วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วงเสวนา ชี้ ปฏิรูป ก.ม.สิ่งแวดล้อม ยากทำได้จริง เวลากระชั้นชิด

สปช.ระบุ ข้อจำกัดผลักดันปฏิรูปสิ่งแวดล้อมหลากหลาย เวลากระชั้น ต้องเร่งใน 3 เดือน คปก.เสนอแก้ไข ม.57 เน้น สิทธิของ ปชช. ส่วนภาค ปชช.เลิกหวัง ไม่เชื่อจะปฏิรูปสำเร็จ เตรียมอ่านประกาศเจตนารมณ์ 24 มิ.ย.นี้

วันที่ 19 มิ.ย. 58 เวลา 10.00 น. ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเวทีเสวนาเรื่อง “ช่องโหว่กฎหมาย-การปฏิรูปสิ่งแวดล้อม” ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ, สมัชชาองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมาร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้ หลังจากที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กำลังเปิดเวทีรับฟังคำชี้แจง ขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ มาตรา 62, 63, 64, 92 และ 287 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดทำ EIA และ EHIA และมีเจตนารมณ์ให้ “พลเมืองเป็นใหญ่” เพิ่มความคุ้มครอง “สิทธิการมีส่วนร่วม” และเพื่อให้มีสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดี ถูกยื่นเสนอขอแก้ไขจากหน่วยงานของรัฐบางแห่งเพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ในระดับยุทธศาสตร์เป็นไปตามความต้องการในอนาคต รวมทั้ง สปช.บางกลุ่มก็ยังยื่นขอตัดบางมาตราที่อาจส่งผลให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมต้องยุติบทบาทลง

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ระบุว่า ยังมีข้อจำกัดจากเงื่อนไขด้านเวลาที่กระชั้นชิดมากเกินไป จากที่คิดว่า จะอยู่ได้อีก 8 เดือนเป็นอย่างน้อย กลับหดแคบเหลือเพียง 3 เดือน จึงจำเป็นต้องเร่ง และใช้วิธีจัดลำดับความสำคัญว่า เรื่องไหนที่จำเป็นต้องปฏิรูป เช่น เรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน อีกเรื่องก็คือเรื่อง กระบวนการยุติธรรม เพื่อกระบวนการอื่นๆ เดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ ความเห็นที่แตกต่างกันมากในเรื่องการปฏิรูปแต่ละด้านเป็นข้อจำกัดอีกส่วนหนึ่ง ด้วยแนวคิดและประสบการณ์ของกรรมาธิการ ทำให้การหาทางออกจากปัญหาต่างกัน ทั้งยังมีเงื่อนไขด้านเวลาที่มีอยู่น้อยยังทำให้การหาความเห็นร่วมกันเป็นไปได้ยาก

ขณะที่ นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ อีกหนึ่ง กมธ.ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สปช. เปิดเผยว่า ใน สปช. มีความแตกต่างทางความคิดกันมาก ซึ่งมองมุมหนึ่งถือว่า เป็นเรื่องดี แต่ก็ทำให้การเดินไปข้างหน้าสะดุด ทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ที่สุด และเป็นความหวังที่จะสามารถปฏิรูปสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ ประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้ประโยชน์สูงสุด แต่กลับมีความพยายามของคนบางกลุ่มที่จะตัดทอนให้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอ่อนแอลง หรือ ย้อนกลับไปเหมือนร่างรัฐธรรมนูญปี 2540

“มีกฎหมายบางฉบับของประชาชนที่กรรมาธิการโหวตสวนขึ้นมาว่า ไม่เห็นด้วย แม้ว่าจะอยู่ในกรรมาธิการเดียวกันก็ไม่เห็นด้วย เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่มิติที่ตัวเองเชื่อ หรือมิติที่ตัวเองเข้าใจมาตลอด แต่ว่าพอเวลาตัวเองเสนอก็เสนอแบบเดิมๆ กฎหมายบางฉบับปรับปรุงแล้ว แต่เสนอถอยหลังไปอีกเป็น 10-20 ปี คนที่เคยเป็นข้าราชการเก่าๆ ก็ยังยึดติดแบบเก่าๆ ไม่เปลี่ยนอะไรเลย แม้จะมีความพยายามเสนอแนวทางการปฏิรูปแบบใหม่ เขาก็บอกว่าไม่ใช่รูปแบบที่เขาถนัด ส่วนบางคนตอนประชุมเสนอความเห็นไม่เคยอยู่ แต่แหย่ขาเข้ามาค้านอย่างเดียว” นายหาญณรงค์ กล่าว

