วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

83 ปี จุดเปลี่ยน 2475 ถึงเวลาหรือยัง?? ที่พลังต้องมาจากคนข้างล่าง

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. พ.ศ. 2475 จากวันนั้นมาถึงวันนี้ ก็ผ่านมาเป็นเวลา 83 ปีแล้ว ซึ่งกรณีดังกล่าว นับเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ประเทศที่สำคัญ โดยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยทหารและพลเรือน ที่รู้จักกันในนาม “คณะราษฎร” ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องทำให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญใช้เป็นฉบับแรก

ภายหลัง ปี 2475 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญทั้งหมด 19 ฉบับ เกิดการปฏิวัติและรัฐประหารขึ้นถึง 13 ครั้ง ซึ่งจำกันได้ไม่มีทางลืมเลือน คือ เหตุการณ์ 14 ต.ค. พ.ศ. 2516 ที่นักศึกษาและปัญญาชนได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จากรัฐบาลเผด็จการ นำโดย จอมพลถนอม กิตติขจร ถัดมา คือ เหตุการณ์ 6 ต.ค. พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ 14 ต.ค. พ.ศ. 2516 นักศึกษาและผู้ประท้วงออกมาคัดค้านการกลับเข้าประเทศของ จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี คณะผู้ยึดอำนาจนำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยใช้ชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และแต่งตั้ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี  

จากนั้น กาลเวลาได้ผ่านพ้นไปถึง 19 ปี แล้ว พ.ศ.2535 ก็เกิดเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" เมื่อมหา 5 ขัน (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) ได้นำประชาชนออกมาประท้วงรัฐบาลพลเอก สุจินดา คราประยูร และต่อต้านอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) แล้วก็มาถึงเหตุการณ์ วันที่ 19 ก.ย. พ.ศ. 2549 เกิดการรัฐประหารรัฐบาลรักษาการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข (คปค.) ซึ่งมี พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น เป็นผู้ปฏิวัติยึดอำนาจ ก่อนมีพระราชโองการแต่งตั้งให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

และก็มาถึงครั้งล่าสุด ที่่เพิ่งผ่านไปแบบสดๆ ร้อนๆ คือ การควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อ 22 พ.ค. 2557 เกิดการรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ คสช. ยึดอำนาจรักษาการ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ และอิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

จะเห็นได้ว่า การปฏิวัติ-รัฐประหารมีอยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาโดยตลอด เหมือนกับว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นของคู่กับการเมืองไทย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

สำหรับประเด็นนี้ ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสสัมภาษณ์ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการทางด้านมานุษยวิทยาและโบราณคดี ซึ่ง อ.ได้แสดงความเห็นว่า “สังคมไทยเราอยู่ภายใต้การรวมศูนย์ ประชาชนไม่มีสิทธิ์ หรือมีเสียงใดๆ แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราพยายามทำให้คนมีสิทธิ์มีเสียง มีความเสมอภาค แต่ก็ไม่สำเร็จ การเคลื่อนไหวจากข้างล่างเห็นได้จากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ซึ่งกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวจะเป็นพวกคนรุ่นใหม่ หรือปัญญาชนที่ได้รับการศึกษา จนกระทั่งมาในสมัย คสช. ผมคิดว่า อาจจะเป็นนิมิตหมายที่ดี มีการเคลื่อนไหวมากกว่า เสียงกระตุ้นจากข้างล่าง (ภาคประชาชน) ทนไม่ได้ เนื่องจากชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น คนมีความรู้มากขึ้น เห็นความคดโกงทุจริตมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการตื่นตัว

ผมมองว่า ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน เมื่อ พ.ศ. 2557 เป็นการเคลื่อนไหวจากข้างล่าง มาจากภาคประชาสังคม มากกว่าพวกรัฐบาล หรือนายทุน การตื่นรู้ของคนไทยครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ประหลาดมาก เพราะเริ่มเห็นประชาธิปไตยในแง่ของคนไทยส่วนใหญ่”

เมื่อถามว่า หลังจากนี้คิดว่าการเมืองของประเทศไทยควรจะมีแนวทางไปในทิศทางใด อ.ศรีศักร กล่าวว่า ควรสนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้มากขึ้น การที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยได้ ต้องสร้างการศึกษาขั้นพื้นฐาน สร้างความเข้าใจให้คนในท้องถิ่น ไม่เช่นนั้นทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม วนกลับมาเป็นระบบรวมศูนย์

ถ้าถามว่า สังคมไทยพร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตยหรือยัง "ขอตอบว่า ยัง เพราะประชาชนต้องเรียนรู้อีกเยอะ และต้องใช้เวลา ถ้าจะแก้ควรจะต้องแก้ที่การกระจายอำนาจและทำให้เกิดภาคประชาสังคมมากขึ้น ตอนนี้สังคมขาดศีลธรรมและจริยธรรม ประชาธิปไตยต้องเกิดจากข้างล่าง อย่างน้อยให้มาชนกันระหว่างข้างบน (ภาครัฐ) กับข้างล่าง (ภาคประชาชน) ประชาสังคมต้องมีประชาธิปไตยขึ้นมาจากฐานท้องถิ่นของเรา แล้วเอามาพบกับรัฐครึ่งทาง ว่า ควรจะออกมาในรูปแบบไหน ทำให้เกิดประชาธิปไตยในรูปแบบที่เหมาะสมขึ้นมา"

