วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รูปสลักไดโนเสาร์หลงยุคแห่งเม็กซิโก

เชื่อว่าแฟนานุแฟนคอลัมน์ ไทยรัฐ ซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน หลายๆท่านน่าจะคุ้นเคยกับโบราณวัตถุหลงยุคหรือโอพาร์ทส (OOParts) กันมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเจ้าโอพาร์ทสที่ว่านี้ก็เป็นชื่อเรียกที่ย่อมาจากคำว่า “Out of Place Artifacts” ซึ่งก็แปลตรงๆว่าวัตถุที่อยู่ผิดยุคผิดสมัยผิดที่ผิดทางและไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์หรือเทคโนโลยีที่ร่วมสมัยกับความเก่าแก่ของวัตถุนั้นๆนั่นเองล่ะครับ

ในหน้าประวัติศาสตร์โลกเบี้ยวๆของเราใบนี้มีวัตถุที่ได้ชื่อว่าโอพาร์ทสปรากฏให้เห็นมากมายหลายต่อหลายชิ้นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโมเดลเครื่อง ร่อนหรือนกแห่งซัคคาร่า (Saqqara Bird) ที่ค้นพบในประเทศอียิปต์ ซึ่งเชื่อกันว่ามันอาจจะเป็นโมเดลเครื่องร่อนยุคแรกของโลกก่อนที่สองพี่น้องตระกูลไรท์จะสร้างเครื่องบินได้สำเร็จยาวนานนับพันๆปีก็ดี หรืออย่างเครื่องจักรกลปริศนาที่ชื่อว่า “แอนติไคเธียรา” (Antikythera Machine) จากกรีกโบราณก็ดีนับว่าเป็นโอพาร์ทสเช่นกันครับ เพราะมันอาจจะเป็นต้นแบบของคอมพิวเตอร์สำหรับการคำนวณอันซับซ้อนเครื่องแรกๆของโลกก็เป็นได้

โอพาร์ทสที่ยกตัวอย่างไปนั้น ถึงจะผิดยุคผิดสมัยไปบ้าง แต่ก็ผิดพลาดอยู่ในช่วงระดับ “พันปี” เท่านั้นเองครับ แต่โอพาร์ทสที่เรากำลังจะมาโฟกัสกันในครั้งนี้ ถ้าเป็นของแท้แน่นอนมันจะถือว่าหลงยุคในระดับ “ล้านปี” เลยทีเดียวครับ ถ้าไม่เช่นนั้น เราก็อาจจะต้องเขียนประวัติศาสตร์ใหม่กันทั้งหมดเลยก็เป็นได้ เพราะโอพาร์ทสที่เรากำลังจะมาพูดถึงกันในครั้งนี้ก็คือ “รูปสลักไดโนเสาร์แห่งอคัมบาโร” (Acambaro) ซึ่งค้นพบในประเทศเม็กซิโกเมื่อปี ค.ศ. 1944 ครับ!!

แน่นอนครับ ถ้าอ้างอิงตามตำราที่เคยร่ำเรียนกันมา ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปตั้งแต่เมื่อราว 65 ล้านปีที่แล้ว และมนุษย์ก็เพิ่งที่จะถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไม่กี่ล้านปีมานี้เอง พูดง่ายๆว่ายังไม่เคยมีหลักฐานใดเลยที่บ่งบอกว่ามนุษย์และไดโนเสาร์เคยอยู่ร่วมยุคร่วมสมัยกันมาก่อน แต่เจ้ารูปสลักแห่งอคัมบาโรนี้กลับหักล้างแนวคิดนั้น เพราะมันเป็นรูปสลักไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธุ์ แถมที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ รูปสลักบางชิ้นแสดงภาพคนกำลังขี่ไดโนเสาร์ หรือบ้างก็เป็นภาพไดโนเสาร์กำลังเขมือบมนุษย์ หรือนี่จะเป็นหลักฐานว่าไดโนเสาร์หลุดรอดหลงเหลือมาจนถึงยุคปัจจุบันจริงๆกันแน่ ครั้งนี้เราจะมาตามล่าหาความจริงไปพร้อมๆกันครับ