กมธ.ปฏิรูปทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่า รัฐธรรมนูญจะต้องปรับปรุงแล้วเสร็จภายในวันที่ 4 กันยายนนี้ ซึ่งเหลือเวลาประมาณ 60 วัน ทำให้เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ต้องเร่งรัด จัดทำรายงานให้แล้วเสร็จ ทำให้เนื้อหาในรายงานไม่สมบูรณ์ โดยจะระบุแค่เพียงเนื้อหาแต่ไม่ลงรายละเอียดแนวทางการปฏิบัติได้จริง รวมทั้งขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ของแต่ละภาคส่วนก็ไม่สามารถทำได้

เช่นเดียวกับ นายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์ ที่ทิ้งท้ายว่า แม้จะมีการตัดทอนเนื้อหาบางส่วนไปแต่ก็จะพยายามให้เนื้อหาภาคปฏิรูปดำรงอยู่ โดยคงสาระ ทิศทาง และหลักการสำคัญไว้ แต่จะมีความกระชับเพื่อตอบสนองคำแก้ไขของภาคส่วนต่างๆ แล้วเอารายละเอียดที่เคยเขียนอยู่เดิมที่ถูกตัดออกไปถ่ายลงในพระราชบัญญัติว่าด้วยการปฏิรูป ซึ่งจะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกฉบับที่จะมาขยายเนื้อหารายละเอียด และกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

ส่วน นางสาว ศยามล ไกรยูรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า ในด้านที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทาง คปก.มีข้อเสนอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเฉพาะมาตรา 57 เป็นสิทธิในการพัฒนา โดยมีหลักการสำคัญ คือ สิทธิในการมีส่วนร่วม สิทธิได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียม สิทธิได้รับข้อมูลคำชี้แจง และเหตผลจากหน่วยงานรัฐก่อนการอนุญาตให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัย

“เห็นได้ว่าเราจะมุ่งเน้นในเรื่องของสิทธิ ยังมีเรื่องของสิทธิในที่ดิน และสิทธิในสิ่งแวดล้อมอีก และให้ความสำคัญกับหลักการประเมิน EIA และ EHIA ต้องสอดคล้องกับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และยังมีเรื่องของการรับฟังความเห็นของประชาชน การรับรองสิทธิในการฟ้องหน่วยงานของรัฐ ทั้งหมดเป็นเรื่องสิทธิของประชาชนทุกด้าน เพราะต่อไป มันจะกลายเป็นข้อถกเถียงระหว่างเศรษฐกิจเสรี กับ เศรษฐกิจที่เป็นธรรม เราจะเอาอย่างไร สิ่งใดที่จะกระทบต่อผู้บริโภคและหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งหลังจากเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ยังมีหลายประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน” รองเลขาธิการ คปก.กล่าว

ด้าน นายภาคภูมิ พิธานรติวัฒน์ จากสมัชชาองค์กรชุมชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตนเองไม่มีความคาดหวังว่า จะสามารถปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อมได้ในรัฐบาลนี้ และรัฐบาลหน้า เพราะการผลักดันการปฏิรูปสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลมาโดยตลอด เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเรื่องความเติบโตของตัวเลข มากกว่าการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และสิ่งแวดล้อม การออกนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในหลายจังหวัดและโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ทำลายสิทธิชุมชนลงทั้งหมด

“ถ้ามีการพัฒนาที่มุ่งเน้นความยั่งยืนตั้งแต่แรก ก็ไม่มีปัญหาตามมา แต่ทุกโครงการมีแต่ตัวเลขของเงินงบประมาณ แต่ไม่มีการศึกษาผลที่จะตามมา สุดท้ายภาคประชาชนต้องหันกลับมาทบทวนกันว่า เราต้องเริ่มต้นปฏิรูปด้วยตนเอง ต้องร่วมกันแสดงพลังออกมา ทุกวันนี้นายกรัฐมนตรีจิบน้ำชากับพ่อค้านายทุน ไม่ได้มาจิบน้ำชากับภาคประชาชนเลย ส่วน สปช.ก็มีข้าราชการมากเกินไป เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งงานส่วนตัวก็เยอะอยู่แล้ว จะเอาเวลาไหนมาพิจารณาเรื่องปฏิรูปอีก”

ตัวแทนจากสมัชชาองค์กรชุมชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า วันที่ 24 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร ภาคประชาชนจะไปรวมตัวกันที่หมุดประชาธิปไตย ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่ออ่านคำประกาศเจตนารมณ์เพื่อผลักดันการปฏิรูปให้เป็นจริง

สปช.ระบุ ข้อจำกัดผลักดันปฏิรูปสิ่งแวดล้อมหลากหลาย เวลากระชั้น ต้องเร่งใน 3 เดือน คปก.เสนอแก้ไข ม.57 เน้น สิทธิของ ปชช. ส่วนภาค ปชช.เลิกหวัง ไม่เชื่อจะปฏิรูปสำเร็จ เตรียมอ่านประกาศเจตนารมณ์ 24 มิ.ย.นี้ 19 มิ.ย. 2558 18:40 ไทยรัฐ