วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศ.ศ.ป. ขยายตลาดงานหัตถกรรม เน้นรักษ์ธรรมชาติ มุ่งปักหมุดแดนปลาดิบ

ศ.ศ.ป. ขยายตลาดงานหัตถกรรม เน้นรักษ์ธรรมชาติ มุ่งปักหมุดแดนปลาดิบ

  • Share:

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เร่งขยายตลาดงานหัตถกรรม เน้นแนวรักษ์ธรรมชาติ มุ่งเปิดตรงมาตลาดญี่ปุ่น พร้อมดึงนักออกแบบชาวญี่ปุ่นด้านหัตถกรรม มาเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบ เพื่อให้ชิ้นงานโดนใจกลุ่มผู้ซื้อ ...

หลังประสบความสำเร็จ ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว 2 ปีซ้อน สามารถเปิดตลาดส่งออกให้กลุ่มสินค้าหัตถกรรมไทยได้ ในปีนี้ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) (ศ.ศ.ป.) ได้นำงานหัตกรรมแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ แนวเรียบง่ายแบบ "พอ" กลับไปสร้างความฮือฮาในงาน Interior lifestyle In TOKYO ประเทศญี่ปุ่น

นายพงศ์วัฒนา เจริญมาย

นายพงศ์วัฒนา เจริญมายุ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศ.ศ.ป. เปิดเผยว่า เราเล็งเห็นว่า ในตลาดโลกขณะนี้ ความนิยมผลิตภัณฑ์รักสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มดีมาก เราน่าจะทำผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้มาเปิดตลาด เพราะทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ศ.ศ.ป. จึงนำผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการออกแบบ อนุรักษ์แนววิถีไทยรูปแบบที่เคยสร้างชิ้นงานกันมาแต่เดิม แนวอนุรักษ์ธรรมชาติ เน้นรูปแบบแนวเรียบง่าย มาขยายตลาดที่ญี่ปุ่นแบบ "พอ" พร้อมดึงนักออกแบบชาวญี่ปุ่นด้านหัตถกรรม มาที่ปรึกษาด้านการออกแบบ เพื่อให้ชิ้นงานโดนใจกลุ่มผู้ซื้อมากขึ้น ซึ่งรูปลักษณ์ยังคงเน้นความเป็นไทย จากเดิมที่คนไทยชอบทำอะไรใหญ่ๆ ถ้ามาญี่ปุ่น ก็ต้องไม่ใหญ่มาก ยิ่งผลิตกันเป็นเซต จะขายได้ดีเปิดตลาดได้ง่ายขึ้น

ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการออกแบบ อนุรักษ์แนววิถีไทย

“การออกมาเปิดตลาดในญี่ปุ่น ก็เพื่อทำให้ตลาดกว้าง กลุ่มชาวบ้านเข้มแข็ง ผู้ที่เข้ามาในงานล้วนแต่ให้ความสนใจ คนที่เดินผ่านไปแล้ว ต้องหันกลับเข้ามาเดินดู เพราะเสน่ห์ความเป็นไทย แต่ตอบโจทย์ความต้องการได้ดี โดยเฉพาะวัตถุดิบกระบวนการทุกขั้นตอนธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์” นายพงศ์วัฒนา กล่าว

นางภัณฑิษา เศวตเศรน

นางภัณฑิษา เศวตเศรนี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) (SACICT) บอกว่า การที่เราเจาะตลาดญี่ปุ่น เพราะเป็นประเทศที่ค่อนข้างรักษ์โลก เป็นตลาดที่ใหญ่มาก แนวทางของ ศ.ศ.ป. เพียงแต่เข้าไปส่งเสริมในสิ่งที่ชุมชนมีวิถีการดำรงชีวิต เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้าน แต่เรามุ่งให้ตลาดกลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้านโตขึ้น ตอบโจทย์ตลาดได้ตรงความต้องการ เกิดการต่อยอดไปได้ถูกทาง

