วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กลอง (วิเศษ) ของตายาย

หนังสือดรุณศึกษา เล่ม ป.4 ภราดา ฟ.ฮีแลร์ แต่งเป็นตำราเรียนภาษาไทย สอนในโรงเรียนอัสสัมชัญ บทที่ 23 ถึง 28 สอนคำที่ใช้ตัว ษ.ฤาษี บทที่ 25 มีบทอ่าน นิยาย ยายกับตา...เด็กโรงเรียนวัดรุ่นผมสะดุดใจ ไม่เคยอ่าน...จึงตั้งใจอ่าน

ยังมียายกับตา ปลูกกระท่อมอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ตาผัวนั้นเอาธุระอยู่ก็แต่ไปเที่ยวไล่เนื้อยิงนกมาสู่กันกิน ฝ่ายข้างยาย ก็ได้แต่เที่ยวเก็บผักหักฟืน มากินบ้างเล็กๆน้อยๆ

วันหนึ่งๆ มิได้ทำไร่ไถนาปลูกต้นหมากรากไม้ ถึงกระนั้นก็ยังอยากจะมั่งมีศรีสุขกับเขาบ้าง ได้แต่นั่งบนบานเทวดาในชั้นฟ้าราศีทุกวี่ทุกวัน จนถึงกับพระอินทร์นั่งอยู่ในวิมานไม่เป็นสุขได้ ต้องเล็งทิพยเนตรลงมา เห็นตากับยายอยากจะมั่งมี

ท้าวโกสีย์คิดจะให้สมนึก หมดรำคาญ ก็เอากลองทิพย์ใบหนึ่ง กับไม้ตีกลองมาวางไว้ให้ที่ข้างๆกระท่อม

และเขียนเป็นอักษรภาษามนุษย์ไว้ที่กลองนั้นว่า

“กลองใบนี้สารพัดนึก เมื่อตีลงทีหนึ่ง นึกอย่างไรก็ได้อย่างนั้น แต่ตีได้นึกได้เพียงสามหนเท่านั้น”

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า ตาผัวไปแลเห็นกลองเข้า ก็ร้องตะโกนบอกยายเมียว่า “สมนึกแล้ว ยายโว้ย เทวดาบนสวรรค์ท่านโปรดเราแล้ว” เมื่อยายเมียได้ยินดังนั้น ก็ดีใจ รีบตะลีตะลานลงบันไดมา

ฝ่ายยายเมียเมื่อรู้ว่า ได้กลองทิพย์สารพัดนึกแล้ว ก็หัวเราะก้ากใหญ่ พลางว่า “ก็นึกเอาสวยเอางาม ก่อนสิแก”

ตาผัวร้องห้ามว่า “ไฮ้!นึกเอาเงิน เอาทอง ภูษา ผ้าผ่อนเสียก่อนซีวะ สวยงามเอาไว้นึกทีหลังเถอะ” ยายเมียตรงเข้ารั้งเอาไม้ตีกลองที่มือตาผัว แล้วว่า “มา ข้าจะตี นึกเอาสวยก่อน”

ข้างตาผัวไม่ยอมให้ แต่กษณะ (อ่านว่ากะสะหนะ แปลว่า ครู่ ครั้ง คราว) ที่รั้งกันไป เถียงกันมา ตาผัวโกรธจนตัวสั่น บันดาลโทสะ เงื้อตีกลองขึ้น ขู่ยายเมียว่า

“เออ!จะเอาสวยเอางาม เอามือ เอาตีนอะไร ก็เอาเถอะวะ” แล้วชิงตีกลองลงไปดังปุ๋ง และก็เผอิญมาดังปุ๋ง จำเพาะตรงคำว่า “เอาตีน”

กษณะ นั้น ก็เลยมีตีนเกิดขึ้นมา พะรุงพะรังเต็มตัวยายกับตา ตั้งร้อยตั้งพัน

เมื่อยายกับตาเห็นเป็นเช่นนี้ ต่างก็เสียใจพูดกันว่า “เราจะทำอย่างไรดี จะให้มันติดรุงรังเต็มตัวอยู่เช่นนี้กระไรได้ เราจำเป็นต้องตีกลองกันใหม่ อ้อนวอนพระเดชพระคุณ บนสวรรค์ให้ท่าน โปรดให้หาย “รุงรัง” สักที...” ว่าแล้วจึงให้ตาผัวตีใหม่

ครั้งที่สองนี้ ร้องขึ้นพร้อมกันทั้งยายกับตาว่า “ตีนหาย ให้หมด” ตีนก็หายหมดในบัดนั้น ซ้ำตีนของยายกับตาก็พลอยหายไปเสียด้วย เหลืออยู่แต่เพียงข้อเท้า

ยายกับตาทำหน้าเซียว ฟุบลงนั่งอยู่ด้วยกันทั้งคู่ “เอาเถอะ คิดดูเถอะ กลองหรือ ก็ตีนึกหมดเข้าไปสองหนแล้ว ยังเหลืออยู่อีกหนเดียวเท่านั้น”

สองคนผัวเมียปรึกษากันกะอุบกะอิบ กะอู้ กะอี้ อีกทีหนึ่ง ตกลงก็ต้องตีนึกเอาของเก่าให้กลับคืนมา...เหมือนเดิม

เลยไม่ได้สมบัติอะไรสักนิด เพราะหมดฤทธิ์หมดเดชของกลอง

ซ้ำวันนั้น ตาก็ไม่ได้ออกไปป่า ยายก็ไม่ได้ออกไปไร่ ทั้งยายกับตา ก็เลยไม่ได้อะไรมากิน

จบนิยาย ภราดา ฟ.ฮีแลร์ สอน (นักเรียน) ว่า คนนิสัยเกียจคร้าน มัวแต่นึกตำราหากินโดยไม่ขวนขวายทำการงาน มัวแต่ตั้งหน้าจะเถียงกันไป โดยไม่คิดทางได้ทางเสียเสียก่อน...ของก็เน่า โอกาสก็หาย อะไรๆก็กลายเป็นเปล่า

ครู ฟ.ฮีแลร์ ท่านแต่งตำราดรุณศึกษา ไว้เมื่อปี 2453 ครับ... ตอนนั้น คนทั้งบ้านเมืองยังไม่ค่อยรู้จักประชาธิปไตย...ระบอบที่คิดว่า ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อรู้จักก็อยากได้กันเหลือเกิน

ถึงวันนี้ บางบ้านเมืองทำท่า ประชาชนทุกคนเป็นใหญ่ ทุกคนอยากได้ทุกอย่างเหมือนใจฝ่ายตัวเองถึงขั้นรบราฆ่ากัน...ทหารเขาทนไม่ได้ ก็จึงต้องออกมาห้ามทัพ นิยายเรื่องประชาธิปไตย จึงจบคล้ายเรื่องยายกะตา

ได้กลองสารพัดนึกมาแล้ว...มัวแต่เถียงกัน ลงท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย ทหารเขาไม่อยากอยู่ ก็ต้องอยู่ต่อไป นี่ถ้า...ถึงเวลาทหารเขาไม่ยอมไป... จะโทษใครได้ ก็ต้องโทษตัวเอง.

กิเลน ประลองเชิง

21 มิ.ย. 2558 10:08 ไทยรัฐ