วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หนีวิกฤติน้ำแล้ง ขุดบาดาลงานล้น

ปัญหาฝนตกนอกเขื่อน ซึ่งเป็นแหล่งรับน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เขื่อนต่างๆไม่มีน้ำพอให้ระบายลงสู่แม่น้ำลำคลองได้ตามปกติ จนรัฐบาลยอมเปิดไฟเขียวให้เจาะน้ำบาดาลเพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งแก่ประชาชนที่ประสบปัญหา วันนี้น้ำบาดาลจึงต้องกลับมารับบทหนักพระเอกตัวจริงอีกครั้ง

เวลานี้นอกจากคนไทยจะใช้น้ำบาดาลเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร น้ำบาดาลยังถูกใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเครื่องดื่มต่างๆ เช่น น้ำแร่ น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำอัดลม เบียร์ สุรา

แม้แต่กิจการห้องเย็น ฟอกย้อม โรงแรม สปา สนามกอล์ฟ สถานีบริการน้ำมัน ก็ล้วนแห่กันมาใช้น้ำบาดาลเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินธุรกิจแทบทั้งสิ้น การจะเจาะเอาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องทำเรื่องขออนุญาตต่อพนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่นั้นๆ

ยกตัวอย่าง ใน กทม. ต้องติดต่อขออนุญาตจากสำนักควบคุมกิจการน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และ นครราชสีมา ต้องขออนุญาตจากเทศบาลหรือ อบต. ที่จะเจาะน้ำบาดาล หรือที่บ่อน้ำบาดาลนั้นตั้งอยู่

ส่วนพื้นที่อื่น นอกเหนือจากนี้ ให้ติดต่อได้ที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และสำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 1-12 ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

หากตรวจพบว่ามีการแอบเจาะหรือใช้น้ำบาดาลโดยมิได้รับอนุญาต ถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ การจะอนุญาตให้เจาะและใช้น้ำบาดาลยังมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญกำหนดไว้ว่า ในเขตท้องที่ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลอีก 6 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นนทบุรี และนครปฐม พื้นที่เหล่านี้ถูกประกาศให้เป็น เขตวิกฤตการณ์น้ำบาดาล

ดังนั้น หากบริเวณใดในพื้นที่ดังกล่าวมีการประปานครหลวง หรือการประปาส่วนภูมิภาคไปให้บริการแล้ว จะไม่อนุญาตให้เจาะและใช้น้ำบาดาลในพื้นที่นั้นอีก

เว้นแต่การใช้น้ำในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำบาดาลเป็นวัตถุดิบ หรือในกระบวนการผลิต จะอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาล ร่วมกับการใช้น้ำประปาตามสัดส่วนที่ได้รับผลกระทบ

นอกนั้นแล้ว โดยทั่วไปมีหลักอยู่ว่าจะอนุญาตให้เจาะและใช้น้ำบาดาลได้ เฉพาะในพื้นที่ซึ่งขาดแคลนแหล่งน้ำผิวดิน หรือให้ใช้ร่วมกับน้ำผิวดินตามความเหมาะสมและจำเป็นตามประเภท หรือลักษณะการใช้น้ำในแต่ละกิจกรรมตามหลักการใช้น้ำร่วมกัน

จะเห็นว่าเอาเข้าจริงแล้ว การใช้น้ำบาดาลไม่ใช่ว่าใครนึกอยากใช้ขึ้นมา มือใครยาวสาวได้สาวเอา ต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และบางกรณียังมีค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับการใช้น้ำประปา

ปทุมธานี แม้จะเป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งถูกประกาศให้เป็น เขตวิกฤต-การณ์น้ำบาดาล และแม้ว่าปกติจะไม่ใช่พื้นที่ซึ่งเสี่ยงภัยแล้งก็ตามแต่วิกฤติแล้งน้ำครั้งนี้สาหัสนัก ทำให้บางพื้นที่ยอมให้มีการเจาะบาดาลเพิ่ม

อนุกูล โอฬารกิจวานิช ผู้อำนวยการส่วนทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติฯ จ.ปทุมธานี บอกว่า ปกติปทุมธานีทั้งจังหวัดไม่เข้าข่ายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง

“ปกติเราอนุญาตให้เจาะบ่อบาดาลได้เฉพาะฟาร์มเกษตร อุตสาหกรรม หรือเพื่อการอุปโภค บริโภค ในพื้นที่ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาค หรือประปาชุมชนของเทศบาล หรือ อบต. ยังเข้าไปให้บริการไม่ถึง และเขาไม่สามารถหาน้ำใช้จากแม่น้ำ ลำคลองได้เท่านั้น”

แต่ ผอ.อนุกูลบอกว่า วิกฤตการณ์แล้งน้ำปีนี้ ถือเป็นกรณีพิเศษที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติฯ จ.ปทุมธานี อนุญาตให้องค์การบริหารส่วนตำบล 2 แห่ง คือ อบต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก กับ อบต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สามารถเจาะและนำน้ำบาดาลไปใช้ทำน้ำประปาชุมชนได้

“เดิมทั้งสองพื้นที่สามารถสูบน้ำดิบจากแม่น้ำ ลำคลองไปใช้ผลิตน้ำประปาได้ แต่ปีนี้น้ำดิบต้นทุนจากผิวดินมีไม่พอใช้ เราจึงยอมให้เจาะน้ำบาดาลไปใช้ สนองนโยบายช่วยแก้ปัญหาของรัฐบาล”

ส่วนประชาชนที่อยู่นอกเขตพื้นที่ไม่สามารถหาน้ำจากแม่น้ำ ลำคลอง หรือน้ำจากประปาชุมชน และประปาภูมิภาคมาใช้ แต่ยังมีความจำเป็นต้องใช้น้ำ คนกลุ่มนี้จำต้องดิ้นรนขวนขวายหาทางช่วยเหลือตัวเอง