ขณะที่ อ.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม กล่าวกับทางทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ เช่นกันว่า “เหตุการณ์ พ.ศ. 2475 มีการใช้กำลังทหารเข้าทำการรัฐประหาร เพื่อต้องการผลักดันให้เกิดประชาธิปไตย ซึ่งการรัฐประหารครั้งล่าสุด (2557) ไม่เหมือนกับหลายๆ ครั้ง เรามีรัฐประหาร 13 ครั้ง ที่สำเร็จ แต่หลายครั้งเข้ามาก็เพื่อรักษาสถานการณ์ ต่างจากครั้งนี้ ที่ความพยายามผลักดันประเทศ ให้เป็นแบบประชาธิปไตยในรูปแบบที่มีวัฒนธรรมของไทย ผสมเข้ามาด้วย ไม่ใช่ประชาธิปไตยในรูปแบบของตะวันตก ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมา มีความพยายามที่จะเอารัฐธรรมนูญแบบตะวันตกมาใช้ แต่เมื่อ 80 กว่าปีผ่านไป ความพยายามทำให้เกิดประชาธิปไตยแบบไทย ก็ชัดเจนว่า พื้นฐานต้องเป็นประชาธิปไตยและมีวัฒนธรรมทางการเมือง ให้เหมาะสมกับคนไทยอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ขณะนี้กำลังแก้ไข”

ถามว่า สังคมไทยพร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตยหรือยังนั้น คิดว่า "ทิศทางตอนนี้มาถูกแล้ว คือเป็นประชาธิปไตยแต่ต้องให้เหมาะสมกับคนไทย วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น เราค้นพบว่า ประชาธิปไตยแบบตะวันตกจริงๆ ที่เป็นต้นแบบ มันไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมการเมืองของเราหลายๆ อย่างในช่วงนี้ แต่ในอีก 100 กว่าปีข้างหน้า ถ้าเรารออาจจะเหมาะก็ได้ กับการเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตกจริงๆ เพียงแต่หลายประเทศที่เขาพัฒนามา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน โปรตุเกส อิตาลี พวกนี้ใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปี แต่ถ้าเราไม่อยากรอให้ถึงร้อยปี ก็ต้องปรับเปลี่ยนประชาธิปไตยให้เหมาะสม เช่น อินโดนีเซีย ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับทางศาสนา ที่มีความขัดแย้งในท้องถิ่นหลายๆ รูปแบบ ให้เหมาะสมกับเขาเอง และเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอีกรูปแบบหนึ่ง

แม้กระทั่งประเทศในลาตินอเมริกา ได้ปรับรูปแบบ เช่น อาร์เจนตินา เปรู ที่เคยสลับเป็นประชาธิปไตยและเผด็จการ สุดท้ายก็ต้องกลับมาเป็นประชาธิปไตย ที่เหมาะสมกับตัวเอง ประชาธิปไตย ถ้าจะให้มาถูกทางคือต้องเป็นแบบผสม และเหมาะสมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีลักษณะประชาธิปไตยแบบพื้นฐาน แต่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของคนไทยในปัจจุบันด้วย”

เห็นได้ว่า การเมืองไทยตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ในระยะแรกมีการเปลี่ยนแปลงโดยกองทัพเป็นหลัก แต่ในระยะหลังตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เริ่มมีการร่วมมือกันระหว่างภาคประชาชนกับกองทัพ ซึ่งในอนาคตรูปแบบการเมืองของไทยจะพัฒนาไปในทิศทางใด จะสามารถเข้าสู่เป้าหมายในฝันของประชาชนทุกเหล่า คือ การเมืองไทยจะไม่ติดอยู่ในวังวนปฏิวัติรัฐประหารกันอีกต่อไปได้หรือไม่? คงต้องเฝ้าจับตาดูกันต่อไป

แต่ถ้าตราบใด ที่การเมืองยังคงเป็นบ่อเกิดแห่งผลประโยชน์ การทุจริตคอร์รัปชันอย่างมโหฬาร สิ่งที่หวังไว้ก็คงยากที่จะเกิดขึ้น...

ถามว่า สังคมไทยพร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตยหรือยัง? ตอบว่า ยัง เพราะประชาชนต้องเรียนรู้อีกเยอะ และต้องใช้เวลา ถ้าจะแก้ ควรจะต้องแก้ที่การกระจายอำนาจและทำให้เกิดภาคประชาสังคมมากขึ้น ตอนนี้สังคมขาดศีลธรรมและจริยธรรม ประชาธิปไตย ต้องเกิดจาก ข้างล่าง 22 มิ.ย. 2558 18:49 ไทยรัฐ