วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยุทธศาสตร์ "ไม่เสียของ" คสช.เดินหมากซ้อน : โรดแม็ปลับ กระชับปรองดอง

ฟ้าฝนเอาแน่นอนไม่ได้

ในขณะที่กรุงเทพฯฝนตกอย่างต่อเนื่องแทบทุกวัน ตามสภาพที่เห็นเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ฝนตกทีไรก็น้ำท่วมขัง รถติดวินาศสันตะโรทุกที

และคนที่สะดุ้งทุกครั้งก็หนีไม่พ้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

เพราะเก้าอี้กำลังร้อน ท่ามกลางเสียงยุให้รัฐบาล คสช.ใช้มาตรา 44 อัปเปหิ

ในอารมณ์ตลกร้ายแบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.แกล้งอำกลางวงข้าราชการ เห็นฝนตั้งเค้ามาสงสัยจะตกไล่ผู้ว่าฯ กทม.

เรียกเสียงหัวเราะครืน ยกเว้น “คุณชาย” ที่ขำไม่ออก

คนเมืองกรุงต้องหงุดหงิดกับภาวะฝนตกน้ำท่วม แต่ในสถานการณ์ตรงกันข้าม ภาคเหนือ ภาคอีสาน ตลอดจนพื้นที่ลุ่มภาคกลางกำลังเจอภาวะฝนทิ้งช่วงไม่ตกตามฤดูกาล

วิกฤติภัยแล้งหนักจากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ในรอบ 5 ปี

ตามการยืนยันตัวเลขอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักอย่างเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เหลือใช้ได้อีกไม่ถึงเดือน

โดยที่กรมชลประทานทำได้แค่จัดพิธีขอฝนหน้าเขื่อนเท่านั้น

สถานการณ์ถึงขั้นที่นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องขอให้ทหารใช้มาตรการควบคุมพื้นที่ปลูกข้าวในเขตพื้นที่ลุ่มภาคกลาง 22 จังหวัดที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวนาปีอีก 4 ล้านไร่ ให้เลื่อนออกไปถึงเดือนกรกฎาคม เพื่อป้องกันความเสียหาย
บ่งบอกถึงระดับความร้ายแรงโดยรูปการณ์

ที่แน่ๆเป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้ ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่โยงต่อเนื่องกัน โดยแนวโน้มจากภาวะภัยแล้งก็ต้องส่งผลถึงภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในอาการซึมยาว

ชาวบ้านรากหญ้ากำลังเดือดร้อนปัญหาปากท้อง

แล้วนี่เกษตรกรชาวนา ชาวไร่ ยังต้องมาเจอภาวะภัยแล้งทำการเกษตรไม่ได้ ไม่มีรายได้ไปจับจ่ายใช้สอย มันก็ยิ่งกดทับซ้ำวิกฤติปากท้องไปกันใหญ่

เพิ่มโจทย์ยากๆให้รัฐบาลทหาร คสช.ต้องปวดหัวเพิ่มขึ้นไปอีก

อย่างที่รู้ๆกัน โดยธรรมชาติกระแสความไม่พอใจในภาวะคนเดือดร้อนจากปัญหาปากท้อง มันจะเป็นอันตรายกับฝ่ายบริหารไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐบาลทหาร

พาลเป็นหัวเชื้อให้ไฟต่อต้านลามทุ่งได้ง่ายๆ

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ดูเหมือนนาทีนี้จะไม่ห่วงแรงกระเพื่อมสักเท่าไหร่

โดยวิสัยของรัฐบาลที่เน้นความมั่นคงเป็นด้านหลัก ประเมินอารมณ์จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคลียร์กระแสปฏิวัติซ้อน ปมยึดอำนาจซ้ำ ในห้วงจังหวะการเปลี่ยนถ่ายอำนาจกองทัพในฤดูเกษียณอายุราชการ

“ถ้าจะปฏิวัติก็มาปฏิวัติซ้อนผมเลย มาเลย แล้วจะรู้”

