วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

Expo Milano 2015 ข้าวแกงไทย...ขายดี!

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ทีมงานซอกแซกชีพจรลง เท้า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วไปดูละครเวทีที่เมืองพาซาดินา ประเทศสหรัฐอเมริกา สัปดาห์นี้เราไปต่อกันงานเอ็กซ์โป มิลาโน 2015 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี กันในทันที

เนื่องจากหัวหน้าทีมซอกแซกได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมชมอาคารไทยที่งานเอ็กซ์โป 2015 ดังกล่าว โดย บริษัทเวิร์คไรท์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมเฉพาะกาลระหว่างบริษัท เวิร์คพอยท์ และ ไรท์แมน ที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นผู้จัดสร้างอาคารไทย พร้อมกับนำเสนอเรื่องราวของประเทศไทย ในงานใหญ่ระดับโลกงานนี้

อย่างที่ทราบล่ะครับว่าหัวหน้าทีมซอกแซกยังอยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกายจากการไปผ่าตัดทำบายพาสหัวใจ ก็เลยส่งผมเป็นตัวแทนอีกครั้ง ให้ร่วมเดินทางไปกับคณะสื่อมวลชนกว่า 20 ชีวิต

งานเอ็กซ์โป มิลาโน 2015 มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมถึง 145 ประเทศทั่วโลก และจัดขึ้นในพื้นที่ 490 เอเคอร์ หรือประมาณ 1,240 ไร่ ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมิลานเท่าไหร่นัก สามารถเดินทางไปได้โดยทั้งทางรถสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า และรถประจำทาง

ราคาค่าตั๋วเข้างานเอ็กซ์โปนั้นราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 39 ยูโร ขึ้นอยู่กับประเภทของตั๋ว ซึ่งสามารถซื้อได้ทางอินเตอร์เน็ตหรือที่หน้างาน
เพื่อป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ก่อนเข้างานทุกคนต้องผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเหมือนตอนก่อนขึ้นเครื่องบินไม่ผิดเพี้ยนครับ

ก่อนไปงานนี้ผมก็ขอแนะนำว่าให้เตรียมร่างกายและรองเท้าผ้าใบไว้ให้พร้อมนะครับ เพราะภายในเนื้อที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของงานนั้น

จะไม่มียานพาหนะใดๆ ที่จะรับส่งทั้งสิ้น ต้องเดินเพียงอย่างเดียว โดยจะมีถนนเส้นกลางของงานที่อาคารของประเทศต่างๆ จะตั้งอยู่สองข้างทาง และจะมีซอยแยกย่อยๆ ซ้ายขวา ที่จะเป็นที่ตั้งของร้านอาหารมากมายจากหลายๆประเทศ

ผมและคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทยใช้เวลา 2 วันเต็มๆ ในการเดินชมงานเอ็กซ์โป มิลาโน 2015 แต่เนื่องจากเวลาที่มีจำกัดคณะของเราจึงเลือกเข้าชมเฉพาะอาคารประเทศที่ติดอันดับต้นๆของงาน อย่างเช่น ประเทศเจ้าภาพอิตาลี ประเทศเยอรมนี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล และอาคาร “ซีโร่” ขององค์การสหประชาชาติ

และจากที่สังเกตจากการเข้าคิวของผู้ชมที่ต่อแถวยาวเหยียดก็ยังมีประเทศยอดนิยมอย่าง คาซัคสถาน บราซิล ออสเตรีย อังกฤษ อาเซอร์ไบจาน และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งน่าเสียดายที่พวกเรายังไม่มีโอกาสได้เข้าไปชม

สำหรับอาคารของประเทศไทยหรือ “ศาลาไทย” ที่คุ้นเคยกันในอดีต ครั้งนี้ได้รับการออกแบบให้แตกต่างไปจากทุกๆครั้งที่ผ่านมา โดยใช้ “งอบ” ซึ่ง เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเกษตรกรไทยมาช้านานเป็นแรงบันดาลใจ

“อาคารงอบ” ของไทยนั้นเป็นอีกอาคารหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของสื่อต่างประเทศและยกย่องว่าเป็นอาคารที่สวยที่สุดอาคารหนึ่งของงาน และอยู่ในอันดับต้นๆของอาคารที่ผู้ชมให้ความสนใจมากที่สุดเช่นกัน

ยอดรวมตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 1 มิถุนายน มีผู้เข้าชมไปแล้วถึงกว่า 3 แสน 2 หมื่นคน และคาดว่ากว่าจะจบงานในเดือนตุลาคมจะมีผู้เช้าชม “อาคารงอบ” ไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน

จุดเด่นที่ผู้ชมให้ความสนใจนั้น นอกจากความดึงดูดใจของตัวอาคารแล้ว ความครึกครื้นจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นรอบๆอาคารตลอดเวลาก็มีส่วนสำคัญด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนาที่อยู่ด้านข้างของอาคาร หรือตลาดน้ำเล็กๆ ที่จำลองไว้ตรงบันไดพญานาคที่เป็นทางขึ้น เพื่อเข้าสู่นิทรรศการด้านในของอาคาร

รวมไปถึงการแสดงต่างๆ อย่างเช่น มวยไทย หุ่นละครเล็ก ผีตาโขน การประชันเปิงมางคอก ฯลฯ มาสลับเป็นรอบๆ สร้างความสนุกสนาน และได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเช่นกัน

ในหนึ่งรอบของการเข้าชมห้องนิทรรศการภายในอาคารงอบนั้นสามารถเข้าได้ครั้ง 150 คน โดยภายในแบ่งเป็น 3 ห้องใหญ่ คือ ห้อง “สุวรรณภูมิ” ที่ฉายหนัง 360 องศา ที่ว่าด้วยเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย

ห้อง “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีในการแปรรูปอาหารที่มีมาตรฐานไม่แพ้ชาติอื่นๆ

ห้องสุดท้ายคือ ห้อง “กษัตริย์แห่งเกษตร” ห้องนี้เป็นห้องฉายภาพยนตร์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการเกษตร
ทั้ง 3 ห้องสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง สังเกตได้จากเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องหลังการแสดงแต่ละรอบ

สุดท้ายก่อนที่จะจากกันก็จะต้องจบลงด้วยร้านขายของที่ระลึก แต่ที่อาคารงอบนั้นเราจบลงที่ร้าน “อาหารแห่งอนาคต”

ภายในร้านจะมีอาหารและเครื่องดื่มพร้อมรับประทานมากมาย มีเตาไมโครเวฟพร้อมอุ่นอาหารให้เปิบกันร้อนๆ

เมนูอาหารที่ขายดีก็คือเมนูแกงประเภทต่างๆ โดยเฉพาะ แกงมัสมั่น กับข้าวร้อนๆนั้นขายดีเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนเมนูของหวานยอดนิยมก็คือ ข้าวเหนียวมะม่วง กับ ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน

นอกจากอาหารพร้อมรับประทานที่สามารถรับประทานได้ทันทีแล้วก็ยังมีพวกน้ำซอสปรุงรสต่างๆ กะทิ ผลไม้แห้ง และอาหารที่พร้อมจะนำกลับไปทำทานเองที่บ้านได้อย่างง่ายๆ เช่น ชุดผัดไทย เป็นต้น

ผมสังเกตบรรยากาศภายในร้านอยู่พักใหญ่ เห็นคนเดินเข้าออกอย่างไม่ขาดสายและทุกคนต้องมีของติดไม้ติดมือออกไปคนละอย่าง
สองอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารแห้งหรืออาหารพร้อมรับประทานได้

โดยเฉพาะแกงมัสมั่นกับเบียร์ หรือน้ำผลไม้ เวลานำออกมานั่งกินกันเป็นแถวยาวตรงม้านั่งที่อยู่หน้าร้าน ได้บรรยากาศเหมือนนั่งกินอาหารริมถนนในเมืองไทย จนกลายเป็นที่เล่าลือว่าเป็นร้านอาหารริมถนนที่น่าไปลิ้มรสมากที่สุดร้านหนึ่งของงานเอ็กซ์โปครั้งนี้

ผมก็เลยอดไม่ได้ที่จะหยิบแกงมัสมั่นมาหนึ่งกล่อง กับน้ำมะพร้าว ออกมานั่งเคี้ยวเอื้องร่วมกับฝรั่งที่หน้าร้าน เพื่อซึมซับบรรยากาศ และเป็นการจบ 2 วัน แห่งการเดินของผมในงานเอ็กซ์โป มิลาโน 2015 ไปอย่างอิ่มหมีพีมัน.

ซูม จูเนียร์