วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ปรัชญาว่าด้วยมนุษย์เพื่อน

โดย น้าเน็ก

ถ้ายังพอจำได้ ช่วงหนึ่งที่เกมคุกกี้รันพีคจัดๆ ฮิตไปทั้งบ้านทั้งเมือง ผู้เด็กผู้ใหญ่เล่นกันทั่วหน้าขั้นเสียสติ ก็เกิดแอนตี้แฟนขึ้นมา ชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งที่ต้องทนรำคาญกับการเด้งรัวๆ เกินความจำเป็นของไลน์ เพราะอีฝั่งที่ติดเกมหมั่นส่งคำร้องขอหัวใจเข้ามาตอแยไม่หยุด เที่ยงคืนตีหนึ่งต้องสะดุ้งตกใจลุกขึ้นมาอ่าน ไลน์โผล่ดึกๆ นึกว่ามีใครตาย สุดท้ายเพื่อตัดปัญหาเกะกะลูกตา ลำบากต้องปิดระบบแจ้งเตือน

ขณะเดียวกันก็มีคนที่เต็มใจนั่งฟังเสียงไลน์เกมเด้งต่อไป คือรำคาญนะ แต่ไม่ยอมปิด

เป็นรุ่นน้องที่ผมรู้จักเองครับ ตอนนั้นได้ยินมันบ่นทีไรก็อดสงสัยไม่ได้ ถ้าไม่ชอบก็ปิดสิวะ จะยากอะไร

“ถ้าผมปิดโนติสเกมซะอย่าง ทั้งวี่ทั้งวันโทรศัพท์ผมแม่งจะไม่ดังเลยนะพี่ เหมือนตายจากโลกไปเลย ไร้ตัวตน ปกติเมสเสจ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กก็ไม่ค่อยจะดังอยู่ละ หดหู่มาก สายเข้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง พอจะมีเสียงบ้างก็อีไลน์นี่แหละ ไว้กล่อมตัวเองว่ายังมีใครนึกถึง”

อืม … พี่เริ่มหดหู่ตามเหตุผลมึงแล้วล่ะ สู้นะ เอาที่สบายใจ

ในเวลาที่เราใช้โลกเสมือนจริงอย่างสังคมออนไลน์เป็นตัวชี้วัดความนิยม วัดความสัมพันธ์ ก็คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่ามันมีอิทธิพล เพราะมองเห็นชัดเจนสุด หูย ดูสิ คนนั้นป๊อปปูลาร์มากแก แอพฯ โซเชียลมีกี่ชนิด โนติสเป็นร้อย พรึ่บพรั่บทั้งวันอ่านไม่หมด ตอบไม่ทัน ส่วนหมอนี่ตรงข้ามเลย โทรศัพท์เหมือนเป็นวัตถุบื้อชนิดหนึ่ง เห็นก้มหน้าก้มตาอยู่นี่อย่านึกว่ากำลังแชตกับใครอย่างเมามันเชียว ไถจอเล่นแก้เก้อไปยังงั้นเองหรอก ว้าเหว่เอกาไม่ค่อยมีใครทัก



สำหรับผู้ที่ซีเรียส ถ้าแค่นั้นว่าเจ็บแล้ว ลองนึกถึงสถานการณ์บนโลกความจริงสิพวกเรา คิดสิคิด

เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยพึงปรารถนาเท่าไหร่กับการถูกสังคมมองข้าม แต่ไหนแต่ไรมาแล้วล่ะ ที่คนทุกยุคคอยตั้งคำถามซ้ำๆ ว่า ทำไมยังไงจะมีเพื่อน ทำไมถึงเพื่อนน้อย ยิ่งเยาวชนวัยกำลังเริ่มทำความรู้จักกับโลก ยิ่งต้องการใครสักคนมาให้คำตอบ ทำไมต้องเป็นหนูก่อนทุกทีเลยคะที่เข้าไปทัก ทำไมเพื่อนไม่เคยเอ่ยปากชวนจุ๊บแจงไปเดินห้างบ้าง เวลาติวหนังสือ ไม่เห็นมีใครเลือกบ้านผมเลย บลาๆ ไหงชีวิตพวกหนูมีแต่ปริศนาแบบนี้ล่ะลูก ช่วงที่เกิดพ่อแม่ชอบดูปริศนาเหรอ (ไม่ใช่!)

เหตุผลง่ายๆ ที่เดือดร้อนใจ ก็เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมครับ (อ้างปรัชญาคลาสสิกแห่งวิชาสังคมศึกษาหน่อย ดูฉลาดดี) เรารักที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ อยากถูกยอมรับให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ไม่ชอบการแปลกแยก และเพราะแบบนั้นเราถึงเอาความสุขของตัวเองไปแขวนกับคนอื่นเสมอ

ชั้นจะมีความสุข ถ้าเช้ามาถึงที่ทำงานแล้วมีคนร้องทัก มีคนชวนคุยว่าละครเมื่อคืนมันแซ่บแค่ไหน ชั้นจะมีความสุขถ้าเพื่อนชวนไปนั่งกินข้าวด้วยกันตอนกลางวัน จะยืดอกและฟินมากถ้ามีคนชวนไปร่วมก๊วนตีแบดฯ หลังเลิกงาน อะไรทำนองนี้คือสิ่งที่คนทั่วไปมองว่าดี
แต่ถ้าเรื่องดันไม่ดำเนินไปตามคอนเซปต์ อาการเฟลกำเริบ นอยด์แดกก็จะโผล่มา ย้อนกลับสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้งว่า ทำไม … นั่นเอง

