วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตัดทิ้ง“สีกากีเนื้อร้าย” “พงศพัศ พงษ์เจริญ” ยกระดับปราบยาเสพติด

สีกากีตกเป็นผู้ต้องหาอีกครั้งกับเหตุการณ์ ที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา ที่ได้มีการวางแผน จับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปราบปรามยาเสพติดเกือบทั้งชุด ยักยอกยาบ้าของกลางแล้วนำไปขายต่อให้สาย นำไปปล่อยต่อให้กับผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยและผู้เสพในชุมชน

สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และศรัทธาต่อการทำงานของตำรวจส่วนรวมอย่างยิ่ง

รู้กันอยู่แล้วว่า รัฐบาลนี้ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติดอันดับต้นๆ ถือเป็น วาระแห่งชาติ ที่ต้องเอาชนะให้ได้ มอบหมายให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นองค์กรขับเคลื่อนทั้งการปราบปรามและหยุดยั้งการแพร่ระบาด

ตำรวจมากระทำเสียเองย่อมสร้างความเสียหายต่อองค์กรเหลือคณานับ

ตอกย้ำเสียงร่ำลือชาวบ้านในชุมชนที่ส่งเสียงออกมาต่อเนื่องว่า มีตำรวจบางนายในพื้นที่นำยาบ้าให้สายมาเร่ขายโดยไม่มีการจับกุม หรือเมื่อจับกุมก็มีการลดจำนวนยาเสพติดที่จับให้ผู้ขายเป็นแค่ผู้เสพ ดำเนินคดีสถานเบาโดยมีเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น วาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายช่วยกันทำอาจเสียหายจากกลุ่มแก๊งตำรวจนอกรีตบางคน “พวกเสือหิวเสือโหย” ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดเป็นเรื่องอันตรายยิ่งนัก

กินอะไรไม่ได้ก็หันมาสวาปามยาเสพติด

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. คงไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังเกิดเรื่องรีบส่ง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.และรองผู้อำนวย-การศูนย์ป้องกันปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปแก้ไขปัญหาทันที

“เดินหน้าปรับมาตรการทำงานของ ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดของทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ”

พล.ต.อ.พงศพัศบอกกับทีมข่าวอาชญากรรม

“ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นจะต้องถูกพิจารณาโทษทัณฑ์หากพบว่า ปล่อยปละ ละเลยไม่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไปกระทำผิดกฎหมายร้ายแรงเสียเอง เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกต่อไป”

“การทำงานของตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดถือเป็นการทำงานที่ต้องใช้ความอดทน ตรากตรำเสียสละ และเสี่ยงภัยเป็นอย่างยิ่ง ตำรวจที่เข้ามาทำงานด้านนี้จึงต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่งในทุกวินาทีว่า จะต้องทำงานอย่างมืออาชีพ ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะกระทำผิดเสียเอง เนื่องจากการทำงานในชุมชนต่างๆที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในสายตาของประชาชน จึงต้องทำงานให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างแท้จริง”

รอง ผอ.ศูนย์ปราบปรามยาเสพติดให้นโยบายสำคัญกับตำรวจชุดปราบปรามด้วยว่า

“ที่สถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยาถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญของตำรวจทุกนายที่ทำงานด้านนี้ เป็นอีกครั้งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความจำเป็นต้องปรับมาตรการต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการทำงาน ถือเป็นนโยบายสำคัญของท่าน ผบ.ตร.ที่ไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะผู้บังคับ- บัญชาทุกระดับต้องให้ความสนใจ ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การสร้างขวัญกำลังใจ ที่สำคัญสูงสุดให้ความสำคัญสอดส่องดูแลลูกน้องไม่ให้กระทำผิดเสียเอง”

พล.ต.อ.พงศพัศให้รายละเอียดอีกว่า ในปัจจุบันชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดหรือ ชปส. กระจายทำงานอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 1,919 ชุด รวม 19,255 นาย เป็นชุดปฏิบัติการของสถานีตำรวจต่างๆในสังกัด บช.น. 168 ชุด 1,758 นาย ภาค 1 จำนวน 168 ชุด จำนวน 1,680 นาย ภาค 2 จำนวน 149 ชุด 1,600 นาย ภาค 3 จำนวน 250 ชุด 2,151 นาย ภาค 4 จำนวน 263 ชุด จำนวน 2,560 นาย ภาค 5 จำนวน 168 ชุด 1,576 นาย ภาค 6 จำนวน 183 ชุด 2,004 นาย ภาค 7 จำนวน 185 ชุด 2,006 นาย ภาค 8 จำนวน 137 ชุด 1,346 นาย ภาค 9 จำนวน 77 ชุด 618 นาย ศชต.อีก 56 ชุด จำนวน 629 นาย ตชด.อีก 84 ชุด 950 นาย และ บช.ก.มี 31 ชุด 377 นาย