เดือนกรกฎาคม ค.ศ.1944 นักธุรกิจชาวเยอรมันนามว่าวาลเดมาร์ จูลสรู้ด (Waldemar Julsrud) ได้ค้นพบรูปสลักไดโนเสาร์ปริศนาเหล่านี้ระหว่างที่เขากำลังขี่ม้าอยู่ในอคัมบาโร ด้วยความสงสัยในความแปลกประหลาดของวัตถุที่ค้นพบจูลสรู้ดจึงได้ว่าจ้างชาวนาแถวนั้นให้ขุดหาวัตถุปริศนาเพิ่มเติมเผื่อว่าจะยังคงมีหลงเหลืออยู่อีกใต้ผืนดิน ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือจูลสรู้ดได้ค้นพบ เข้ากับรูปสลักแปลกประหลาดร่วม 32,000 ชิ้น ซึ่งว่ากันว่าต้องใช้เวลาถึง 7 ปีเลยทีเดียวครับกว่าจะขุดขึ้นมาได้ทั้งหมด

จากการตรวจสอบพบว่าวัตถุที่ทีมงานของเขาขุดค้นพบนั้นเป็นรูปสลักฝีมือมนุษย์ ซึ่งมีผลงานที่คาดว่าน่าจะเป็นของชาวอียิปต์โบราณรวมทั้งชาว สุเมเรียน (Sumerian) แห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียปะปนอยู่ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านั้นถือเป็นโบราณวัตถุที่อยู่ผิดที่ผิดทางเช่นกันครับ เพราะไม่เคยมีหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นใดที่บ่งบอกว่าอียิปต์โบราณ สุเม–เรียน และทวีปอเมริกาเคยติดต่อทางวัฒนธรรมกันมาก่อนจริงๆ แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะสิ่งที่แย่งซีนไปได้กลับเป็นบรรดารูปสลัก “ไดโนเสาร์” แห่งอคัมบาโรที่เรากำลังจะมาสืบหาความจริงอยู่นี่ล่ะครับ

รูปสลักไดโนเสาร์ที่ค้นพบมีทั้งแบบที่เดินสองขาและเดินสี่ขา รูปร่างหน้าตาเหมือนกับที่เราคุ้นๆกันจากในหนังสือเกี่ยวกับไดโนเสาร์
ไม่มีผิดเพี้ยน และที่สำคัญก็คือในบรรดารูปสลักร่วม 32,000 ชิ้นนี้มีอยู่หลายชิ้นด้วยกันที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์และไดโนเสาร์เคยอยู่ร่วมยุคกันมาก่อน นั่นแปลว่าถ้าโบราณวัตถุที่ค้นพบในประเทศเม็กซิโกเป็นของแท้ บรรดาทฤษฎีวิวัฒนาการต่างๆที่เคยร่ำเรียนกันมา รวมทั้งทฤษฎีการกำเนิดมนุษย์และทฤษฎีเรื่องการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์คงต้องมีการล้างบางกันขนานใหญ่อย่างแน่นอน และที่สำคัญก็คือถ้าว่ากันตามการตรวจสอบอายุด้วยวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนส์ (Thermoluminescence) ซึ่งเป็นการตรวจอายุวัตถุด้วยการวัดปริมาณสะสมของคลื่นรังสีในธรรมชาติที่เข้ามาวิเคราะห์รูปสลักไดโนเสาร์เหล่านี้อย่างเป็นทางการในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1969 และ 1972 แล้วนั้น มันก็ให้ผลที่น่าสนใจทีเดียวครับว่ารูปสลักเหล่านี้ถูกปั้นขึ้นมาเมื่อราว 2,500 ปีก่อนคริสตกาล หรือเมื่อประมาณ 4,500 ปีมาแล้ว นั่นหมายความว่าอารยธรรมแห่งเม็กซิโกโบราณเมื่อ 2,500 ปีก่อนคริสตกาลเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับไดโนเสาร์ จนทำให้พวกเขาสะท้อนวิถีชีวิตประจำวันออกมาในผลงานสุดน่าทึ่งอย่างรูปปั้นเหล่านี้เช่นนั้นน่ะหรือ!?

