วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัชกาลที่ 5 ทรงเลิกบ่อน

น่าเศร้าใจที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติ กลายเป็น “สภาสิ้นคิด” เสนอให้ ตั้งบ่อนกาสิโน หาเงินปฏิรูปประเทศ อย่างนี้ไม่ใช่การปฏิรูปแล้ว แต่เป็นการบ่อนทำลายประเทศไทยในระยะยาว ก็สมควรแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจ “ยุบทิ้ง” ไปเสียหวังว่าจะไม่ตั้งคนกลุ่มนี้เข้ามาปฏิรูปประเทศในอนาคตให้เสียเงินอีก

ปัญหาบ่อนการพนันในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ต้นราชวงศ์จักรี สมัยรัชกาลที่ 2 มีการให้ ตั้งบ่อนการพนันถูกกฎหมาย ตามบันทึกในประชุมพงศาวดารของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุว่า เก็บอากรบ่อนเบี้ยได้ 260,000 บาท สมัยรัชกาลที่ 3 การค้าขายรุ่งเรือง เก็บอากรบ่อนเบี้ยได้เพิ่มเป็นปีละ 400,000 บาท คนเล่นการพนันมากขึ้น สมัยรัชกาลที่ 4 เก็บอากรบ่อนเบี้ยได้เพิ่มอีกเป็นปีละ 500,000 บาท

การพนันที่เล่นในบ่อนสมัยนั้นก็มี ไพ่จีน ไพ่ไทย ไพ่แปดเก้า ไพ่ช้างงา ต่อแต้ม พุ่งเรือ หมากรุก สะแก สกา ดวด วิ่งวัวคน วิ่งวัวระแทะ วิ่งม้าฤาวิ่งวัววิ่งควาย แข่งเรือ ชนไก่ ชนนก กัดปลา การพนันหลายชนิดก็ยังสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

จนถึงรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นโทษมหันต์จากการพนัน การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ทรงไปเมือง มอนติคาร์โล เมืองแห่งการพนันของยุโรป และทรงมีพระราชหัตถเลขาถึง กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อปี 2450 หรือ 108 ปีก่อนว่า

“...ได้เรียนตำราเล่นเบี้ยอย่างฝรั่งเข้าใจ ข้อซึ่งเข้าใจว่าเล่นไม่น่าสนุกนั้น ไม่จริงเลย สนุกยิ่งกว่าอะไรๆหมด ถ้าชาวบางกอกได้เรียนรู้ไปเล่นแล้ว ฉิบหายไม่เหลือ ถ้าหากว่าไปถึงเมืองเราเข้าเมื่อไร จะรอช้าแต่สักวันเดียวก็ไม่ควร ต้องห้ามทันที”

รัชกาลที่ 5 ยังทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ไว้ใน พระราชพิธีสิบสองเดือน ว่า

“...การเล่นเบี้ยนั้น เป็นที่ไม่ต้องพระอัธยาศัยมาทุกๆ พระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นควรที่ พระบรมวงศานุวงศ์ และ ข้าราชการ ผู้ซึ่งมีความนับถือเคารพต่อพระบารมีและพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินสืบๆกันมา ควรจะคิดตริตรองให้เห็นโทษเห็นคุณตามจริง และงดเว้นการสนุก และการหาประโยชน์ในเรื่องเล่นเบี้ยนี้เสีย จะได้ช่วยกันรับราชการสนองพระเดชพระคุณบำรุงแผ่นดิน เพิกถอนความชั่วในเรื่องเล่นเบี้ย ซึ่งอบรมอยู่ในสันดานชนทั้งปวงอันอยู่ในพระราชอาณาเขต เป็นเหตุเหนี่ยวรั้งความเจริญของบ้านเมืองให้เสื่อมสูญไป...”

พระองค์ทรงย้ำให้ พระบรมวงศานุวงศ์ และ ข้าราชการ ทำตัวเป็น “แบบอย่างที่ดี” แก่ประชาชน ไม่ใช่มาเป็นตัวตั้งตัวตีเสนอตั้งบ่อนเสียเอง

เมื่อ ทรงตัดสินพระทัยให้เลิกบ่อน พระองค์ก็ทรง ปรับปรุงงานพระคลัง เพื่อหารายได้มาทดแทนอากรบ่อนเบี้ย ทรงโปรดฯให้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีมหาดไทย ออกไปสำรวจตามหัวเมืองต่างๆทั่วประเทศ และได้มีหนังสือกราบบังคมทูลว่า บ่อนเบี้ยตามหัวเมือง มีผลร้ายยิ่งกว่ากรุงเทพฯ ถ้าคิดจะเลิกแล้ว ควรเลิกตามหัวเมืองเข้าไปก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงให้เลิกบ่อนเบี้ยตามหัวเมืองก่อน และให้เลิกบ่อนเบี้ยทั้งหมดในวันที่ 1 เมษายน 2460

ในหนังสือกราบบังคมทูล สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุว่า ตั้งแต่โปรดเกล้าฯให้หยุดการพนัน โจรผู้ร้ายลักเล็กลักน้อยสงบไปมาก ผัวเมียที่เคยวิวาทร้องหย่ากันเดือนละ 11-12 คู่เรื่องเล่นไพ่ ก็สงบลงเหมือนกัน และได้มีการประชุมหัวหน้าพ่อค้าเพื่อไต่สวนดูว่าระหว่าง

เปิดให้เล่นการพนันกับหยุดเล่นได้เสียผลในการค้าขายอย่างไรบ้าง ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า การค้าขายดีขึ้น การให้สินค้าเชื่อไปจำหน่ายก็ดีขึ้น

เมื่อ 108 ปีก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงให้เลิกบ่อน เพราะเห็นผลเสียร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและครอบครัว ทรงให้คิดหารายได้เข้าคลังทางอื่นแต่คนสมัยนี้ กลับ “สิ้นคิด” จะหารายได้ด้วยการ ตั้งบ่อนการพนัน โดยไม่คำนึงถึงความฉิบหายของชาติบ้านเมือง ผมหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกล้าออกมาฟันธง จะเอาหรือไม่บ่อนการพนัน จะได้เป็น “แบบอย่างผู้นำที่ดี” อย่างที่ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงให้ ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ราษฎร.

“ลม เปลี่ยนทิศ”