วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความจริงกรณี ป.ป.ช. อายัดทรัพย์ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ กรณีสงสัยร่ำรวยผิดปกติ

สืบเนื่องจากการนำเสนอบทความที่คลาดเคลื่อน และไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและนำข้อมูลเข้าเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ www.thairath.co.th เพื่อเผยแพร่ นับตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เป็นต้นมา โดยเสนอหัวข้อข่าวว่า

“ย้อนคดีจาก “อายัด” สู่ “ยึดทรัพย์” พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์” หัวข้อข่าวย่อย “ป.ป.ช. แจกแจงที่มาของทรัพย์” และนำเสนอข่าวว่า “….ที่สำคัญ ป.ป.ช. ยังเผยถึงขั้นตอนการผ่องถ่ายทรัพย์สิน ซึ่งน่าจะได้มาโดยมิชอบของ พล.อ.เสถียร ที่งานนี้ภรรยาสุดที่รัก “มาดามอู๊ด” ซึ่งอดีตดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลคำขวาง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ต้องมีความเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นด้วย”

หัวข้อข่าวย่อย “บี้ต่อเนื่อง ครั้งนั่งเก้าอี้ กก.อคส.” และนำเสนอข่าวว่า “ประเด็นหลักที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่าในสมัยที่ พล.อ.เสถียร นั่งเป็นกรรมการ อคส. จนถึง ผู้บัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) นั้น มีข้อมูลว่า ร่ำรวยผิดปกติ เพราะมีเงินเข้าบัญชีของ พล.อ.เสถียร ๑๐ กว่าล้านบาท ขณะที่ภรรยาและบุตรสาวของพล.อ.เสถียร นั้น พบว่ามีเงินเข้าบัญชี ๑๐๐ กว่าล้านบาท และมีการโอนเงินของบุตรสาวไปให้ “นายสมบัติ จันทรวงศ์” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายสมบัติยอมรับกับ ป.ป.ช. ว่ารับฝากเงินจำนวนนี้ไว้จริง และได้นำเงินดังกล่าวไปลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนั้น คงแปลเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากการจงใจ “ซุกบัญชีทรัพย์สิน” ดังนั้น จึงเป็นเหตุอันสำคัญที่ ป.ป.ช. จะมีคำสั่งอายัดบัญชีและทรัพย์สินอื่นๆ ของ “ดร.ณัฐณิชาช์” ซึ่งเป็นภรรยา และ “ร.อ.หญิง ณิชาพัฒน์” บุตรสาว พล.อ.เสถียร รวม ๖๕ ล้านบาทด้วย”

หัวข้อข่าวย่อย “ย้อนเส้นทาง พล.อ.เสถียร ก่อนจะถูก ป.ป.ช. เล่นงาน” และนำเสนอข่าวว่า “เป็นข่าวดังเมื่อถูก พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ขณะนั้นปลดออกจากตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงกลาโหม” และให้ย้ายไปช่วยราชการ สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ทั้งที่ยังเหลืออายุราชการอีกไม่กี่เดือน การถูกเด้งฟ้าผ่าในครั้งนั้น แม้จะเป็นข่าวใหญ่ และเป็นเรื่องใหญ่ในวงการทหาร เพราะถือเป็นการย้ายนายทหารระดับผู้นำเหล่าทัพ อัตรา “จอมพล” และยังเป็นการเด้งนอกฤดูโยกย้าย และเป็นการย้ายออกจากตำแหน่งสำคัญ ในกองทัพต่างรู้ดีว่า พล.อ.เสถียร งัดข้อกับ พล.อ.อ.สุกำพล โดยต่างถือว่าเป็นคนโปรดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ พล.อ.เสถียร พร้อมจะเป็นคู่แข่งที่จะนั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม หลังเกษียณ เพราะมีภรรยาที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นแกนนำคนเสื้อแดงของจังหวัดอุบลฯ นั่นเอง ซึ่งชื่อเสียงของ มาดามอู๊ด นายทหารทุกคนต่างต้องเกรงใจ เพราะหากใครจะวิ่งเรื่องงาน หรือโยกย้าย อันเป็นที่รู้กันว่า จะต้องผ่านการพิจารณาของหลังบ้านผู้นี้ จึงเป็นที่รู้กันดีว่า พล.อ.เสถียร ไม่มีความคล่องตัวมาก เพราะภรรยาจะเข้ามาดูแลเกือบทุกสิ่ง จนมีคำเรียกติดปากว่า มาดามอู๊ด คือ ปลัดกลาโหมตัวจริง และส่งผลให้ พล.อ.เสถียร ร่ำรวยในเวลาที่รวดเร็ว แต่ด้วยนิสัยที่จ่ายหนัก จ่ายจริง พล.อ.เสถียร จึงถูกเพื่อนร่วมรุ่นยกให้เป็นประธานรุ่น ตท.๑๑

