วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถ้าจะปฏิรูป อย่าทำซะเอง

กองบัญชาการตำรวจนครบาลเชิญ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ พูด “ตำรวจกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน” รับใช้นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล 362 นาย ตามโครงการพัฒนาข้าราชการตำรวจเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 09.00-12.00 น. จันทร์วันที่ 29 มิถุนายน 2558 ที่อาคารพุทธชีวาลัย มรภ.พระนคร กรุงเทพฯ

ผู้อ่านท่านครับ ภายใต้ความตกลงขององค์การการค้าโลก ไทยจะต้องเปิดเสรีตลาดกากถั่วเหลือง โดยกำหนดอัตราภาษีนำเข้าไว้ที่ระดับไม่เกินร้อยละ 20 สำหรับการนำเข้ากากถั่วเหลืองในโควตา 230,000 ตัน แต่ถ้านำเข้าส่วนที่เกินจากโควตาจะต้องเสียภาษีมากกว่า โดยกำหนดอัตราภาษีนำเข้าไว้ไม่เกินร้อยละ 133

กากถั่วเหลืองเป็นหนึ่งในวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญ แต่ประเทศไทยของเราผลิตได้ไม่พอนะครับ ทั้งจากเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศและการนำเข้ามีปริมาณเพียงร้อยละ 30 ของความต้องการแต่ละปี เราจึงต้องนำเข้ากากถั่วเหลืองมากกว่า 2 ล้านตัน เรานำเข้ามากเป็นอันดับ 4 ของโลกนะครับ ร้อยละ 50 เราซื้อมาจากบราซิล ร้อยละ 34 จากอาเจนตินา จากอินเดีย ร้อยละ 9 และสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 7

การกำหนดโควตาการนำเข้ากากถั่วเหลืองทำให้มีการเสียภาษีแตกต่างกันมาก ระหว่างการนำเข้ากากถั่วเหลืองในโควตากับนอกโควตา ใครที่เป็นผู้ประกอบการ ก็แน่นอนละครับ ว่าอยากได้สิทธิ์ในการนำเข้ากากถั่วเหลืองในโควตา

ก่อนที่ผู้ประกอบการจะสามารถขอหนังสือรับรองสิทธิ์การใช้โควตา หน่วยงานภาครัฐจะต้องออกระเบียบการนำเข้าให้ชัดเจนซะก่อน เพราะกฎหมายสั่งให้ออกระเบียบปีต่อปี คนมีอำนาจก็สามารถชะลอการออกระเบียบ เพื่อหาทางเรียกผลประโยชน์จากผู้นำเข้า ผมขอเรียนขั้นตอนการกำหนดการนำเข้ากากถั่วเหลืองมารับใช้ท่านกันหน่อยนะครับ

คณะกรรมการนโยบายอาหารที่มี รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน จะกำหนดมาตรการการนำเข้าสินค้าอาหารปีต่อปี และนำเสนอมาตรการต่อ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบ ส่วนกระทรวงการคลังก็สามารถออกประกาศลดและยกเว้นอากรสำหรับการนำเข้าในโควตา

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ออกระเบียบการออกหนังสือรับรองสิทธิ์ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของปีถัดไป

ผู้อ่านท่านจะเห็นนะครับ ว่ากระทรวงพาณิชย์มีอำนาจทั้งต้นทางและปลายทางในการออกระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้ากากถั่วเหลือง คนไหนเป็นรัฐมนตรีก็เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายอาหาร มีอำนาจทั้งกำหนดมาตรการการนำเข้าและลงนามในระเบียบการออกหนังสือรับรองสิทธิ์

เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2552 ผู้ประกอบการจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยต้องยื่นหนังสือต่อกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้คณะกรรมการนโยบายอาหารเร่งกำหนดมาตรการการนำเข้ากากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปลาป่น ให้ชัดเจนถึง 3 ครั้ง

แต่รัฐมนตรียังทำเฉย จนกระทั่งต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เรื่องจึงมีความคืบหน้า

ปกติจะมีการนำเข้ากากถั่วเหลืองเดือนละประมาณ 2 แสนตัน หากยังไม่มีประกาศออกมา สินค้าทั้งหมดจะต้องเก็บไว้บนเรือ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายโดยรวมวันละประมาณ 3 ล้านบาท นอกจากนี้ หากระเบียบออกมาล่าช้า ผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น แม้ว่าจะขอคืนภาษีได้ภายหลังแต่ก็ต้องใช้เวลา 6–10 เดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนอย่างมาก

ผมทราบเรื่องอย่างนี้ เพราะสมัยนั้น พ่อผมไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ท่านหนึ่ง ก็เลยรู้ว่า มีคนของนักการเมืองไปเรียกรับผลประโยชน์ ก็เลยเกิดความล่าช้า คนเลี้ยงสัตว์ในสมัยนั้นเดือดร้อนจากความล่าช้าพวกนี้มาก และก็มีภาระต้นทุนด้านค่าขนส่งทางเรือที่เตรียมนำเข้ากากถั่วเหลือง ผู้อ่านท่านลองนึกดูซีครับ ทั้งที่ประเทศของเราผลิตกากถั่วเหลืองได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ แทนที่นักการเมืองจะเห็นใจ กลับมาซ้ำเติม

เรื่องรับผลประโยชน์จากประชาชนคนทำมาหากินนี่ มีเยอะมาก และสิ่งต่างๆ อย่างนี้นี่แหละครับ ที่ทำให้ไทยล้าหลัง อีกไม่นาน เราก็จะแพ้ประเทศที่มีนักการเมืองและข้าราชการสะอาดอย่างสิงคโปร์ หรือมาเลเซียอย่างไม่เห็นฝุ่น

ใครจะปฏิรูปอะไร ก็ต้องรู้จริงนะครับ ถึงจะทำได้

แต่คนที่จะเข้าไปปฏิรูป ต้องอย่าไปเรียกผลประโยชน์ซะเอง.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th
www.nitipoom.media
www.facebook.com/nitipoom.thailand