริ่มรู้ตัวว่าถูกกดดันอย่างหนักเป็นวันที่ 2 เริ่มประชุมกันอย่างเคร่งเครียด เพื่อแก้เกมเจ้าหน้าที่ ขณะหารือมีนายรัฐพล ศุภโสภณ หนึ่งในนักศึกษาที่ถูกออกหมายจับเดินทางมาถึงเซฟเฮาส์ ทหาร ม.พัน. 1 ปรี่เข้าไปล้อมกรอบ คล้องแขนจะขอเชิญไปคุยกับผู้บังคับบัญชา เจ้าตัวไม่ยอมเกิดการโต้เถียงกัน นักศึกษาในสวนเงินมีมาคิดว่าถูกจับจึงกรูกันออกไปช่วยทำให้เกิดการชุลมุนกันเล็กน้อย สุดท้ายทหารก็ยอมให้นายรัฐพลผ่านเข้ามาในที่สุด

ศาลทหารออกหมายจับ 14 คน

ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ พ.ต.ท.มานิตย์ ทองขาว พนง.ผู้ชำนาญการพิเศษ สน.สำราญราษฎร์ ได้ขอหมายจับจากศาลทหาร ลงวันที่ 26 มิ.ย.2558 โดยจับกุมกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ จำนวน 14 คน ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม นายวสันต์ เสดสิทธิ นายทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์ นายพายุ บุญโสภณ นายอภิวัฒน์ สุนทรารักษ์ นายรัฐพล ศุภโสภณ นายศุภชัย ภูคลองพลอย นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ นายภาณุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ นายสุวิชา พิทังกร นายปกรณ์ อารีกุล นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นายพรชัย ยวนยี น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว ข้อหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และรวมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ทั้งนี้มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงเกิน 3 ปี และมีเหตุอันควร เชื่อว่าจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ศาลจึงออกหมายจับบุคคลดังกล่าว

จนท.บุกจับ–นศ.มอบตัวโดยดี

จากนั้นเวลา 17.30 น. พ.ต.อ.ศุภรกฤษณ์ ประชากิตติกุล ผกก.สน.สำเหร่ พ.ต.อ.ประสงค์ อานมณี ผกก.สส.บก.น.8 พ.ต.ท.สายชล ปัญจชัย รอง ผกก.สส.สน.สำเหร่ และ พ.ต.ท.ศุทรา หล่าสกุล สว.สส.บก.น.8 นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบ รวม 50 นาย เข้าจับกุมนักศึกษากลุ่มดาวดิน 14 คน ภายในบ้านสวน เงินมีมา มูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป เลขที่ 666 ซอยเจริญนคร 20-22 เขตคลองสาน ตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพฯ โดยนักศึกษากลุ่มดาวดินบางส่วนยังคงนั่งร้องเพลงเล่นกีตาร์และอ่านหนังสือ บางกลุ่มที่กอดกันร้องไห้ โดยนักศึกษาทั้ง 14 คน ยินดีมอบตัวอย่างเรียบร้อยไม่ขัดขืน แต่ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารแสดงบัตรข้าราชการเท่านั้น จากนั้นถูกควบคุมตัวไปส่ง สน.พระราชวัง โดยไม่มีการยื้อยุดฉุดกระชากหรือเกิดเหตุการณ์รุนแรง