วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โลกเข้าสู่ 'ยุคสูญพันธ์ุ' ครั้งใหม่ ชีวิต 75% จะหายไปใน 2 ชั่วอายุคน

ผลวิจัยของมหาวิทยาลัยชื่อดัง 3 แห่งของสหรัฐอเมริกา ได้ข้อสรุปว่า โลกของเราได้เข้าสู่ยุคแห่งการสูญพันธ์ุครั้งใหม่แล้ว และสิ่งมีชีวิต 3 ใน 4 ของโลกอาจหายไปภายใน 2 ชั่วอายุคน...

มหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด, มหาวิทยาลัย พรินซ์ตัน และมหาวิทยาลัย เบิร์กลีย์ เผยผลการศึกษาดังกล่าวออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ระบุว่า โลกของเรากำลังเข้าสู่ยุคแห่งการสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ ตามหลังการสูญพันธุ์ครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ที่ทำให้ไดโนเสาร์หมดสิ้นไปจากโลก

ทำความรู้จักการสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ 5 ครั้งก่อนหน้านี้

1. การสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ยุค ออร์โดวิเชียน-ไซลูเรียน

เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 443 ล้านปีก่อน นับเป็นการสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ที่สุดลำดับ 3 ในประวัติศาสตร์โลก โดยการสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ช่วงคาบเกี่ยวยุค ออร์โดวิเชียน-ไซลูเรียน มีจุดพีคซึ่งมีการตายของสิ่งมีชีวิตมากที่สุดอยู่ 2 ช่วง แต่ละช่วงห่างกันหลายแสนปี ซึ่งในยุคออร์โดวิเชียน สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในทะเล การสูญพันธ์ุจึงทำให้ชีวิตในน้ำหายไปประมาณ 85%

สาเหตุของการสูญพันธ์ุเชื่อกันว่าเป็นเพราะยุคน้ำแข็ง โดยการเกิดแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ในซีกโลกใต้เป็นต้นเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ รวมทั้งการลดลงของระดับน้ำทะเลและทำให้คุณสมบัติทางเคมีในมหาสมุทรเปลี่ยนแปลง

2. การสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ช่วงปลายยุค ดีโวเนียน

เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 359 ล้านปีก่อน ทำให้สิ่งมีชีวิต 75% ของโลกตายลง อย่างไรก็ตาม การสูญพันธ์ุช่วงปลายยุค ดีโวเนียน เป็นการสูญพันธ์ุเป็นระลอกตลอดระยะเวลาหลายล้านปี ไม่ใช่การสูญพันธ์ุรวดเดียว โดยสิ่งมีชีวิตในทะเลน้ำตื้นได้รับผลกระทบมากที่สุด ปะการังถูกทำลายและไม่ฟื้นตัวกลับมาดังเดิมจนกระทั่งเกิดปะการังสายพันธ์ุใหม่วิวัฒนาการขึ้นมาในอีกกว่า 100 ล้านปีให้หลัง

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การสูญพันธ์ุยุคนี้มีสาเหตุจากหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล, การกระแทกของดาวเคราะห์น้อย, การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และเกิดพืชชนิดใหม่ทำให้ดินผิดปกติ โดยสาเหตุการตายหลักของสิ่งมีชีวิตในทะเลคือการขาดออกซิเจน มีเพียงแบคทีเรียที่ไม่ได้รับผลกระทบ

3. การสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ยุค เพอร์เมียน

เกิดขึ้นเมื่อ 248 ล้านปีก่อน มีชื่อเล่นว่า 'การตายครั้งใหญ่' (The Great Dying) เนื่องจากเหตุการณ์นี้ทำให้มีสายพันธ์ุสิ่งมีชีวิตสูญสิ้นไปถึง 96% และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกยุคปัจจุบันก็สืบเชื้อสายมาจากสิ่งมีชีวิต 4% ที่เหลือรอดในยุคนี้นั่นเอง

การสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ในยุคเพอร์เมียน มีความซับซ้อน โดยแบ่งการสูญพันธ์ุเป็น 2 ช่วง ห่างกันหลายล้านปี แต่ไม่ว่าช่วงใด สัตว์น้ำก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และนี่เป็นเพียงการสูญพันธ์ุครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ที่แมลงได้รับผลกระทบไปด้วย

นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานหลายอย่างเพื่อหาสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ยุค เพอร์เมียน โดยมีทั้งดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก, ภูเขาไฟระเบิดต่อเนื่องจนทำให้เกิดการไหลท่วมของหินภูเขาไฟ, หายนะจากก๊าซมีเทน, การลดลงของระดับออกซิเจน, การผันแปรของระดับน้ำทะเล หรือเกิดจากสาเหตุข้างต้นหลายๆ อย่างรวมกัน

4. การสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ยุค ไทรแอสซิก-จูราสซิก

เกิดขึ้นเมื่อราว 200 ล้านปีก่อน ในช่วง 18 ล้านปีสุดท้ายของยุคไทรแอสซิก โดยเกิดการสูญพันธ์ุ 2 หรือ 3 ช่วงซึ่งรวมกันเป็น การสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ยุค ไทรแอสซิก-จูราสซิก โดยคาดว่าสาเหตุเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การระเบิดของภูเขาไฟ และการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อย

การสูญพันธ์ุครั้งใหญ่นี้ ทำให้สัตว์หลายชนิดรวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานในน้ำ, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดใหญ่, สิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างแนวปะการังหลายชนิด และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดลำตัวน่ิม (จำพวกหมึก) ขนาดใหญ่จำนวนมากตายลง หรือพูดง่ายๆคือสายพันธ์ุสิ่งมีชีวิต 50% ในยุคนี้สูญพันธ์ุ แต่น่าแปลกที่พืชไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

5. การสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ยุค ครีเตเชียส-เทอร์เทียรี

เกิดขึ้นเมื่อราว 65 ล้านปีก่อน รู้จักกันในชื่อ การสูญพันธุ์ เค/ที (K/T) และเป็นการสูญพันธ์ุที่คนรู้จักมากที่สุดเพราะเป็นการสิ้นสุดของยุคไดโนเสาร์ แต่ว่านอกจากไดโนเสาร์แล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธ์ุตามไปด้วยมากมายรวมทั้งหอยโบราณ แอมโมไนต์, พืชดอกหลายสายพันธ์ุและ เทอร์โรซอร์ หรือสัตว์เลื้อยคลานบินได้กลุ่มสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโลก

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สาเหตุของการสูญพันธ์ุครั้งนี้ เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟจนเกิดการไหลท่วมของหินภูเขาไฟ ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศโลก กอปรกับการลดลงอย่างมากของระดับน้ำทะเล จากนั้นมีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ หรืออาจเป็นดาวหาง ตกลงมาในทะเลใกล้กับแหลมยูคาทานของเม็กซิโก ทำให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ซึ่งรุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาถึง 1 หมื่นล้านเท่า

มนุษย์ทำลายโลก

จะเห็นได้ว่า การสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ 5 ครั้งก่อนหน้านี้ เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติขนานใหญ่ เช่นอุกาบาต หรือการระเบิดอย่างต่อเนื่องของภูเขาไฟ ซึ่งในแต่ละครั้งทำให้สายพันธ์ุสิ่งมีชีวิตต้องสูญสิ้นไประหว่าง 50-96%

ทว่า การสูญพันธ์ุครั้งที่ 6 นี้ ไม่ได้เกิดจากความวิปริตของธรรมชาติ แต่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า, การล่าสัตว์, การจับปลาในปริมาณที่มากเกินไป และภาวะโลกร้อน ซึ่งกำลังพิสูจน์ให้มนุษย์เห็นแล้วว่า ปัจจัยเหล่านี้ สร้างความเสียหายได้ไม่แพ้ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

การวิจัยของมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งพบว่า สัตว์มีกระดูกสันหลังบนโลกตอนนี้ กำลังสูญพันธ์ุในอัตราที่เร็วกว่าปกติถึง 114 เท่าตัว

