วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดทุกมิติคนกินหมา เพื่อนรักหรืออาหาร!?

สุนัข อาจเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของคนทั่วไป กระนั้น เสียงลือถึงการกินเนื้อสุนัขในพื้นที่ต่างๆ ก็ยังคงมีให้คนในสังคมโลกรับรู้กันทั่วไป แต่ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางที่สุดคงเป็น เทศกาลกินเนื้อสุนัขในประเทศจีนที่ทำเอาคนรักหมาเดือดดาลกันเป็นแถว จนกลายเป็นกระแสต่อต้านบนโลกออนไลน์ทั้งในไทยและต่างประเทศ

หลายคนอาจจะค้างคาในใจว่าสัตว์อื่นมีมากมาย แต่ทำไมคนเราถึงยังต้องกินหมา!? ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาทุกท่านไปพบกับมุมมองของการบริโภคเนื้อสุนัขที่ทุกท่านอาจจะยังไม่เคยรู้...

ฟังเวียดนาม วัฒนธรรมกินหมา แต่ไม่ได้หากินง่ายๆ

เมื่อสอบถามว่าทำไมถึงต้องรับประทานเนื้อสุนัขเป็นอาหาร อ.พิสิฐ อำนวยเงินตรา ผู้เชี่ยวชาญเวียดนามศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาตะวันออก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอบว่า เป็นเรื่องของวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่เพียงเวียดนามเท่านั้น จีนและเกาหลีก็มีการกินเนื้อสุนัขเช่นกัน การกินเนื้อสุนัขอาจเป็นวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกที่สภาพอากาศค่อนข้างหนาว

คนเวียดนามไม่ได้กินเนื้อสุนัขเป็นอาหารหลัก เพราะการกินจะนิยมมากในตามต่างจังหวัดของเวียดนามเท่านั้น โดยเฉพาะในภาคเหนือ บางคนที่มองว่า "สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับเป็นอาหาร" หากมีงานเลี้ยงต้อนรับ เมนูเนื้อสุนัขจะถูกนำขึ้นเสิร์ฟเพราะเป็นอาหารที่พิเศษ ส่วนในฮานอย ก็มีร้านอาหารที่ขายเนื้อสุนัขโดยเฉพาะ แต่เมื่อเทียบกับร้านที่ขายเนื้อทั่วไปถือว่าน้อยมาก

“รับประกันว่านักท่องเที่ยวไทยไม่เจอเนื้อสุนัขในร้านอาหารทั่วไปอยู่แล้ว เพราะเนื้อสุนัขมีราคาแพง สองคือจำกัดกลุ่มคนกิน ส่วนร้านที่ขายเนื้อสุนัขก็จะขึ้นป้ายชัดเจนว่ามีขายเนื้อสุนัข” ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนามศึกษายืนยัน

อ.พิสิฐ ยังให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ในเวียดนามมีความเชื่อด้วยว่าการกินเนื้อสุนัขจะทำให้ร่างกายแข็งแรง อบอุ่น นิยมทาน โดยเฉพาะในฤดูหนาว ขณะเดียวกัน ก็ยังมีความเชื่อว่า ต้นเดือน หรือในเทศกาลที่เป็นมงคล อย่างเช่น ตรุษเวียดนาม ไม่ควรทานเนื้อสุนัข เพราะว่าจะทำให้โชคไม่ดี

ไปเกาหลี คนพิเศษสุดๆ ถึงได้กินซุปเนื้อหมา

นอกจากนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ รศ.ดร. ดำรงค์ ฐานดี ผู้อำนวยการศูนย์เกาหลีศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย รามคำแหง ถึงเรื่องวัฒนธรรมการรับประทานเนื้อสุนัขในประเทศเกาหลี และได้รับข้อมูลว่า ในอดีตการรับประทานเนื้อสุนัขเป็นที่แพร่หลายมากในเกาหลี เนื่องจากบ้านเขาอากาศหนาว ส่วนใหญ่คนก็จะกินอาหารร้อนๆ ได้แก่ ซุปต่างๆ แต่ที่พิเศษที่สุดเลย ก็คือ ซุปเนื้อสุนัข เรียกว่า "โบชินตัง" ซึ่งมักจะทานกันในฤดูร้อน

“ถ้าได้รับเชิญเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ในชนบทห่างไกล หรือเป็นแขกพิเศษ คนเฒ่าคนแก่ชาวเกาหลีจะทำซุปเนื้อสุนัขให้กิน เวลารับประทาน ตามประเพณีก็จะต้องแสดงให้เห็นว่าซุปเนื้อสุนัขนี้เอร็ดอร่อยแค่ไหน ซึ่งซุปเนื้อสุนัขนี้นับว่าเป็นของโปรดปรานของคนเกาหลีในอดีต" รศ.ดร. ดำรงค์อธิบายเสริม

