วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“ปฏิรูป” ยาวิเศษแก้ปัญหาถูกจุด

“ปฏิรูป” ยาวิเศษแก้ปัญหาถูกจุด

โดย สายล่อฟ้า
24 มิ.ย. 2558 05:01 น.
  • Share:

ดูเหมือนว่าจะมีการปรับจูนสาระของร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็นโดยเฉพาะ “ธง” ที่ ครม.ได้เสนอแนะเป็นหลัก ด้วยแนวทางที่จะให้รัฐธรรมนูญเป็นช่องทางเพื่อให้เกิดความปรองดองและการเมืองไทยเดินหน้าต่อไป

พูดง่ายๆว่าแม้จะคงหลักการสำคัญๆเอาไว้ แต่ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายการเมือง ในลักษณะประนีประนอมมากขึ้น

นั่นน่าจะเป็นแนวทางที่ คสช.ต้องการให้เกิดขึ้น

ทั้งหลายทั้งปวงคงอยู่ที่ สปช.ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะหากไม่เห็นด้วยก็ว่ากันไปตามขั้นตอน

ที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้กำหนดเอาไว้ หากไม่ผ่านก็ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 21 คน ขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ร่างกันใหม่แล้วให้มีการทำประชามติ โดยเฉพาะนายกฯจะแต่งตั้งเองทั้งหมด

ที่น่าสนใจเมื่อ สปช.พ้นจากหน้าที่ไปแล้ว นายกฯจะแต่งตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นมาแทนที่จำนวนไม่เกิน 200 คน

ขึ้นอยู่กับว่านายกฯตั้งใครเข้ามาทำหน้าที่เท่านั้น?

สิ่งหนึ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งคือ เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่ให้บรรดานักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 คน ที่ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งสามารถดำรงตำแหน่งต่างๆได้ก็เท่ากับเป็นกระบวนการเริ่มต้นไปสู่ความปรองดองด้านหนึ่ง

อีกด้านหนึ่งการปฏิรูปประเทศ ถือเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ คสช.ได้กำหนดเอาไว้ อยู่ที่ว่าจะทำได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน ด้วยห้วงเวลาอันจำกัดและอุปสรรคที่ทำให้การปฏิรูปไม่สามารถเดินหน้าไปได้อย่างที่คาดหวัง

การตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะเข้ามาสานงานต่อเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

เพื่อคืนความสุขให้ประชาชนตามที่ คสช.ประกาศเอาไว้

เพราะการปฏิรูปคือสิ่งสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ และเป็นงานสำคัญที่ คสช.จะต้องดำเนินการให้สำเร็จ

หรือไม่ทำให้ “เสียของ”!?!

ข้อสำคัญก็คือถ้าทำไม่ได้ก็เท่ากับว่า คสช. ดำเนินการล้มเหลว แม้จะตั้งใจจริงแค่ไหนก็ตาม จึงต้องสร้างสภาขับเคลื่อนฯ ขึ้นมา เพื่อให้ทำหน้าที่นี้แม้ว่าจะยังไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะมีวาระในการทำงานกี่ปี

แต่เชื่อว่าน่าจะอยู่ในวาระงานพอสมควร เพื่อให้การปฏิรูปดำเนินการไปได้ และจะต้องมีการสร้างกฎกติกาเพื่อรองรับอำนาจ หน้าที่และจะต้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามแนวทางการปฏิรูปอีกด้วย มิฉะนั้นจะปฏิรูปไม่ได้ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่เอาด้วย

การแต่งตั้งบุคคลเข้ามาเป็นสภาขับเคลื่อนฯจึงต้องเลือกสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจถึงแก่นของการปฏิรูป มีประสบการณ์ทั้งในแง่วิชาการและเชิงปฏิบัติการ

ที่จำเป็นที่สุดก็คือ ต้องมีการทำความเข้าใจถึงภารกิจและหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่ คสช.ต้องการ

นั่นคืออย่าง “แตกแถว” เหมือนกับ สปช.ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญ

หากสภาขับเคลื่อนฯ ทำหน้าที่ได้อย่างดี จนนำไปสู่ความสำเร็จถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดง ที่ คสช.จะได้รับ

หรือถ้ามองในแง่ร้าย หากไม่ดีอย่างที่คาดหวังเอาไว้สภาขับเคลื่อนฯก็รับไปเต็มๆ เพราะไม่สามารถทำงานให้ประสบผลสำเร็จได้

เพราะรัฐธรรมนูญจะเขียนออกมาอย่างไรก็คงแก้อะไรไม่ได้มาก.

“สายล่อฟ้า”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้