ปรับปรุงการออกแบบให้เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น

จากเดิม ชาวบ้านเพียงแค่รับยอดสั่งซื้อแล้วทำตามยอดที่สั่ง ชิ้นงานส่วนใหญ่ไม่มีการวางขาย เพราะทำให้ต้นทุนนิ่งบางครั้งจมหาย ทำแล้วไม่มีตลาด หากเราไม่เข้าไปเสริมในสิ่งที่มี ชาวบ้านก็ไม่สร้างชิ้นงาน ลูกหลานเร่ิมมีโอกาสเห็นกระบวนการทำงานน้อยลง ทำให้แนวโน้มอนาคตในวันข้างหน้า งานหัตถกรรมพื้นบ้านของไทยสุ่มเสี่ยงต่อการสูญหาย อย่าง หม้อบ้านเชียง ปัจจุบันไม่ได้เป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เปลี่ยนมาใช้เป็นของตกแต่งบ้าน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน จึงต้องให้นักออกแบบญี่ปุ่นเข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค การที่ ศ.ศ.ป. มุ่งเปิดตรงมาตลาดญี่ปุ่น เพราะมีความรักษ์โลกมากกว่าตลาดทั่วๆ ไป ในอนาคต ตลาดที่เน้นความเป็นธรรมชาติยังเติบโตไปได้อีกไกล

นายไผท สุขสมหมาย อัครราชทูต

นายไผท สุขสมหมาย อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ไทย ประจำประเทศญี่ปุ่น บอกว่า ภาพรวมส่งออกสินค้าไทย ครึ่งปีแรกเราติดลบ เพราะเงินเยนอ่อนค่า ทำให้สินค้าถึงมือผู้ซื้อมีราคาสูงขึ้น 40% สาเหตุเพราะญี่ปุ่นเจอเศรษฐกิจไม่ดีมา 20 ปี ดังนั้น เพื่อให้ไทยยังสามารถเปิดตลาดที่ญี่ปุ่นได้ เราต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการส่งออก ซึ่งจากนี้ไปสินค้าในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป น่าสนใจ เพราะจากนี้ไปกลุ่มคนวัยนี้มีแนวโน้มปริมาณสูงขึ้นเรื่อย คาดว่าปี 2030 ภายในประเทศญี่ปุ่นจะมี 33% และ ปี 2060 ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีเงิน ฐานะ มีสังคมของตนเอง และเป็นกลุ่มที่ใช้เงินเก่ง เป็นตลาดที่น่าสนใจ

งาน Interior lifestyle In TOKYO ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับสินค้าที่คาดว่าจะมีอนาคตสดใส อัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ประเทศไทยประจำญี่ปุ่น บอกว่า เป็นกลุ่มอาหาร ทานย่อยง่าย มีคุณภาพเป็นกลุ่มออร์แกนิก เปื่อยยุ่ยง่ายเป็นเอนไซม์ แต่ไทยเน้นสมุนไพร ซึ่งวัตถุดิบบ้านเรามีมาก เสื้อผ้าแฟชั่น ที่หรูหราดูดี แชมพู น้ำมันหอมระเหย ที่ส่งขายตามโรงแรม ซึ่งปัจจุบันเราส่งออกอันดับ 1 แซงหน้าฝรั่งเศส และเพื่อให้การส่งออกของไทยกับญี่ปุ่น มีความมั่นคง ผู้ส่งออกควรให้ความสำคัญเรื่องการรักษาสัญญา เวลา และควรรู้จักคำว่าขอโทษ ซึ่งออกมาจากใจ ระมัดระวังคำพูดที่เกินจริง โอ้อวด เพราะชาวญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างมาก

ยังคงความเป็นไทย

สำหรับการจัดงาน Interior lifestyle In TOKYO ในประเทศญี่ปุ่น ครั้งนี้ ถือเป็นปีที่ 25 โดยมีผู้ประกอบการจาก 23 ประเทศ ได้แก่ออสเตรีย จีน กรีซ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮ่องกง อินเดีย อิตาลี ลิทัวเนีย โมร็อกโก โปรตุเกส เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน ไทย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม เนปาล ออสเตรเลีย และสวีเดน เข้าร่วมงาน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้