นนทกร นพรุจจินดา เจ้าของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล “นนทกรบาดาล” ผู้ให้บริการรับจ้างขุดเจาะบ่อบาดาล ที่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ตั้งข้อสังเกต

“ระยะ 6 เดือนมานี้ ถือว่าเป็นช่วงวิกฤติแล้งน้ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดูได้จากทั้งจำนวนยอดลูกค้าที่มาว่าจ้างให้เราไปเจาะบ่อบาดาลให้ หรือดูจากการได้หยุดพัก ซ่อมบำรุงของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการขุดเจาะ ที่แทบไม่ได้หยุดพักใช้งานเลย”

นนทกรบอกว่า ลูกค้าของเขามีทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างอบต. ซึ่งมีหน้าที่ต้องหาน้ำสะอาดไปทำน้ำประปาให้ประชาชนใช้ หมู่บ้าน

จัดสรรที่ยังไม่มีน้ำประปาผ่าน สวนเกษตร หรือแม้กระทั่งพื้นที่ทำนา ซึ่งปกติจะมีน้ำดิบจากคันคลองส่งน้ำให้ใช้ แต่ช่วง 5-6 เดือนมานี้ น้ำในคันคลองชลประทานแห้งสนิท

“งานเข้าตลอด เฉพาะที่สุพรรณบุรี ทั้งอำเภอดอนเจดีย์ สามชุก และศรีประจันต์ ปกติจะใช้น้ำที่ส่งมาจากเขื่อนกระเสียว ผ่านคันคลองหนองนิ้วเอน แต่ปีนี้น้ำจากเขื่อนแทบจะแห้งสนิท จึงเกิดปัญหา

นนทกรว่า ลำพังน้ำกิน ไม่ใช่ปัญหา เพราะชาวบ้านมักมีน้ำประปาหมู่บ้านให้บริโภค แต่น้ำที่จะใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น ทำนาหรือเลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ชาวบ้านต้องขุดเจาะบ่อบาดาลเอาเองตามกำลังทรัพย์

เขายกตัวอย่าง ในพื้นที่ อ.ดอนเจดีย์ หากจะเจาะบ่อบาดาลต้องเจาะผ่านชั้นดินและชั้นทรายลงไปที่ระดับความลึกตั้งแต่ 180–200 เมตรขึ้นไป จึงจะผ่านพ้นชั้นน้ำเค็ม สามารถสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้ ถ้าใช้ท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว ราคาค่าเจาะบาดาลต่อบ่อ ประมาณ 2 แสนกว่าบาท

เทียบกับพื้นที่ ต.ดอนปู อ.ศรีประจันต์ แค่เจาะลงไปใต้ดินที่ความลึก 30-40 เมตร ซึ่งเสียค่าขุดเจาะพร้อมอุปกรณ์สูบน้ำไม่ถึงแสนบาท ก็จะได้น้ำบาดาลคุณภาพไม่กร่อย ไม่เค็ม สามารถนำมาใช้ทำนาได้แล้ว

“น่าเห็นใจนะ เขาเป็นชาวนา ไม่ให้ทำนา แล้วจะให้เอาอะไรกิน เขามีอาชีพเลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ จำเป็นต้องใช้น้ำ แล้วจะให้ทำยังไง บางทีก็ยากที่จะไปห้ามปรามกัน”

นนทกรว่า ปัญหายังอยู่ที่ช่วงรัฐบาลก่อน ชาวนาขายข้าวได้เกวียนละ 15,000 บาท แค่นำข้าวสัก 15 เกวียน จากนาราวๆ 10 ไร่เศษไปขาย ก็ได้ค่าขุดบ่อบาดาลแล้ว

แต่วันนี้ ราคาข้าวเปลือกเหลือเพียงเกวียนละ 7,000-8,000 บาท นนทกรบอกว่า ใครต้องทำนาเลี้ยงชีพ และอยากได้น้ำบาดาลไว้ทำนา อย่างแรกต้องดูก่อนว่ามีที่นาทั้งหมดกี่ไร่ ถ้ามีแค่ 7-10 ไร่ เลิกคิดเลย เพราะขายข้าวได้ไม่คุ้มกับต้นทุนค่าเจาะบ่อบาดาล

“เดี๋ยวนี้จะขุดบ่อบาดาลต้องมีนาอย่างต่ำ 30 ไร่ขึ้นไป เพราะ

ถ้าเฉลี่ยได้ผลผลิตข้าวไร่ละ 1 เกวียน ราคาข้าวเหลือเกวียนละ 8,000 บาท ค่าข้าวทั้งหมดที่ขายได้ฤดูกาลแรกต้องเอามาจ่ายเป็นค่าเจาะบ่อบาดาล ฤดูกาลที่สองเพิ่งจะเริ่มคืนทุน ต้องรอให้ขายข้าวฤดูกาลที่สามไปแล้วโน่นถึงจะมีกำไร”

“ยังไม่นับพวกที่เจาะน้ำบาดาลเอาไปใช้เลี้ยงเป็ด ไก่ หรือหมู นอกจากต้องเสียค่าเจาะบ่อบาดาลเป็นแสนบาท ถ้าอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีประปาหมู่บ้านให้ใช้ แล้วไม่ใช้เพราะสู้ราคาไม่ไหว ถึงแม้ 50 ยูนิตแรกต่อวันต่อบ่อบาดาล เขาให้ใช้ฟรี แต่ถ้าใช้เกินกว่านั้นต้องเสียค่าน้ำบาดาลคิวละ 1.50 บาท นี่คือปัญหาซ้อนปัญหาที่ยังไม่มีใครหาทางแก้ไข” นนทกรทิ้งท้าย.