วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แสงไฟ...อำนาจรัฐ

ในเมืองยามค่ำคืน ไฟถนนเป็นสัญลักษณ์แห่งการใช้อำนาจของรัฐ ไม่เพียงเพื่อควบคุมอาชญากรรม แต่ตั้งใจควบคุมพลเมือง โดยเฉพาะผู้ใช้ถนน (กรุงเทพยามราตรี วีระยุทธ ปีสาลี มติชน 2557)

ในกรุงเทพฯ การจุดไฟ เริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 หน้าที่จุดไฟ เป็นของแผนกควบคุมดูแลโคมตะเกียงไฟถนน กรมสุขาภิบาล กระทรวงนครบาล

“แต่เวลากลางคืนถนนเยาวราชนั้นเป็นที่เปลี่ยวน่ากลัว พวกผู้ร้ายจะคอยราษฎรที่เดินไปมา ขอโคมจุดตามถนนเยาวราชตั้งแต่สะพานหน้าวังบูรพาฯ ไปถึงทางออกถนนสามแยก รวมโคม 33 ดวง

ถนนพลับพลาไชยใช้โคม 10 ดวง ถนนหลวงใช้เสา 14 ต้น โคม 17 ดวง ถนนวรจักร โคม 16 ดวง ถนนเยาวราชใช้เสา 24 ต้น โคม 24 ดวง

การจุดโคมถนน เลิกไปเมื่อเริ่มมีไฟฟ้าใช้ ถึงเวลานั้นก็ชัดเจนแล้วว่า แสงไฟเป็นอำนาจรัฐที่ให้แสงสว่าง เหมือนดวงตาที่คอยสอดส่องและจ้องเตือน ไม่ให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น

แต่เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงๆ แสงไฟก็ไม่อาจออกติดตามจับกุมคนร้ายได้ เพราะแสงไฟไม่ใช่คนที่มีชีวิตและเคลื่อนไหวได้ และคนที่เข้ามาจัดการรักษาความปลอดภัย...ในยามค่ำคืน ก็คือตำรวจ

รัชกาลที่ 4 โปรดให้จัดตั้งกองกำลังรักษาความปลอดภัย อย่างในต่างประเทศขึ้น เมื่อปี 2403 ว่าจ้างกัปตัน ซามูเอล โจเซฟ เบิร์ด เอมส์ เป็นผู้ดูแล กองโปลิศคอนสเตเบิล เมื่อปี 2405

แรกทีเดียวตั้งที่ทำงานอยู่ใกล้โรงกระทะ แล้วย้ายไปอยู่สามแยกต้นประดู่ จึงถูกเรียกว่า กองโปลิศสามแยก

คนจีนเรียก ซากั๊กโล่ว

ปี 2412 รัชกาลที่ 5 โปรดฯให้ขยายเขตรับผิดชอบไปทั่ว

มณฑลกรุงเทพฯ ให้เรียกชื่อใหม่ว่า กองโปลิศ ตัดคำ คอนสเตเบิลออกไป พลโปลิศที่จ้างเข้ามาเป็นมลายู อินเดีย ที่เคยเป็นลูกเรือของกัปตันเอมส์

ข้อบังคับเข้มงวดของกองโปลิศ บทบาทในสายตาชาวบ้าน ออกมาเข้มแข็งทะมัดทะแมงมาก หลวงบุรุษประชาภิรมย์ (กี้ บุณยัษฐิติ) เขียนเป็นกลอนไว้ในปี 2418 ว่า

ในธานีมีอักโขพวกโปลิศ เที่ยวสถิตเรียงรายทางซ้ายขวา ดาบสะพายคล้ายทหารชาญศักดา เฝ้าตรวจตราตามถนนจับคนพาล แม้นผู้ใดใจทะนงทำองอาจ ชกวิวาทถุ้งเถียงกันเสียงฉาน ก็มัดมือขื่อจำทำประจาน...

หน้าที่โปลิศ ต้องเฝ้าถนนทั้งกลางวันกลางคืน ส่วนพื้นที่นอกถนนเป็นของกองตระเวนซ้ายขวา จนถึงปี 2433 จึงมีการรวมกองโปลิศกับกองตระเวนไว้ด้วยกัน

วีระยุทธ ปีสาลี ชี้ว่าการปรับปรุงกิจการตำรวจ และการพัฒนาแสงไฟ เป็นการใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้ผู้คนในสังคมเมือง ดำเนินชีวิตยามค่ำคืนไปได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ต่อเนื่องมาจากสมัยนั้น จนถึงวันนี้

ผมสะดุดใจ...แสงไฟ คือสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจรัฐ

ครับ...ทุกที่ที่มีแสงไฟให้ความสว่าง ช่วยป้องปราม ไม่ให้ผู้ร้ายทำอะไรได้ง่ายขึ้น พื้นที่ที่ไฟสว่าง ความถูกความผิดก็เห็นได้ชัดเจนขึ้น

แสงไฟ ความสว่าง เป็นเช่นเดียวกับ กฎหมาย บ่อนการพนัน กฎหมายโสเภณี...ฯลฯ หากชี้ถูกชี้ผิดเด็ดขาดชัดเจน ไม่คลุมเครือ...ตำรวจก็ทำงานได้ง่าย...ไม่ใช้เป็นข้ออ้างเก็บส่วย จนเกิดเป็นมะเร็งเน่าเฟะ ในระบบตำรวจ...อย่างที่เป็นอยู่

ตำรวจสงวนท่าที ทุกครั้งที่มีแนวคิดเปิดบ่อนกาสิโน...

เปิดซ่องโสเภณี...เพราะเมื่อไร ที่กฎหมายส่องสว่างชัดเจน...ส่วยบ่อน ส่วยซ่อง ขุมทองของตำรวจ ก็จะหมดไป

คิดในมุมนี้มุมเดียว ผมจึงขอยกนิ้วให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

ท่านน่าจะเป็น ผบ.ตร.คนเดียว ที่กล้า...เสนอความคิดเปิดบ่อนกาสิโน แหกขนบธรรมเนียมเดิมๆ...ทำลายขุมทองของพวกพ้องตัวเอง

ผมฟังมาร์ชตำรวจ ท่อน...เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง...ทีไร ก็นึกถึงตำรวจทุกที ถ้าไม่มีปัญหาส่วยบ่อนส่วยซ่อง...ผมว่านะ...ท่านคงร้องได้เสียงดังเต็มปากเต็มคำกว่านี้.


กิเลน ประลองเชิง

22 มิ.ย. 2558 09:30 ไทยรัฐ