นาย เกราร์โด เซบัลยอส นักวิจัยอาวุโสด้านระบบนิเวศ ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติเม็กซิโก ผู้นำในการเขียนผลวิจัยชิ้นนี้ ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมา มีสายพันธ์ุสัตว์มีกระดูกสันหลังสูญพันธ์ุไปแล้วประมาณ 477 สายพันธ์ุ และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สัตว์อย่าง หนูจักรพรรดิ (Emperor Rat), หนูจิงโจ้ทะเลทราย (Desert Rat Kangaroo), โลมาแม่น้ำแยงซี, กบสกังค์ และฉลามปากเป็ดจีน สูญพันธุ์ไปแล้วในช่วงไม่นานมานี้ด้วย

แต่หากโลกไม่ถูกมนุษยทำลาย นายเซบัลยอสเชื่อว่าจะมีสิ่งมีชีวิตสูญพันธ์ุในช่วงเวลาดังกล่าวเพียง 9 สายพันธ์ุเท่านั้น

ด้านนาย แอนโธนี บาร์นอสกี ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ อีกหนึ่งผู้ร่วมเขียนผลวิจัย หวั่นว่า สายพันธ์ุสิ่งมีชีวิตกว่า 75% บนโลก อาจตายลงภายในระยะเวลาเพียง 2 ชั่วอายุคน เพราะการเปลี่ยนแปลงด้วยมือของมนุษย์ "เรามีศักยภาพเพียงพอที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ และที่สำคัญคือ เราไม่ได้เป็นเจเนอเรชั่นที่จะรับภาระจากการตายของสิ่งมีชีวิต 3 ใน 4 ของโลก"

ขณะที่นายเซบัลยอส ระบุด้วยว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นตัวแปรสำคัญในหลายๆ ด้าน ชีวิตที่เรารู้จักขึ้นอยู่กับความหลากหลายทางสายพันธ์ุในระดับสูง แต่ผู้คนไม่คิดอะไรมากเวลามีสิ่งมีชีวิตสูญหายไป เพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถทำนายได้ว่า ต้องมีสิ่งมีชีวิตสูญพันธ์ุอีกเท่าใดก่อนที่โลกนี้จะพังทลาย "ปัญหาก็คือ สิ่งแวดล้อมของเราก็เหมือนกับกำแพงอิฐ ถ้าเราดึงอิฐออกมาทีละก้อนมันก็ยังตั้งอยู่ได้ แต่ในที่สุดแล้ว มันก็จะพังลงมาด้วยอิฐที่เราดึงเพียงก้อนเดียว"

ยังไม่หมดหวัง

ปัญหาเรื่องการสูญพันธุ์กำลังกลายเป็นเรื่องรุนแรง แต่ นายบาร์นอสกี กล่าวว่า ยังไม่สายเกินไปที่จะบรรเทาความเสียหาย หากทุกคนช่วยกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน, ไม่ซื้อสินค้าที่ทำจากอวัยวะของสัตว์เสี่ยงสูญพันธ์ุ, และบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง เพื่อลดพื้นที่ทำปศุสัตว์ และใช้พื้นที่เหล่านั้นไปทำการเพาะปลูกแทน ซึ่งจะทำให้มีอาหารให้แก่ผู้คนเพิ่มขึ้นอีกกว่าพันล้านคน ทั้งยังช่วยลดการทำลายป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกด้วย

"ผู้คนจะเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่เราตัดสินใจจะทำใน 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของความหลากหลายทางชีวภาพบนโลก" นายบาร์นอสกี กล่าว

ผลวิจัยของมหาวิทยาลัยชื่อดัง 3 แห่งของสหรัฐอเมริกา ได้ข้อสรุปว่า โลกของเราได้เข้าสู่ยุคแห่งการสูญพันธ์ุครั้งใหม่แล้ว และสิ่งมีชีวิต 3 ใน 4 ของโลกอาจหายไปภายใน 2 ชั่วอายุคน... 26 มิ.ย. 2558 04:39