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ชุดขยายผลและติดตามยึดทรัพย์อีก 197 ชุด กำลังพล 1,789 นาย

“เจ้าหน้าที่แต่ละชุดปฏิบัติการจะมีประสบการณ์ในการทำงานค่อนข้างยาวนาน เพราะต้องอาศัยความคุ้นเคยกับท้องที่และข้อมูลข่าวสารจากทุกฝ่าย การปรับมาตรการการปฏิบัติงานและตัวบุคคลในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเน้นเรื่องประสิทธิภาพ รวมถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมประเมินผลของผู้บังคับบัญชาด้วย”

รอง ผอ.ศูนย์กล่าวด้วยว่า ได้จัดกลุ่มผู้ปฏิบัติงานออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มแรก เป็นชุดที่มีผลงานเด่นชัด ทำงานด้วยความทุ่มเทเสียสละและอุทิศตน สามารถบรรเทาปัญหาในพื้นที่ที่รับผิดชอบให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ที่สำคัญสร้างความพึงพอใจให้ประชาชนในพื้นที่

สามารถนำผู้เสพเข้ารับการบำบัดอย่างต่อเนื่องและติดตามผู้บำบัดไม่ให้กลับไปใช้ยาเสพติดได้อย่างเด็ดขาด

ส่วนกลุ่มที่สองเป็นชุดปฏิบัติการที่มีผลไม่เด่นชัด แต่ไม่มีข้อมูลข่าวเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือกระทำผิดเสียเอง จำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นชุดที่ต้องปรับปรุงการทำงานเพื่อให้สอดคล้อง กับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่

กลุ่มที่สามเป็นชุดที่มีข่าวมีพฤติการณ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แม้จะไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน แต่จากการตรวจสอบปฏิบัติงาน จากประชาชนในพื้นที่ จากการประเมินของผู้บังคับบัญชา เห็นตรงกันที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนผู้ปฏิบัติงาน เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทันที

“การดำเนินการสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะออกเป็นมาตรการชัดเจน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในด้านนี้ได้ทราบถึงแนวทางการปฏิบัติและการประเมินผล รวมทั้งมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาในทุกระดับเป็นผู้ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด”

พล.ต.อ.พงศพัศย้ำชัดเจน

“ส่วนผู้ปฏิบัติงานดีเด่นในชุดต่างๆจะได้รับการปูนบำเหน็จอย่างชัดเจนด้วย นอกจากนั้น ผู้ปฏิบัติงานที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจะมีการพิจารณาด้านการปกครอง หากพบว่าผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ยาเสพติดจะถูกพิจารณาอย่างเข้มงวดเด็ดขาด”

“ท่าน ผบ.ตร.ได้ให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ของตำรวจชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นชุดที่จะต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาของชาติ ปัญหายาเสพติดในชุมชนต่างทุกพื้นที่ หากตำรวจคนใดในชุดปฏิบัติทั้ง 1,919 ชุด เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ว่าจะลักษณะใดก็ตาม หรือแม้จะเป็นเพียงคนเดียวย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลกับความเชื่อมั่นของประชาชน”

“ที่สำคัญจะทำให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดของชาติตามนโยบายของรัฐบาลสะดุดหรือไม่ประสบความสำเร็จได้”

พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวทิ้งท้ายว่า

“พฤติการณ์ของตำรวจที่ทำงานด้านนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเชื่อว่าตำรวจส่วนใหญ่ตระหนักดีถึงภารกิจและหน้าที่รับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่นี้ แต่เมื่อส่วนน้อยเข้าไปเกี่ยวข้องในวังวนดังกล่าว ตำรวจก็จะไม่ละเว้น ดังเช่นเหตุการณ์ตำรวจจับตำรวจที่เกิดขึ้น จึงขอชมเชยทุกฝ่ายที่ได้ช่วยกันตัดเนื้อร้ายออกไป”

ไม่มีใครจะช่วยปกป้องสีกากีชั่วได้อย่างแน่นอน.

ทีมข่าวอาชญากรรม

20 มิ.ย. 2558 11:42 ไทยรัฐ