ระยะหลังผมเริ่มตกตะกอนตรรกะบางอย่างขึ้นมาได้ ผลมาจากการได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ลองวัดกับตัวเองดูก็แล้ว ลองให้คนรอบข้างเอาไปใช้ดูก็แล้ว พบว่า เอ้า มันสามารถสรุปเป็นทฤษฎีได้นะเว้ย (ชักจะฮึกเหิม) นั่นคือ แต่ละคนเกิดมาพร้อมคุณสมบัติดึงดูดสังคมไม่เท่ากัน …

เป็นสิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจก่อน ว่ากูนั้นสังกัดประเภทไหน จะได้หาทางจัดการกับอารมณ์ถูก บางคนมีคุณสมบัติเพื่อนน้อย ส่วนหลายคนก็อยู่ทีมเพื่อนเยอะ

ลองนึกดู ในหมู่คนรู้จัก มีไหม ใครที่เห็นแล้วได้แต่ตะลึงใจว่า ทำไมหนอ แกช่างมหาชนขนาดนี้ เจ็ดวันพบปะเพื่อนฝูงไม่ซ้ำหน้า สายเข้าโทรหาทุกชั่วโมง ปีใหม่ วันเกิด เทศกาลทีไร มิตรหมีท่วมท้นตลอด กางคอนแท็กออกดู อีกเบอร์เดียวก็จะแปดร้อยละ … ทำนองนี้เรียกว่าเป็นคนมีคุณสมบัติเพื่อนเยอะครับ (ยัง ยังไม่ต้องดราม่าเชิงคุณภาพ เพื่อนแท้เพื่อนเทียมงี้นะ เอาแค่จำนวนพอ) อาจเพราะอาชีพ บุคลิก นิสัยใจคอส่วนตัว เหตุใดก็ช่าง ทั้งปวงประกอบกันกลายเป็นมนุษย์สังคมกว้างขวางเองโดยธรรมชาติ

และอีกแนวหนึ่ง (ซึ่งอาจเป็นกูเอง) วิถีชีวิตเงียบๆ ไม่สังสรรค์ ไม่เลี้ยงรุ่น ไม่กินข้าวบ้านใคร ไม่มีใครมากินข้าวบ้านเรา ไม่สุงสิงกับคนอื่น หรือไม่มีคนอื่นอยากมาสุงสิงก็ไม่รู้ วันเกิดทีคนอวยพรไม่ถึงห้า ยกเว้นเรื่องงานก็แทบไร้เสียงเรียกเข้า ไม่สังกัดกลุ่มแก๊งใด เช่นนี้ถือว่ามีคุณสมบัติเพื่อนน้อย จะด้วยไม่มีเสน่ห์ คุยไม่สนุก คุยแล้วเพื่อนง่วงมาก หรือพยายามทุกทางแล้วแต่ตัวเลขคนรู้จักยังน้อยอยู่ก็ตาม

ที่บอกว่าทฤษฎีนี้ควรเริ่มต้นจากทำความเข้าใจกับตัวเองก็หมายถึง สารภาพข้อเท็จจริงหน้ากระจกตรงๆ เลยว่าแท้จริงเราเป็นคนแบบไหน เคลียร์ก่อน เผื่อจะได้หาไดเรคชั่นในชีวิตง่ายขึ้น เพราะปัญหาข้อเดียวสำหรับมนุษย์ทั้งสองพวกคือการไม่เข้าใจธรรมชาติของตัวเอง พานไม่มีความสุข ถ้าลิสต์ดูหนึ่งถึงสิบ พบว่าส่อไปทางเพื่อนเยอะ โอเค สรุปตามนั้น ใครชอบก็หรรษากับมันต่อไป แต่บางคนไม่ชอบก็มี รู้สึกวุ่นวายรุงรัง อันนี้แย่หน่อย ทั้งที่ออร่าดึงดูดผู้คนกระจายแท้ๆ ต้องพยายามหาวิธีรับมือกันไป (โดยการปิดมือถือ ลบไลน์ บล็อกเฟซ ล็อกทวิตฯ ฯลฯ)

หรือกรณีที่พิจารณาแล้ว เอียงไปทางเพื่อนน้อย พึงยอมรับความจริงเช่นกัน อย่าเพิ่งรีบนอยด์ ข้อดีคือเราจะได้ไม่ต้องฟูมฟาย โอดพร่ำคร่ำครวญ เนื่องจากกูรู้ละ สันโดษอยู่ทุกวันนี้เพราะเหตุไหน เกิดอยากเปลี่ยนแปลงก็แก้ได้ถูกจุด เผลอๆ ถ้าดิ้นรนวิ่งตามเพื่อน ตามสังคมแล้วมันเหนื่อย จะหันมาเซนกันดื้อๆ เลยก็ยังได้ ฮิปสเตอร์ดี

ในความเป็นจริงโลกไม่ได้บัญญัติให้ทุกคนต้องมีเพื่อนอุ่นหนาฝาคั่งเสมอไป ถ้าคิดไม่ออกว่าจะชวนใครกินข้าวด้วยก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด ทุกคนมีสิทธิเลือกขนาดสังคมที่พอเหมาะกับตัวเอง คบเพื่อนประมาณไหนมีความสุข แค่นั้นก็พอแล้ว

น้าเน็ก

22 มิ.ย. 2558 17:12 25 มิ.ย. 2558 09:02 ไทยรัฐ