โอพาร์ทสเหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามในแวดวงวิชาการอย่างกว้างขวางเลยทีเดียวครับ เพราะมันผูกโยงไปถึงทฤษฎีมาก มายหลายข้อ ซึ่งเมื่อลองดูแล้วค่อนข้างเป็นที่กังขาในหมู่นักโบราณคดีอย่างแน่นอนล่ะครับ เพราะหลักฐานทางโบราณคดีแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์
ไม่เคยพูดถึงการอยู่ร่วมยุคกันของมนุษย์และไดโนเสาร์เลย นั่นจึงทำให้นักโบราณคดีแทบจะทุกท่านไม่ค่อยจะเชื่อกันตั้งแต่แรกอยู่แล้วครับว่ารูปสลักเหล่านี้จะเป็นของแท้แน่นอน นั่นจึงนำมาสู่การตรวจสอบรูปสลักเหล่านี้อย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้นักโบราณคดีก็ค้นพบหลักฐานสำคัญเข้าจนได้ครับ

ข้อสังเกตแรกที่นักวิชาการตั้งขึ้นมาเกี่ยวกับรูปสลักไดโนเสาร์เหล่านี้ก็คือ ถ้ามันเป็นของแท้ เหตุใดจึงไม่มีการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ปรากฏในรูปสลักบริเวณพื้นที่แถบเมืองอคัมบาโรบ้างเลย? และเหตุใดอารยธรรมในเม็กซิโกโบราณอื่นๆ ถึงไม่เคยจารึกหรือบันทึกอะไรเกี่ยวกับไดโนเสาร์เหล่านี้เลย? นั่นจึงทำให้นักโบราณคดีจากเม็กซิโกที่ทำการขุดค้นอย่างจริงจังเริ่มคิดแล้วครับว่ารูปสลักเหล่านี้จะต้องเป็น “ของเก๊” อย่างแน่แท้

เรื่องราวเริ่มจะโอละพ่อเข้าไปทุกทีแล้วครับ เราลองมาดูการตรวจสอบของนักโบราณคดีและมุมมองที่นักวิชาการมีต่อรูปสลักเหล่านี้ตั้งแต่มีการค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1944 กันบ้างดีกว่าครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ในปี ค.ศ. 1952 ชาร์ลส์ ดิเปโซ (Charles DiPeso) ซึ่งเป็นนักโบราณคดีที่ร่วมมือกับสถาบันอเมรินด์ (Amerind Foundation) ในรัฐอริโซนาของสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาทำการศึกษารูปสลักไดโนเสาร์ปริศนาของจูลสรู้ดพร้อมทั้งสังเกตถึงการขุดค้นของเขาด้วย จากการตรวจสอบครั้งนั้น

ดิเปโซได้เขียนเอาไว้ในบทความ “รูปสลักดินเหนียวแห่งอคัมบาโร” (The Clay Figurines of Acambaro) ที่ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1952 ว่ารูปสลักเหล่านั้นเป็นของเก๊แน่ๆครับ ด้วยการตั้งข้อสังเกตจากชิ้นงานรูปสลักดินเหนียวที่ค้นพบว่าผิวนอกของมันไม่ได้บ่งบอกถึงอายุที่เก่าแก่เลย แถมยังไม่มีเศษดินเข้าไปอัดอยู่ในรอยแตกต่างๆของรูปสลักอีกด้วย ซึ่งนับว่าแปลกมากครับเมื่อเทียบกับรูปสลักที่ถูกฝังมายาวนานร่วม 4,500 ปีชิ้นอื่นๆที่มักจะมีเศษดินเข้าไปอัดอยู่ตามรอยแตกเต็มไปหมด

นอกจากเรื่องดินแล้ว รูปสลักเหล่านี้ยังไม่มีร่องรอยความผิดพลาดของการถูกพลั่วหรืออุปกรณ์ขุดเจาะใดๆกระทบกับชิ้นงานเลยครับ ประหนึ่งว่าชาวนาที่จูลสรู้ดจ้างมาเป็นนักโบราณคดีมือฉมังยังไงยังงั้น มิหนำซ้ำเมื่อครั้งที่ดิเปโซเข้าไปสังเกตถึงทักษะในการขุดค้นของจูลสรู้ดและทีมงาน ก็พอจะเห็นว่าพวกเขาก็ไม่ได้มีทักษะที่น่าทึ่งเช่นนั้นแต่อย่างใด นั่นยิ่งทำให้รูปสลักไดโนเสาร์เหล่านี้ดูไม่ชอบมาพากลมากยิ่งขึ้นไปอีกครับ

