วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ร่วมมือร่วมใจสู้ “เมอร์ส”

นึกไว้แล้วเชียวว่ายังไงๆ ไวรัสมฤตยูสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตผู้คนมาแล้วหลายคนในหลายๆประเทศ “เมอร์ส” จะต้องระบาดมาถึงเมืองไทยของเราแน่ๆไม่เร็วก็ช้า...

เพราะบ้านเราเป็นประเทศเปิด เป็นเมืองท่องเที่ยว เมืองส่งเสริมการลงทุน มีผู้คนเดินทางเข้าออกปีละหลายๆล้านคน คงจะมีใครสักคนที่ติดเชื้อ หรือเป็นพาหะนำพาโรค “เมอร์ส” เข้ามาสู่บ้านเราจนได้แหละ

ปรากฏว่าเมื่อเช้าตรู่วันศุกร์ที่ผ่านมานี่เอง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ต่างก็พาดหัวยักษ์ตัวเบ้อเริ่มว่า พบผู้ติดเชื้อ “เมอร์ส” รายแรกในประเทศไทยแล้ว

เป็นชายชาวโอมานวัย 75 ปี ที่ตั้งใจจะมาตรวจรักษาเกี่ยวกับโรคหัวใจที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แต่ทางโรงพยาบาลได้ตรวจพบอาการเมอร์สเสียก่อนจึงส่งไปสังเกตอาการและดูแลที่สถาบันบำราศนราดูร

จากนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและทีมคุณหมอชุดใหญ่ที่เชี่ยวชาญการต่อสู้กับโรคระบาดต่างๆ ก็ยกทีมมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนยืนยันว่าข่าวการพบผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สดังกล่าวเป็นเรื่องจริง

ขณะนี้อยู่ในระหว่างดูแลอาการของผู้ป่วยและติดตามผู้เกี่ยวข้อง หรือเคยสัมผัสหรือเคยติดต่อกับผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งให้มารายงานตัวเพื่อที่จะเฝ้าระวังดูอาการต่อไปว่าจะรับเชื้อไปบ้างหรือไม่

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าวท่านรัฐมนตรีได้ย้ำขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกขอให้เชื่อมั่นว่ากระทรวงสาธารณสุข โดยความร่วมมือกับทุกๆฝ่ายจะสามารถจัดการไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดที่รุนแรงและสามารถควบคุมการแพร่เข้ามาใหม่จากต่างประเทศเอาไว้ได้

ผมเห็นด้วยกับท่านรัฐมนตรีครับว่าเราไม่ควรตื่นตระหนกสำหรับข่าวคราวที่เกิดขึ้น แต่ก็ควรตระหนักไว้ และให้ความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการควบคุมดูแลและป้องกันไม่ให้โรคนี้แพร่กระจายออกไป

ผมยังเชื่อมือและความสามารถของฝ่ายราชการไทยที่มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นแม่ข่ายในการต่อสู้กับโรคระบาดร้ายแรงอยู่เสมอ เพราะยังจำได้ถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเราต่อสู้กับโรคซาร์สจนเอาอยู่ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้งานป้องกันโรคร้ายตัวใหม่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พวกเราประชาชนทั่วไปก็ควรให้ความร่วมมือและควรระมัดระวังไม่ให้เรากลายเป็นพาหะของโรคด้วยวิธีปฏิบัติง่ายๆที่กระทรวงสาธารณสุขเคยให้คำแนะนำไว้และใช้ได้ผลมาแล้ว

เริ่มจาก 1.กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ ตามมาด้วย 2.ใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปากทุกครั้งเมื่อจาม ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปสู่คนรอบข้างได้โดยตรง

3.หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรือถ้าจำเป็นที่จะต้องไปตามสถานที่แออัดก็ขอให้ 4.สวมหน้ากากอนามัยป้องกันไว้

ส่วนข้อ 5 นั้น เป็นข้อแนะนำทั่วๆไปที่ใช้ได้ในการต่อสู้กับโรคทุกโรค...นั่นก็คือ การออกกำลังกายและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

ทั้ง 5 ข้อ ซึ่งเป็นคำแนะนำที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำมาช้านานแล้ว และผมคิดว่าน่าจะยังใช้ได้ดีสำหรับการป้องกันการระบาดของโรค “เมอร์ส” ในคราวนี้

เพียงแต่เราอาจจะมีการประยุกต์หรือขยายความเพิ่มเติมในรายละเอียดของการปฏิบัติในบางข้อเพื่อให้ได้ผลมากขึ้น

เช่น ข้อที่บอกว่าหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด เราก็ควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับสถานที่ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมากๆ เช่น แถวๆซอยนานา บนรถไฟฟ้าบีทีเอส บนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงค์ ที่มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางใช้บริการเยอะ เป็นต้น

ที่ต้องเจาะจงให้ระมัดระวังคนตะวันออกกลางเป็นพิเศษก็ไม่ใช่เพราะรังเกียจเดียดฉันท์อะไรแต่เป็นเพราะไวรัสตัวนี้ โดยชื่อของโรคที่เขาเรียกว่า Middle East Respiratory Syndrome ซึ่งย่อมาเป็น MERS หรือเมอร์ส ก็บอกแล้วว่าต้นกำเนิดอยู่ที่ตะวันออกกลาง

ผมเชื่อครับว่าด้วยมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังของภาครัฐอย่างเข้มข้นบวกกับการปฏิบัติตนตามข้อแนะนำทั้ง 5 ข้อ ของพวกเราประชาชนชาวไทยทั้งหลาย จะช่วยให้เราผ่านวิกฤติโรคเมอร์สไปได้ในที่สุด

ส่วนจะช่วยไม่ให้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงมาอีกหรือไม่คงต้องติดตามกันต่อไป เพราะว่ากันว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยร่วงกราว เหตุหนึ่งก็เพราะข่าวพบผู้ติดเชื้อเมอร์สรายแรกในประเทศไทยนี่แหละ

ในขบวนคนที่ขวัญอ่อนที่สุดในประเทศไทย เกิดอะไรขึ้นนิดๆ หน่อยๆก็สะดุ้งตกใจเทหุ้นขายอุตลุดก็คือบรรดา “แมลงเม่า” ในตลาดหุ้นเมืองไทยนี่เองไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ!

“ซูม”

21 มิ.ย. 2558 10:17 ไทยรัฐ