วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พิธีห้ามฝน

ปัญหาเดือดร้อนของชาวนา ไม่ได้มีแค่ หน้าฝนฝนไม่ตก ทำนาไม่ได้เท่านั้นนะครับ แต่เมื่อปลูกข้าวแล้ว ข้าวขึ้นแล้ว ฝนตกหนัก น้ำมากเกินไป ชาวนาก็เดือดร้อนอีกเหมือนกัน

นอกจากพิธีเรียกฝน...เช่นแห่นางแมว อาจารย์ ส.พลายน้อย ท่านเล่าไว้ใน “เกร็ดโบราณคดี ประเพณีไทย” (สำนักพิมพ์รวมสาส์น) อาจารย์ท่านยังค้น พิธีห้ามฝน มาให้ได้อ่านกันต่อ

พิธีห้ามฝน มีหลายพิธี บางถิ่นนิยมบนเทวดา ในกรณีที่จะทำงานบวช งานแต่ง...แค่ใช้ธูปจุดบอกกล่าว ขอให้ฝนหยุดตกสักวันสองวัน แต่ที่ขาดไม่ได้ ก็คือการให้สินบนเทวดา

คนร่ำรวยก็ติดสินบน เป็นเหล้ายาปลาปิ้ง หัวหมู เป็ดไก่ แต่ราย คนจน บางคนก็บนด้วยปูเค็มตัวเดียว

ธรรมเนียมการให้สินบนเทวดา...เท่าที่ทำๆกันมา เป็นการสื่อสารทางเดียว สิทธิเด็ดขาดเป็นของคนบน

ส่วนเทวดานั้น ท่านก็ใช้สิทธิตามประสาของท่าน จะรับหรือไม่รับ จะช่วยมากช่วยน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องของท่าน

อาจารย์ ส.พลายน้อย เล่าว่า ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีพิธีห้ามฝน เอิกเกริกใหญ่โต ถึงขั้นบันทึกไว้ในพงศาวดาร

“ลุศักราช 1117 ปีกุน สัปตศก ถึง ณ เดือนหก สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปฉลองวัดนางคำ ครั้งนั้นฝนตกชุกหนัก จึงมีพระราชดำรัสให้สังฆการี ธรรมการ นิมนต์พระอาจารย์วัดพันทาบ แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ ลงมาให้เข้านั่งสมาธิ ช่วยห้ามฝน

และพระอาจารย์นั้น ให้กราบทูลว่ามีธุระอยู่ จะถวายพระพรลากลับไปปลูกการเปรียญ จะขอพระผู้เป็นเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งชำนาญในทางกรรมฐาน มาบอกวิธี ให้เข้านั่งสมาธิห้ามฝนแทนอาตมา

จึงทรงพระกรุณาให้นิมนต์พระญาณรักขิต พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ อยู่ ณ วัดสังกทานั้น มาเรียนวิชาทางพระกรรมฐาน ในสำนักพระอาจารย์วัดพันทาบ

พระอาจารย์วัดพันทาบ บอกวิธีให้แล้วก็ถวายพระพรลากลับไปอาราม

และการฉลองวัดนางคำนั้น มีงานมหรสพทั้งวัน ทั้งมีโจนร่มด้วย เพลาเย็นฝนตั้งเค้ามา พระญาณรักขิตเข้านั่งสมาธิบนเตียง มีเพดานและม่านผ้าขาววงรอบ ตั้งอยู่กลางแจ้ง

และพระผู้เป็นเจ้าเจริญวาโยกสิณภาวนา เกิดพายุใหญ่พัดฝนเลิกไปทั้งสามฝัน หาตกมิได้เป็นประจักษ์ เป็นอัศจรรย์

ต่อถึงวันคำรบสี่ เลิกงานแล้ว ฝนห่าใหญ่จึงตก น้ำนองท่วมที่ทั้งนั้นสิ้น

อาจารย์ ส.พลายน้อย เขียนว่า เรื่องราวในพงศาวดาร แสดงว่าคนไทยสมัยโบราณ เชื่อถือเรื่องการขอฝน การห้ามฝน อย่างแน่นแฟ้น ถึงกับมีตำราขอฝน ปรากฏต่อๆกันมา

ความเชื่อถือเช่นนี้ ไม่ใช่จะมีแต่เฉพาะคนไทย แม้ชนเผ่าอื่นๆ ที่ทำกสิกรรม ต้องอาศัยน้ำฝนบำรุงพืชพันธุ์ ก็มีความเชื่อเหมือนๆกัน มีเทวดารักษาฝนเหมือนกัน

แม้คนไทยจะพูดกันว่า “อยู่ใต้ฟ้าไม่ต้องกลัวฝน” แต่คนไทยอีกนั่นแหละ ที่ชอบบ่นกันจนมีคำกล่าวติดปากว่า

“ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า มนุษย์ขี้เหม็นเคี่ยวเข็ญเทวดา”

สำนวนนี้ พูดต่อๆกันมานาน ผมเองก็เพิ่งรู้จากอาจารย์ ส.พลายน้อย... เป็นคำร้องของพวกยี่เก...

โดยปกติพวกยี่เก พวกละคร...มักจะเป็นสื่อสะท้อน...สุขทุกข์ของชาวบ้าน...อย่างในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พวกจำอวดร้องๆเล่นๆหน้าพระที่นั่งว่า “อดอยากยากจน กระทั่งผักบุ้งก็ยังถูกผูกขาดเก็บภาษี”

พระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์ที่ดูไม่มีอะไรดีเลย เพราะเป็นองค์ที่ทำให้กรุงแตกฯ ทรงฟังแล้วก็สงสัย สอบถามได้ความว่า เป็นฝีมือ สองพี่ชายเจ้าจอมหม่อมห้าม...ก็ทรงสั่งให้เลิกเก็บภาษีผักบุ้ง

ส่วนจะลงทัณฑ์สองพี่เจ้าจอมนั้นประการใด...หรือไม่ทำอะไรเลย ผมขอติดไว้ จะค้นมาเล่าสู่กันวันหลัง

แต่ยี่เก...ก็ทำหน้าที่สื่อ สะท้อนความไม่เอาไหนของชาวบ้าน...ได้เหมือนกัน

ประโยค มนุษย์ขี้เหม็นเคี่ยวเข็ญเทวดา...ผู้นำ ผู้มีอำนาจในรัฐบาลสมัยไหน ที่บ่นว่าถูกสื่อด่า ฟังแล้วก็น่าจะชอบใจ อย่างน้อยก็ยังมีพวกยี่เกนี่แหละวะ...เห็นใจกู.

กิเลน ประลองเชิง

26 มิ.ย. 2558 09:30 26 มิ.ย. 2558 09:30 ไทยรัฐ


advertisement