อีกหนึ่งข้อสังเกตคือรูปสลักเหล่านี้ ถึงจะแตกหักเสียหายไปมากก็จริง แต่กลับไม่มีชิ้นส่วนใดที่หายไป เรียกได้ว่า ถึงจะแตกหัก แต่ชิ้นส่วนที่แตกออกก็ยังปรากฏให้เห็นครบถ้วน จนทำให้ดูเหมือนว่าใครก็ตามที่ประดิษฐ์รูปสลักเหล่านี้ขึ้นมา “จงใจ” ทำให้มันแตก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ของชิ้นงาน แต่มันกลับ “สมบูรณ์แบบ” มากเกินไปจนน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

หลักฐานชิ้นสุดท้ายที่ดิเปโซเสนอเหมือนจะเป็นไพ่ตายที่ทำให้บทสรุปของรูปสลักแห่งอคัมบาโรดูง่ายดายขึ้นนั่นก็คือเรื่องของชั้นดินทางโบราณคดีของหลุมที่ขุดเจอรูปสลักไดโนเสาร์เหล่านั้น ดิเปโซพบว่าชั้นดินในบริเวณนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารูปสลักเหล่านี้ถูกฝังอยู่ในหลุมที่เพิ่งถูกขุดขึ้นได้ไม่นานนัก โดยมีดินจากชั้นอื่นๆปะปนอยู่ด้วยอย่างเห็นได้ชัด

นั่นก็คือแท้ที่จริงแล้ว ชาวบ้านในอคัมบาโรนั่นล่ะครับ ที่เป็นคนทำรูปสลักเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อหลอกขายให้กับจูลสรู้ดที่ยินดีจ่ายเงินหนึ่งเปโซต่อรูปสลักที่ค้นพบหนึ่งชิ้น และจากรูปสลักที่ค้นพบกว่าสามหมื่นชิ้นก็ทำให้เราพอจะคำนวณเงินที่จูลสรู้ดต้องเสียไปให้กับชาวบ้านแห่งอคัมบาโรได้ไม่ยากเย็นนัก

คำถามที่สำคัญก็คือ แล้วชาวบ้านได้แรงบันดาลใจในการปั้นรูปสลักไดโนเสาร์เหล่านี้มาจากไหน เป็นไปได้ครับว่าพวกเขาจะจดจำรูปลักษณ์ของไดโนเสาร์เหล่านั้นมาจากภาพยนตร์ที่เข้าไปฉายในอคัมบาโร รวมทั้งบรรดาหนังสือการ์ตูนต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นทั่วไปตามแผงหนังสือ นอกจากนั้นแล้วที่เมืองหลวงเม็กซิโกซิตี (Mexico City) ยังมีพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ที่นี่มีโบราณวัตถุของแท้จากอียิปต์ตั้งแสดงให้ประชาชนได้เข้าชมกันด้วย ใครก็ตามจากอคัมบาโรสามารถจับรถไฟซึ่งมีมากถึงสามเที่ยวต่อวันเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ในเม็กซิโกซิตีแล้วจดจำรูปแบบของโบราณวัตถุเอามาสร้างเป็นของจำลองได้ไม่ยากเย็นนัก

ในปี ค.ศ.1978 ได้มีการนำเอารูปสลักไดโนเสาร์เหล่านี้มาตรวจสอบด้วยวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนส์อีกครั้งและพบว่าเทคนิควิธีในปี ค.ศ. 1969 ไม่ถูกต้อง เพราะมันไม่ได้วัดอายุที่แท้จริงของรูปสลักเหล่านี้แต่อย่างใด ผลการตรวจสอบครั้งใหม่พบว่ารูปสลักเหล่านี้เพิ่งผ่านการเผาไฟมาเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนหน้า ค.ศ.1969 ซึ่งก็ร่วมสมัยกับการค้นพบโดยทีมงานของจูลสรู้ดเมื่อปี ค.ศ.1944 พอดิบพอดีเลยครับ

ข้อเท็จจริงทั้งหมดนำไปสู่บทสรุปเพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะให้คำตอบกับตัวเองได้แล้ว ณ เวลานี้ สำหรับใครที่อยากเห็นโอพาร์ทสปริศนาเหล่านี้ด้วยตาตัวเองก็สามารถไปเยี่ยมชมของจริงกันได้ที่พิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของจูลสรู้ดในอคัมบาโร ประเทศเม็กซิโกครับ.

โดย : ณัฐพล เดชขจร
ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

20 มิ.ย. 2558 15:09 ไทยรัฐ