อีกทั้งเส้นทางการเติบโตของ พล.อ.เสถียร กล่าวได้ว่า “มาดามอู๊ด” อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ที่จะผลักดันให้มีตำแหน่งระดับบิ๊กในกองทัพ จนได้เก้าอี้ “ปลัดกระทรวงกลาโหม” ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำ ในการรับราชการของกระทรวงกลาโหมแห่งนี้ อีกทั้งยังวางแผนให้ พล.อ.เสถียร ได้เข้าสู่เส้นทางการเมืองในเก้าอี้ รมว.กลาโหม” หัวข้อข่าวย่อย “ปลัดกระทรวงกลาโหมคนที่ ๒ ที่โดนยึดทรัพย์” และนำเสนอข่าวว่า “นอกจาก พล.อ.เสถียร แล้ว หากย้อนไปเมื่อ ๒๙ ปีที่แล้วก่อนหน้านี้ พล.อ.ชำนาญ นิลวิเศษ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ก็ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลร่ำรวยผิดปกติ และยึดทรัพย์ ๖๙.๑ ล้านบาท โดย ป.ป.ช. แจง พล.อ.ชำนาญ มีพฤติกรรมเอาทรัพย์สินที่ได้มาในช่วงรับราชการ ได้แก่ บ้าน ที่ดิน เงินฝาก และหุ้น เอาไว้กับตัวเองเพียง ๖.๖ ล้านบาท ที่เหลือยักย้ายถ่ายเทไปให้ นางประนอม นิลวิเศษ ภรรยา และบุตรชาย....” และตอนท้ายมีการนำเสนอข่าวว่า “ดังนั้นการถูก ป.ป.ช. อายัดทรัพย์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นบทเรียนที่สำคัญของ พล.อ.เสถียร ที่จะย้อนกลับมาให้เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว และเป็นบทเรียนให้กับนายทหารอีกหลายคน ที่คิดจะมีพฤติกรรมทุจริต คอร์รัปชันกับประเทศชาติ เพื่อนำสมบัติเข้ากระเป๋าตัวเอง และอย่าชะล่าใจว่า จะรอดพ้น เพราะสมัยนี้ กรรมติดจรวด ใครทำอะไรไว้ รับรองไม่รอดพ้น เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่...” ดังที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ www.thairath.co.th จนถึงปัจจุบันนั้น

การนำเสนอบทความของกองบรรณาธิการ “ไทยรัฐออนไลน์” www.thairath.co.th ดังกล่าวที่ผ่านมา มีหลายส่วนที่เกิดความผิดพลาดและคลาดเคลื่อน เพราะอาศัยข้อมูลจากสื่อต่างๆ โดยไม่มีการตรวจสอบ แล้วนำมาเขียนเป็นบทความ ทำให้สิ่งที่นำเสนอไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะเขียนจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และข้อความบางส่วน ยังถือเป็นการเขียนข่าวที่ชี้นำ หรือโน้มน้าวความเห็นของสาธารณชน จนอาจส่งผลต่อการพิจารณาคดีของศาลได้ ซึ่งการที่ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ และบุคคลในครอบครัว รวมทั้งบุคคลที่ถูกเอ่ยถึงในบทความนี้ ไม่มีโอกาสจะชี้แจงต่อสาธารณชน ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ และบุคคลอื่นที่ได้มีการกล่าวถึงในข่าวดังกล่าว

ดังนั้น เมื่อกองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์ ได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน และแน่ชัดแล้ว จึงพบความไม่ถูกต้องข้างต้น

กองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์ พบว่า พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียง โดยในการรับราชการที่ผ่านมาประกอบแต่คุณงามความดี รับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในฐานะทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ จนเกษียณอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ โดยไม่เคยถูกพลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต ปลดออกจากตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหม แต่อย่างใด เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกระทำการเช่นนั้นได้ และแม้จะมีการออกคำสั่งให้ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ไปทำหน้าที่อื่นก็ถือเป็นเพียงการให้ช่วยราชการ ซึ่งเรื่องนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลางว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งต้องรอผลการตัดสินของศาลต่อไป

พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ไม่เคยถูก “ยึดทรัพย์” ตามที่กองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์นำเสนอ เพราะปัจจุบัน ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดให้ยึดทรัพย์สินของ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ แม้แต่รายการเดียว และจากคำร้องของอัยการสูงสุดที่ยื่นต่อศาลยุติธรรม ไม่ปรากฏว่า มีข้อความใดที่ระบุว่า พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ หรือ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ กระทำการใดที่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่จนทำให้ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่ชอบ คงมีแต่เพียงการกล่าวอ้างว่า มีเหตุอันควรสงสัยว่า ร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา ๗๗ แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ เท่านั้น อีกทั้ง การสั่ง “อายัดทรัพย์” หลายรายการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คดีก็ยังคงอยู่ในระหว่าง การพิจารณาของศาลโดยบุคคลทั้งสอง และเจ้าของทรัพย์สินท่านอื่นได้ต่อสู้ว่า ทรัพย์สินที่ถูกอายัดดังกล่าว ได้มาจากการทำมาหาได้โดยสุจริต มิใช่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบแต่อย่างใด และบุคคลทั้งสอง ก็ไม่เคยผ่องถ่ายทรัพย์สินที่เป็นของตน ไปยังบุคคลอื่นใดโดยไม่ชอบทั้งสิ้น และไม่มีข้อเท็จจริงใด ในเรื่องการยึดทรัพย์ตามที่กองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์นำเสนอในบทความ แต่ประการใด

ในกรณีการเสนอข่าวซึ่งอาศัยข้อมูลจากสื่อต่างๆ โดยไม่มีการตรวจสอบให้ถูกต้อง แล้วนำมาเขียนเป็นบทความ ว่ามีเงินเข้าบัญชี ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ ๑๐๐ กว่าล้านบาทนั้น โดยข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวกองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วพบว่า เงินที่ปรากฏในบัญชีเงินฝากของ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ ตามที่ได้เสนอข่าวไปนั้น เป็นจำนวนเงินที่ ดร.ณัฐณิชาช์ ได้รับมาจากการขายที่ดินของตนเอง จำนวน ๗๗ ไร่ ให้แก่ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๕ จำนวนเงิน ๙๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นข้อมูลที่ปรากฏหลักฐานตามความเป็นจริง และสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ โดยเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบ และถูกต้องตามกฎหมาย จากการประกอบอาชีพโดยสุจริต