อัพเดตหน่อย! วัฒนธรรมกินหมากำลังตายจากเกาหลีรุ่นใหม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีศึกษา กล่าวต่อว่า ในกีฬาโอลิมปิกในปี 1988 ที่มีผู้สื่อข่าวจากต่างประเทศ เสนอข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลกว่า คนเกาหลีป่าเถื่อน เพราะกินซุปเนื้อสุนัขกันอย่างเอร็ดอร่อย คนเกาหลีจึงเกิดความไม่พอใจและไม่สบายใจ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มีความรู้สึกว่าเราจะไม่กินแล้ว เพราะเราเป็นประเทศที่มีความศิวิไลซ์ จึงจะไม่ทานเนื้อสุนัขเนื่องจากเห็นว่าทำให้คนทั่วโลกไม่สบายใจ

ปัจจุบันวัฒนธรรมนี้เริ่มจางหายไปจากสังคมเกาหลีค่อนข้างเร็ว เนื่องจากคนเกาหลีส่วนใหญ่อพยพไปอยู่ในเมือง เหลือคนที่อาศัยอยู่ในชนบทประมาณ 5% ของจำนวนประชากรทั้งหมด อีกทั้งคนแก่ๆ ที่เคยกินเนื้อสุนัขก็ล้มหายตายจาก ส่วนตัวศึกษาเรื่องราวของเกาหลีในระยะหลัง 20-30 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยพบเจอเรื่องการกินเนื้อสุนัข และไม่มีการพูดถึงอีกเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนเรื่องการต่อต้าน รศ.ดร.ดำรงค์แสดงความคิดเห็นว่า วัฒนธรรมกินเนื้อสุนัข น่าจะเป็นเรื่องปกติ แต่เพราะทางตะวันตกถือว่าสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยง ไม่ใช่สัตว์ที่ต้องกลายเป็นอาหาร ทำให้มีการต่อต้านประเทศอื่นๆ ที่กินเนื้อสุนัข

วัฒนธรรมจีน กินหมา = เรื่องธรรมดา

เพื่อให้ได้รับคำตอบที่ชัดเจนถึงวัฒนธรรมการบริโภคเนื้อสุนัข ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้ต่อสายตรงไปยัง ผศ.ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนวิทยา เพื่อสอบถามถึงการกินเนื้อสุนัขภายในประเทศจีน ซึ่งได้รับคำตอบว่า เกือบทั่วทั้งจีนยังนิยมกินเนื้อสุนัขเหมือนคนทั่วไปกินเนื้อหมู และจะพบได้มากในมณฑลกุ้ยโจว และเมืองกวางเจา และเขตภูมิภาคที่มีอากาศหนาวเย็น ส่วนเมืองใหญ่ๆ ที่เจริญแล้วก็มีการกินเนื้อสุนัขอยู่บ้าง แต่อาจจะพบได้น้อยกว่า

“การกินเนื้อสุนัขในประเทศจีนเป็นเรื่องที่ปกติมาก คนจีนไม่ค่อยมีใครต่อต้านการกินเนื้อสุนัขเพราะว่าใครๆ เขาก็กินกันทั้งนั้น แต่ช่วงหลังที่เกิดการต่อต้านขึ้นเพราะมีแนวคิดของชาวต่างชาติเข้ามา ดังเช่นช่วงนี้ ที่มีต่อต้านเทศกาลกินเนื้อสุนัขที่มณฑลกวางสี ทั้งนี้ หากไม่มีการต่อต้านก็จะถือว่าการกินเนื้อสุนัขเป็นเรื่องปกติ” ผศ.ก่อศักดิ์อธิบาย

ทั้งนี้ สาเหตุที่คนจีนนิยมบริโภคเนื้อสุนัขเพราะเชื่อว่า เนื้อสุนัขมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีสรรพคุณช่วยคลายหนาว เมื่อกินเข้าไปแล้วหลายคนก็จะรู้สึกอุ่นขึ้น อีกทั้งบางคนยังเห็นว่าเนื้อสุนัขอร่อยกว่าเนื้อหมู ไม่มีกลิ่นสาบเหมือนเนื้อหมู เมนูเนื้อสุนัขที่จะพบเห็นได้ทั่วไปก็คือ ซุปสุนัขตุ๋นยาจีน และสุนัขหัน ซึ่งวัฒนธรรมการบริโภคเนื้อสุนัขของจีนก็ส่งต่อไปยังประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลี และเวียดนาม

เลี้ยงหมาเหมือนเลี้ยงหมู น่ารักแค่ไหนสุดท้ายก็กินได้เหมือนกัน!

ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนวิทยา กล่าวต่อว่า ในพื้นที่ที่มีการกินเนื้อสุนัขมาก เช่น กุ้ยโจว และกวางเจา จะมีการทำฟาร์มเลี้ยงสุนัขขนาดใหญ่เพื่อบริโภคโดยตรง ส่วนเรื่องพฤติกรรมการเลี้ยงสุนัขของคนจีนก็คล้ายกับการเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภค เช่น หมู ไก่ วัวและควาย ถึงจะมองว่าน่ารัก แต่เมื่อถึงเวลาจะนำมากินก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

“ส่วนตัวคิดว่า ถ้าจะมองสุนัขเป็นเพื่อน ก็ต้องย้อนถามด้วยว่า แล้ว หมู ไก่ วัว ควาย ไม่ใช่เพื่อนของมนุษย์หรือ? สัตว์พวกนี้ก็เป็นเพื่อนของมนุษย์ทั้งนั้น ปัญหาคือบางทีคนเราก็ชอบมองว่าสัตว์ประเภทนี้กับอีกประเภทหนึ่งมันต่างกัน คนทำให้สุนัขมีอะไรที่พิเศษมากกว่าสัตว์อื่นหรือเปล่า ทั้งที่จริงแล้วก็คือสิ่งมีชีวิตด้วยกันทั้งนั้น แล้วถ้าต่อต้านการกินเนื้อสุนัขแล้ว ก็ควรจะต่อต้านการกินเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ด้วยหรือไม่?” ผศ.ก่อศักดิ์ ทิ้งท้ายให้คิด

เอาให้ชัด กินเนื้อหมาแข็งแรงจริงหรือ?

หลังจากฟังนักวิชาการถึงวัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขในประเทศต่างๆ ไปกันแล้ว อาจยังคงสงสัยว่าการกินเนื้อสุนัขจะทำให้ร่างกายแข็งแรงได้จริงหรือ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงสอบถามไปยัง อ.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญโภชนาการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย เพื่อไขข้อข้องใจดังกล่าว

อ.สง่า ตอบว่า การนำเนื้อสุนัขไปวิเคราะห์หาคุณค่าทางโภชนาการ พบว่า เนื้อสุนัขมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับเนื้อหมู หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ กินแล้วร่างกายก็ได้รับโปรตีน ไปช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย หรือสร้างเนื้อเยื่อ ในขณะเดียวกัน เนื้อสุนัขก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า กินเข้าไปแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรง หรือเป็นยาโด๊ป อีกทั้งไม่มีงานวิจัยออกมาว่าเนื้อสุนัขมีสารที่กินเข้าไปแล้วจะทำให้เกิดมีพละกำลัง หรือเพิ่มสมรรถนะทางเพศ

“เนื้อสุนัขเป็นเนื้อสัตว์มีคนบริโภคน้อยมาก จะบริโภคกันเพียงแค่ในวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ วัตถุประสงค์ของการกินคือเพื่อเป็นยาโด๊ป นานๆ กินที จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าการบริโภคเนื้อสุนัขจะทำให้ร่างกายแข็งแรง กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่าเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ แต่สิ่งที่กินและปฏิบัติกันมา มันเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดความเชื่อและบอกเล่ากันต่อไป” นักโภชนาการอธิบาย

ลองเนื้อหมาสักครั้ง คุ้มไหมกับความเสี่ยง?

ขณะเดียวกัน นสพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พูดถึงความเสี่ยงจากการกินเนื้อสุนัขว่า เนื้อสุนัขมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอาหารค่อนข้างสูง เนื่องจากธรรมชาติของการเลี้ยงสุนัขแตกต่างกับการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร

ประการแรก สัตว์ที่นำมาประกอบเป็นอาหาร เราสามารถควบคุมเรื่องอาหารการกินได้ภายในฟาร์ม แต่สุนัขทั่วไปไม่สามารถควบคุมได้ อาจมีการกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้

ประการต่อมา สัตว์ที่เลี้ยงสำหรับเป็นอาหารจะมีการตรวจโรคและเชื้อโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรีย เชื้อรา หรือพยาธิ ก่อนจะนำเนื้อสัตว์เหล่านั้นออกขายในตลาด อีกทั้งขั้นตอนการฆ่าก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสัตวแพทย์ ขณะที่การฆ่าสุนัขโดยทั่วไปไม่มีโรงเชือดไม่มีการดูแลเช่นนี้

อีกทั้งยังมีความกังวลในเรื่องของโรคพิษสุนัขบ้า หากสุนัขไม่ได้รับการตรวจว่ามีพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าสุนัขตัวนั้นมีการติดเชื้อหรือไม่ แม้ว่าการปรุงอาหารด้วยความร้อนจะสามารถทำลายไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าได้ แต่ถ้าคนทำหรือคนกินมีปัญหาเรื่องแผล สัมผัสโดยน้ำลายของสุนัขก็มีโอกาสติดเชื้อได้

ทั้งหมดนี้คือเรื่องความเชื่อ และข้อพิสูจน์ด้านวิทยาศาสตร์ในการบริโภคเนื้อสุนัข ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น "เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์" แล้วคุณล่ะ...มองว่ามันเป็น "เพื่อน" หรือ "อาหาร" หากเลือกได้จะกินมันลงหรือไม่...  

**ขอบคุณภาพประกอบทั้งหมดจาก www.thesun.co.uk **

สุนัข อาจเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของคนทั่วไป กระนั้น เสียงลือถึงการกินเนื้อสุนัขในพื้นที่ต่างๆ ก็ยังคงมีให้คนในสังคมโลกรับรู้กันทั่วไป... 24 มิ.ย. 2558 13:39 24 มิ.ย. 2558 16:02 ไทยรัฐ