วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จุดประกายความปรองดอง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 7 ประเด็นเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว เพียงแต่ว่าสาระที่ออกมานั้นจะเกิดผลเมื่อใดเท่านั้น เพราะทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องในอนาคตที่เกี่ยวโยงกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นส่วนใหญ่

แม้กระทั่งประเด็นที่จะมีการแปรรูป สปช.ไปเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ขึ้นอยู่ที่รัฐธรรมนูญไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ตาม เพราะ สปช.จะต้องหมดภาระทันทีหลังจากลงมติ แล้วก็จะมีการแต่งตั้งสภาขับเคลื่อนจำนวนไม่เกิน 200 คน โดยนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.บอกว่า การที่มีแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดล็อกบรรดานักการเมืองบ้านเลขที่ 111-109 นั้น

ไม่ใช่การปรองดองแต่เป็นการให้โอกาสคน

“อะไรที่ลงโทษไปแล้วเพียงพอแล้วก็มาพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป อยากให้ทุกคนมองว่าคนที่ถูกลงโทษไม่ใช่คนเลวตลอดชีวิต เมื่อเขารับโทษไปแล้วก็ต้องมาดูว่าเพียงพอหรือยัง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือไม่”

“ถ้าวันข้างหน้าเขายังไม่เปลี่ยนแปลงก็ลงโทษใหม่อีกได้ คนที่ผิดแล้วเราให้โอกาสแล้ว เขาแก้ไขกลับตัวเป็นคนดี อย่าไปมองว่าเมื่อเข้าคุกไปแล้วจะต้องเป็นคนเลว มีคนดีๆเยอะแยะไป เว้นแต่ว่ามันเลวจนต้องกลับเข้าไปใหม่ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง”

แต่เมื่อถามว่าจะตั้งให้เข้าไปร่วมทำงานในสภาขับเคลื่อนฯหรือไม่

คำตอบก็คือ “ไม่รู้ ยังไม่ได้คิด ที่มีอยู่ก็เยอะอยู่แล้ว ทำไมต้องเอากลับมาอีก” และยํ้าว่าพร้อมรับฟังความคิดเห็นทั้งหมด พร้อมเปิดเวทีให้คุยกันอยู่แล้ว

แน่นอนว่าการแต่งตั้ง สปช.ที่ผ่านมาคงเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ คสช.ต้องนำมาหาวิธีปรับจูนกันใหม่ ด้วยการให้ สปช.พ้นจากหน้าที่ทันที และแต่งตั้งสภาขับเคลื่อนฯชุดใหม่ที่นายกฯขอใช้อำนาจแต่งตั้งด้วยตนเอง

เพราะการตั้ง สปช.นั้นได้ใช้รูปแบบที่ทำให้เห็นว่า คสช.ใจกว้างและเปิดกว้างให้บุคคลที่หลากหลายเข้ามาทำหน้าที่จนเหลือขั้นตอนสุดท้ายที่ คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง

กลับปรากฏว่า สปช.ชุดนี้ก็หลากหลายจริงๆ จนกระทั่งเกิดปัญหาแบ่งเป็นกลุ่ม แบ่งพรรค แบ่งพวก ไม่ต่างไปจากสภาของนักเลือกตั้ง

ภาระหน้าที่สำคัญก็คือการปฏิรูปในทุกด้าน การนำเสนอเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญและการลงมติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ

บรรดาบุคคลที่เป็น สปช.นั้นหลายคนทำหน้าที่ได้ดีแต่ไม่ได้ออกเป็นข่าว เพราะทำงานไปแบบเงียบๆ แต่จะมีก็ สปช.ที่ชอบออกข่าวออกหน้าจอแสดงความเห็นเป็นรายวัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองนั้นเก่งกาจ มีความสามารถเอาความเห็นตัวเองเป็นมาตรฐานอย่างอื่นไม่ถูกต้อง

เหตุตรงนี้เลยทำให้เกิดปัญหาจนนำมาสู่การตกเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว

เหนืออื่นใดการปลดล็อกบ้านเลขที่ 111-109 นั้น ถ้ามองกันโดยเนื้อแท้และเป้าหมายแล้วก็คือ การสร้างความปรองดองที่เป็นรูปธรรมและยังสามารถนำบุคคลเหล่านี้เข้ามาร่วมงานในส่วนหนึ่งส่วนใดได้ทันที

อีกด้านหนึ่งที่ คสช.พยายามจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นด้วยการเชิญบรรดานักการเมืองจากพรรคต่างๆ และบรรดาแกนนำ ของกลุ่มการเมืองหลายสีเสื้อเพื่อมาร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านต่างๆ โดยเฉพาะที่โยงกับปัญหาการเมือง

เป็นช่องทางที่สร้างความเข้าใจกันได้ต่างๆเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะการพูดคุยกันเท่านั้นจึงจะแก้ไขปัญหาร่วมกันได้

ไม่พูดคุย ยืนซดกันคนละมุม ความปรองดองไม่เกิดแน่.

“สายล่อฟ้า”

21 มิ.ย. 2558 10:37