สะท้อนอาการมั่นอกมั่นใจ “บิ๊กตู่” ชัวร์กับฐานกำลังหนุนตัวเองที่แน่นปึ้ก

ในขณะที่ทุกอย่างก็ยังอยู่ในกระบวนการตามโรดแม็ป คสช. โดยเฉพาะการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯกำลังอยู่ในขั้นปรับแก้ตามข้อเสนอจากฝ่ายต่างๆ

ท่ามกลางกระแสโหวตคว่ำรัฐธรรมนูญในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

และยังมีปรากฏการณ์ที่ล้อกระแส ตอกย้ำสถานการณ์ล้มกระดาน กับการขยับของฝ่ายตุลาการในการคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของคณะกรรมการตุลาการ

กระตุกแรงเสียดทานให้มีน้ำหนักไปกันใหญ่

รัฐธรรมนูญใหม่อยู่ในภาวะเสี่ยงพลิกคว่ำพลิกหงาย

แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องเดินโปรแกรมตามยุทธศาสตร์ในการเปิดช่องทางทำประชามติล่วงหน้า ล่าสุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณา 3 วาระรวดภายในวันเดียว

มีมติท่วมท้นให้ผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ที่มีเนื้อหลัก 7 ประเด็นตามที่คณะรัฐมนตรีและ คสช.เสนอ ในการแก้ปมกฎหมายรองรับเงื่อนสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นำมาซึ่งภาพ “โรดแม็ปเขาวงกต” ที่ สลับซับซ้อน

เปิดช่องเผื่อทางหนีทีไล่ ย้อนไปย้อนมา สุดท้ายยังสามารถกลับไปตั้งต้นใหม่ได้

รับมุกกันพอดีกับสูตรต่อโปรโมชั่นอำนาจพิเศษ คสช.ลากยาวไปอีก 2 ปี

แต่อย่างไรก็ตาม ประเมินจากทิศทางข่าวที่ออกมา ดูเหมือนที่ประชุม สนช.จะติดใจอภิปรายกันมากก็คือ ประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สนช.ที่มีการแก้ไขเปิดโอกาสให้คนที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิในคดีเลือกตั้งเข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองได้

พูดง่ายๆก็คือปลดล็อกให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111  และ 109

เปิดทางให้กลับมามีสิทธินั่งเก้าอี้รัฐมนตรี สนช. หรือตำแหน่งทางการเมืองใดๆได้

ตามท้องเรื่องเบื้องต้น มีการโยงไปที่การเปิดทางให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หนึ่งในทีม คสช. ในฐานะกระบี่มือหนึ่งด้านเศรษฐกิจ ได้หลุดพันธนาการออกมาช่วยงานรัฐบาลเต็มตัว

รับกับจังหวะจ่อปรับ ครม.เสริมทีมบริหารอาชีพให้ พล.อ.ประยุทธ์

นอกจากจุดของนายสมคิดแล้ว ยังเป็นการเปิดช่องเผื่อไว้สำหรับสถานการณ์ข้างหน้า ถ้ารัฐบาลทหารจะดึงนักการเมืองอาชีพบ้านเลขที่ 111 และ 109 เข้ามาช่วยงานทางการเมือง

ซึ่งประเด็นนี้ สนช.บางส่วนที่ต่อต้านนักเลือกตั้งอาชีพแสดงความไม่เห็นด้วย

เพราะมันคือการตัดโอกาสพวก “ลากตั้ง” คว้าโควตาตำแหน่งในห้วงอำนาจพิเศษ

แต่ที่น่าสนใจก็คือการอธิบายโดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงต่อที่ประชุม สนช.ถึงเหตุผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ในประเด็นคุณสมบัติต้องห้ามของ สนช.

เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน รัฐบาลต้องการให้เกิดการปรองดอง

จึงต้องแก้กฎหมายให้กับผู้ที่ติดร่างแหจากการกระทำผิดโดยไม่ได้เป็นต้นตอ แต่ถูกเพิกถอนสิทธิ ได้มีโอกาสมากขึ้น อาทิ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ เพราะมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค แต่ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ยืนยันไม่ได้แก้กฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ชัดเจนการปลดล็อกคนบ้านเลขที่ 111 และ 109 เป้าหมายอยู่ที่ “ปรองดอง”

เรื่องของเรื่อง โดยสถานการณ์มันก็สอดคล้องในทำนองเดียวกับสถานการณ์ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ของ คสช.

