วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รับนักท่องเที่ยวไทย-เทศ "ยอดพิมานริเวอร์วอล์ค" ยึดริมเจ้าพระยา

คนไทยเวลาไปเมืองนอกเมื่อมีโอกาสได้ไปเดินเที่ยวเลียบแม่น้ำใหญ่ที่อยู่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศต่างๆ มักใฝ่ฝันอยากให้กรุงเทพมหานครมีแลนด์มาร์กสวยๆใหม่ๆ เป็นทางเดินยาวๆ เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีคุ้งน้ำสวยงามมากมายเกิดขึ้นบ้าง ดั่งเช่นที่มี “เอเชีย ทีค เดอะริเวอร์ ฟรอนท์” ขึ้นมาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ตามด้วย “ท่ามหาราช” พื้นที่สุดฮิบของวัยรุ่น นักศึกษา ตลอดจนคนทำงาน และอีก 2 ปีจะมีโครงการยักษ์ “ไอคอน สยาม” เกิดขึ้น ขณะที่ตอนนี้มีอีกหนึ่งโครงการ “ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค” ที่ขอเสนอตัวเป็นแลนด์มาร์กอีกแห่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา

นายเฉลียว ปรีกราน ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท ตลาดยอดพิมาน จำกัด กล่าวยืนยันว่า จุดที่ตั้งของโครงการยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค เป็นคุ้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา แวดล้อมด้วยสถานที่ประวัติศาสตร์ ทั้งสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพุทธ) วัดอรุณราชวราราม พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ (วัดโพธิ์) จึงเนรมิตคอมมูนิตี้-มอลล์แห่งใหม่ ขึ้นมาจากโครงสร้างโกดังเก่าให้กลมกลืนกับทัศนียภาพโดยรอบ ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์นานร่วม 10 เดือน กว่าจะออกมาเป็นตัวอาคารที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล ภายในตกแต่งด้วยยุคสมัยแห่งราชธานีของประวัติศาสตร์ไทย

“ที่เหนือกว่าทำเลอื่นๆ ที่นี่เป็นที่เดียวที่มีระเบียงทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาทอดยาวถึง 300 เมตร แนบชิดทิวทัศน์ริมแม่น้ำได้แท้จริง และสามารถเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆในโครงการ ได้แก่ ตลาดยอดพิมาน ซึ่งเป็นตลาดดอกไม้และผลไม้ กับปากคลองตลาดซึ่งเป็นตลาดผักและผลไม้ จึงกลายเป็นพื้นที่รวมคนร่วมสมัยกับวิถีชีวิตริมน้ำแท้ๆของคนไทย”

เขาเล่าที่มาที่ไปของพื้นที่แห่งนี้อย่างน่าสนใจว่า กว่าจะมาถึง ณ จุดนี้ ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี ใช้เงินลงทุนร่วม 1,500 ล้านบาท เริ่มต้นจากการได้สัมปทานปากคลองตลาดบนพื้นที่ 5 ไร่เศษ เป็นเวลา 30 ปี จากองค์การตลาดของกระทรวงมหาดไทย และซื้อพื้นที่ 9 ไร่ของตลาดยอดพิมาน ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์เดิมของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธิสิริโสภา ในวงเงิน 630 ล้านบาท พร้อมๆกับคำมั่นสัญญาว่า ยังคงให้พื้นที่แห่งนี้เป็นตลาดดอกไม้และผลไม้ และคงสิทธิ์ของผู้ค้าขายรายเดิมๆไว้ จึงสามารถบรรลุการเป็นผู้ซื้อรายที่ 11 ที่เจ้าของที่ดินยอมขายให้หลังจากที่มีผู้ยื่นข้อเสนอซื้อมาก่อนหน้านี้ 10 รายแต่ไม่สำเร็จ และพื้นที่ส่วนสุดท้ายเป็นการรวมพื้นที่โกดังริมแม่น้ำอีก 4 ไร่เศษเข้ามาร่วมเป็นโครงการเดียวกัน เพื่อบริหารจัดการ ณ จุดเดียว