นอกจากนี้ กองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์พบว่า ในช่วงระหว่างที่ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม คงมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานของสมาคมโดยที่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือผูกพันตนในหน้าที่การงาน หรือการบริหารราชการของ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ แต่ประการใด ทั้งก่อนหน้านั้น ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลคำขวาง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ก็ได้ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ประกอบแต่คุณงามความดี จนได้รับรางวัล และเกียรติคุณต่างๆ มากมาย และไม่ได้เป็นแกนนำหรือเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใดๆ ดังจะเห็นได้จากการที่ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ มีคุณสมบัติตามกฎหมายในการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งจังหวัดอุบลราชธานี ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๗ และกำหนดให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภา เป็นการทั่วไป ในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ ไม่ได้มีอำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ไม่มีข้อมูลที่จะแสดงให้เห็นว่าเคยมีการวิ่งเต้น หรือรับวิ่งเต้นเรื่องงาน หรือการโยกย้าย และไม่เคยเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายของกระทรวงกลาโหม ไม่เคยเข้าไปดูแล การบริหารงานใดๆ ในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ทั้งนี้ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ เป็นผู้บริหารราชหาร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมไปตามอำนาจหน้าที่โดยไม่เกี่ยวข้องกับ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ แต่อย่างใด และบุคคลทั้งสองต่างมีอาชีพและฐานะที่มั่นคงทั้งคู่ ในด้านของ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ นั้น ตระกูลเพิ่มทองอินทร์ ได้มีการเริ่มสร้างฐานะ มาตั้งแต่ยุคสมัย บิดาของพลเอกเสถียรฯ ซึ่งเป็นอดีตนักรบที่ผ่านสมรภูมิการรบมาหลายสมรภูมิ ทั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา และสงครามอินโดจีน โดยในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ได้มีโอกาสพบปะ และรับคำแนะนำจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่สำคัญในประเทศ ขณะนั้นไม่ว่าจะเป็น จอมพล ป. พิบูลสงคราม หม่อมหลวงขาบ กุญชร จนเกิดแนวความคิดก้าวหน้าในการพัฒนาและสร้างฐานะให้กับตัวเอง หลังจากจบสงครามก็ได้กลับบ้านเกิด มาประกอบอาชีพค้าขาย และทำการเกษตร ได้สะสมพระเครื่องพระบูชาไว้เป็นจำนวนมาก และมีที่ดินสะสมไว้ที่จังหวัดนครปฐม ประมาณ ๗๐๐ ไร่ ด้วยความขยัน ด้วยแนวคิดสมัยใหม่ ที่ได้เรียนรู้จึงได้นำมาปรับใช้ ทั้งการลงทุนซื้อเครื่องจักรในการผันน้ำมาใช้ในการบริหารจัดการการใช้น้ำ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในขณะนั้น ทำให้มีน้ำเพียงพอต่อการทำการเกษตร และสามารถผันน้ำขายให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ส่วนการบริหารจัดการที่ดิน ก็ใช้ระบบชลประทาน จนทำให้สามารถปลูกพืช และทำสวนได้หลายครั้งในหนึ่งปี ในขณะที่ชาวบ้านทั่วๆ ไป ไม่สามารถทำได้ มีฐานะอยู่ในระดับเศรษฐี มีที่ดิน และทรัพย์สินจำนวนมาก และมักจะช่วยเหลือสังคม ด้วยการบริจาคเงิน และสร้างสาธารณประโยชน์ จนเป็นที่ยอมรับนับถือของคนในท้องถิ่น และเป็นต้นแบบให้ ดร.ณัฐณิชาช์ฯ ได้นำมาเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจ ภายหลังแต่งงานกับ พลเอก เสถียรฯ ในขณะยังเป็นนายทหารยศน้อยๆ ทั้งยังมีการเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินเงินทองเรื่อยมาตามลำดับ สำหรับตัว พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ได้เริ่มนำเงินครอบครัวมาลงทุนเล่นหุ้น นานนับสิบๆ ปี จากนั้นก็ได้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ยาวนานจนมีกำไรงอกเงยซึ่งก็คือเงินที่ปรากฏอยู่ในบัญชีเงินฝาก ที่มีที่มาจากการซื้อขายหุ้นนั่นเอง และนำเงินที่ได้มาใช้เป็นกองทุนช่วยเหลือครอบครัวญาติพี่น้องได้โดยไม่เดือดร้อน ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งสำคัญ หรือตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นเวลานับสิบปี ดังนั้น พลเอกเสถียร เพิ่มทองอินทร์ จึงไม่ได้ร่ำรวยในเวลาที่รวดเร็ว ในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใดทั้งสิ้น

จากข้อเท็จจริงข้างต้นกองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์จึงได้ทำการถอนข่าว หรือบทความที่ได้มีการเสนอไปแล้วอย่างไม่ถูกต้อง ออกจากเว็บไซต์และขออภัยต่อ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ อดีตนายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลคำขวาง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้ง ร้อยเอกหญิง ดร.ณิชาพัฒน์ เพิ่มทองอินทร์ บุตรสาว ในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมด และขอขอบคุณ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ และ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ ที่ได้ให้อภัยต่อการกระทำผิดที่เกิดขึ้น มา ณ โอกาสนี้ด้วย