เดินงานอย่างได้เนื้อได้หนังมาเป็นรอบที่ 3–4 แล้ว

ตามคิวล่าสุดมีการเชิญนักการเมืองคู่ขัดแย้งจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองขั้วต่างๆเข้าพูดคุยกับทหารเป็นรายบุคคลที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิตเพื่อ ขอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปและการปรองดองเพื่อเดินหน้าประเทศ
ก่อนนำข้อเสนอส่งต่อรัฐบาล คสช.ต่อไป

โดยมีชื่อที่อยู่ในบัญชีประกอบไปด้วยนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขา-ธิการ นปช. นายถาวร เสนเนียม แกนนำกลุ่ม กปปส. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำม็อบพันธมิตรฯ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน รัฐบาลพรรคเพื่อไทย

น่าสังเกตคนที่อยู่ในข่ายได้รับเทียบเชิญรอบนี้เน้นเฉพาะเจาะจง

โฟกัสนายจาตุรนต์ ฉายแสง คือสัญลักษณ์ของการแข็งขืนกับรัฐบาลทหาร ไม่รายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. จนโดนล็อกขึ้นศาลทหาร ถูกขังในเรือนจำหลายวัน

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ กับ นายณัฐวุฒิ ใสย- เกื้อ ก็คือแกนนำระดับหัวโจกของกลุ่มเสื้อแดง นปช.

เช่นเดียวกับนายถาวร เสนเนียม ก็คือแกนนำม็อบ กปปส.ที่มีสถานะรองมาจาก “หลวงลุงกำนัน” หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำม็อบ กปปส.

เรียกได้ว่า ระดับ “ตัวพ่อ” แทบทั้งนั้น

และงานนี้มีการปล่อยให้สื่อมวลชนได้เสนอภาพข่าวช่วงที่นักการเมืองเดินทางเข้าพบ ศปป. มีการพูดจาทักทายกับนายทหารด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยกมือไหว้ทักทายกันตามปกติ

ทำให้บรรยากาศฉากหน้าออกมาดูดี

และนั่นก็ทำให้ประเมินไปถึงฉากหลังที่น่าจะมีการพูดคุยทำความเข้าใจ เจรจาเงื่อนไขกันในระดับหนึ่งก่อนแล้ว ตามสูตรการเมืองเกมอำนาจแบบไทยๆ

หนีไม่พ้นเกมล็อบบี้ เจรจาลับ

สอดรับกับการเดินหมากปรองดองในทุกมิติที่รัฐบาล คสช.พยายามเดิน “หมากซ้อน” กระบวนการคืนความสงบให้ประเทศไทยสลายปมขัดแย้ง ด้วยการปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามกฎหมาย

ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก

แน่นอน พูดกันตรงๆ เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครยอมรับแน่

แต่อย่างน้อยโดยปรากฏการณ์ที่สังเกตได้จากปมร้อนๆการถอดยศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยื้อออกไปเป็นรอบที่ไม่รู้เท่าไหร่ มันก็ทำให้คนที่ติดตามอดเอะใจไม่ได้

มันน่าจะมีอะไรในกอไผ่ วงในคงตกลงอะไรกันบางอย่าง

เอาเป็นว่าการเจรจาประสานประโยชน์ หาความลงตัวในปมขัดแย้ง เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์

ถึงจุดหนึ่งก็หนีไม่พ้นการตั้งวงเจรจาหาทางยุติสงคราม

ตามสูตรที่ คสช.กำลังใช้ “โรดแม็ปลับ” กระชับปรองดอง

ไม่ให้ปฏิวัติ “เสียของ” ซ้ำรอยเดิม.

“ทีมการเมือง”

20 มิ.ย. 2558 10:26 ไทยรัฐ