นายเฉลียวบอกว่า เขาเริ่มต้นจากการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ภายใน ทางเข้า ทางออก จัดโซนแผงค้าขายของตลาดยอดพิมานและปากคลองตลาด ให้มีความสะดวกและโปร่งโล่งขึ้น ยอมลงทุนซื้อพื้นที่ตึกของเอกชนเพียงแค่ 12 ตร.วา ในราคา 50 ล้านบาท เพื่อขยายทางเข้า-ออก พร้อมๆกับการอนุรักษ์การค้าขายผักและผลไม้ไว้เช่นเดิม โดยทั้งสองตลาดมี 680 แผง เมื่อขายทั้งกลางวันและกลางคืนเท่ากับว่ากว่า 1,000 แผง และด้วยความเป็นตลาดจึงมีความวุ่นวายมาก ต้องจัดโซนค้าขายให้ผู้ค้านำเข่งจำนวนมากมายกลับไปเก็บที่สวนแทนมาเก็บในตลาด พร้อมตัดพ่อค้าคนกลางที่ให้เช่าแผงออกไปให้เหลือแต่ตัวจริง ใครเคยมีพื้นที่ 100 ตร.ม. ได้ลด ให้เหลือ 20-25 ตร.ม.

เมื่อจัดตลาดที่เป็นแผงค้าขายเสร็จ จึงถึงเวลาต้องจัดและเนรมิตพื้นที่ริมแม่น้ำ เขาบอกว่า พื้นที่ริมน้ำที่ติดตลาดยอดพิมานมี 2 โกดัง และติดปากคลองตลาดอีก 2 โกดัง มีพื้นที่จุดหนึ่ง 27 ตร.วา ที่ต้องซื้อด้วยเงินลงทุนเพิ่มอีก 50 ล้านบาท เพื่อเชื่อมโกดังริมน้ำให้ต่อเนื่องกัน จนในที่สุดจึงได้พื้นที่ตรงนี้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค เฉพาะส่วนนี้ใช้เงินลงทุนไป 800 ล้านบาท เพื่อรีโนเวตพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยาหน้ากว้างยาว 300 เมตร ให้มีพื้นที่ใช้งาน 14,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์สำหรับร้านค้าและร้านอาหาร 8,000 ตารางเมตร และพื้นที่ส่วนกลาง 6,000 ตารางเมตร

“ผมคาดหวังว่าพื้นที่ตรงนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ทั้งของคนไทยและชาวต่างประเทศ ด้วยมุมมองที่เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้คือทำเลเพชร เรียกว่ามากยิ่งกว่าทำเลทอง เพราะอีกไม่กี่ปีจะมีสถานีรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงินอยู่ห่างจากโครงการไม่เกิน 50 เมตร เป็นสถานีรถใต้ดินสถานีเดียวที่ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา และพื้นที่นี้มีความพร้อมจะเป็นฮับท่องเที่ยวทางน้ำ จึงเริ่มทำตลาดกับบริษัทนำเที่ยว เพื่อดึงนักท่องเที่ยวแวะมารับประทานอาหาร และซื้อของที่ระลึก รวมทั้งมีพื้นที่เหมาะเป็นจุดแวะพักของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการขี่จักรยานเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศรอบเกาะรัตนโกสินทร์”

นอกจากนี้ ปลายปี 2558 เพื่อแนะนำโครงการยอดพิมานให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะต่างชาติได้รู้จัก จึงจะจัดอีเวนต์ใหญ่ เทศกาลดอกไม้ โดยดึงร้านขายดอกไม้ในปากคลองตลาดมาจัดซุ้มดอกไม้นานาชนิดตลอดทางเดินริมน้ำเจ้าพระยา 300 เมตร พร้อมซื้อขายและประกวดการจัดดอกไม้ เพื่อเรียกความคึกคักให้นักท่องเที่ยวได้มาจับจ่าย หนุนจุดเด่นของปากคลองตลาดซึ่งเป็นตลาดซื้อขายดอกไม้ 24 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสวิถีชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่งเหมือนตลาดอื่นๆ และได้ประสานให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาบรรจุเทศกาลดอกไม้ไว้ในปฏิทินของภาคการท่องเที่ยวไทย ด้วยเพราะตั้งใจให้เป็นเทศกาลที่จะเกิดขึ้นในวันเดียวกันของทุกๆปี.

คนไทยเวลาไปเมืองนอกเมื่อมีโอกาสได้ไปเดินเที่ยวเลียบแม่น้ำใหญ่ที่อยู่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศต่างๆ มักใฝ่ฝันอยากให้กรุงเทพมหานครมีแลนด์มาร์กสวยๆใหม่ๆ เป็นทางเดินยาวๆ เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีคุ้งน้ำสวยงามมากมายเกิดขึ้นบ้าง 26 มิ.ย. 2558 02:08 ไทยรัฐ