วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยงยุทธ มั่นใจ มาตรการป้องกันเมอร์ส ไทย ดีกว่า เกาหลีใต้

“ยงยุทธ” มั่นใจมาตรการป้องกัน เมอร์ส ไทยดีกว่าเกาหลีใต้ ระบุ คนขับแท็กซี่ อาจไม่ติดเชื้อ เตือนประชาชนเฝ้าสังเกตอาการคนรอบข้าง หวั่น ติดเชื้อเพิ่ม ตรวจเข้มผู้โดยสาร ขาเข้า-ออกประเทศ

เมื่อเวลา 12.10 น.วันที่ 19 มิ.ย.2558 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพบผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สในไทยรายแรกเป็นชาวโอมาน ว่า เราต้องทราบความก้าวหน้าล่าสุดเสมอ และสิ่งสำคัญประชาชนต้องไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากรัฐบาลมีมาตรการป้องกันที่ดีรับรองเอาไว้แล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้มีการหารือแนวทางการป้องกันโรคดังกล่าว มากว่า 2 สัปดาห์แล้ว ตั้งแต่รู้ว่า โรคดังกล่าวได้แพร่เชื้อไปยังประเทศเกาหลีใต้ เราจึงเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ตนก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะนึกว่า โรคดังกล่าว จะแพร่เชื้อมาจากชาวเกาหลีใต้ แต่ปรากฏว่า เป็นการแพร่เชื้อจากประเทศต้นตอ คือ แถบตะวันออกกลาง

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากเราพบผู้ติดเชื้อได้เร็ว ซึ่งยังมีเชื้อน้อย ผลการตรวจก็พบว่า เป็นบวก บางครั้งพบว่า เป็นลบไม่ชัดเจน จึงได้มีการแยกตัวผู้ที่ติดเชื้อ ตั้งแต่ที่พบไปไว้ในห้องกักกันเชื้อทันที รวมถึงผู้ที่เดินทางมากับผู้ติดเชื้ออีก 3 คน ทั้งนี้ ส่วนผู้ที่สัมผัส อาทิ ผู้โดยสารที่เดินทางมากับผู้ติดเชื้อในเที่ยวบินเดียวกัน โดยเฉพาะ 2 คน ในแถวหน้าและหลังแถวที่นั่งบนเครื่องที่ติดกับผู้ติดเชื้อ คนในโรงแรมที่ผู้ติดเชื้อเข้าพัก รวมถึงผู้ขับรถแท็กซี่ ที่ผู้ติดเชื้อโดยสารไปส่งในที่ต่างๆ ซึ่งตนยังไม่ทราบว่า ได้มีการติดตามตัวคนขับแท็กซี่คันดังกล่าว พบหรือยัง แต่ถึงไม่พบ โอกาสที่จะติดเชื้อก็มีน้อยมาก เพราะช่วงเวลาดังกล่าว เชื้อในตัวผู้ติดเชื้อมีจำนวนน้อย ยังไม่ถึงขั้นติดต่อใครได้ แต่เราก็ยังไม่สามารถวางใจ ดังนั้นจึงต้องติดตามตัวให้พบโดยเร็วที่สุด

นายยงยุทธ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ตอนนี้อยู่ในการควบคุมเข้มงวด ไทยจะแตกต่างจากประเทศเกาหลีใต้ ที่ผู้ติดเชื้อต้องเดินทางไปตรวจหลายโรงพยาบาล เพื่อหาสาเหตุกว่าจะทราบผล ทำให้เชื้อแพร่กระจาย แต่ของไทยตรวจแล้วรู้ผลทันที ฉะนั้นมาตรการควบคุมเราน่าจะดีกว่า อย่างไรก็ตามเรายังวางใจสถานการณ์ไม่ได้ ตนจึงได้ขอให้ที่ประชุมคณะกรรมการเตรียมความพร้อมการป้องกันและแก้ไขโรคติดต่ออุบัติใหม่ รีบประชุมติดตามความคืบหน้าโดยเร็วที่สุด ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อครั้งเกิดโรค อีโบลาระบาด ซึ่งโรคเมอร์ส มีลักษณะใกล้เคียงกับโรคอีโบลา คือ ไม่มียารักษา จึงต้องเตรียมมาตรการควบคุมไม่ให้มีการติดต่อ ซึ่งจุดสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง คือ การตรวจสอบผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออกนอกประเทศที่สนามบินทุกแห่งที่ติดต่อกับนานาชาติ ซึ่งมีระบบการตรวจผู้โดยสารว่า มีไข้สูงหรือไม่ หากพบว่า มีไข้สูงเจ้าหน้าที่ก็จะนำตัวมาตรวจทันที

“ผมคิดว่าเมืองไทยน่าดีใจเพราะมีคนและระบบที่ตรวจสอบโรคดังกล่าวได้แม่นยำ ซึ่งน่าจะทำให้รู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ก็มีโอกาสที่มันจะหลุดรอดออกมาก็เป็นไปได้ ดังนั้นประชาชนต้องช่วยกันเฝ้าระวัง สังเกตอาการคนรอบข้างหากพบว่า ผิดสังเกตก็อย่าไปใกล้ชิดเด็ดขาด" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่า มาตรการควบคุมโรคของเราดีกว่าเกาหลีใต้ หรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ไม่อยากพูดแบบนั้น แต่ว่าเกาหลีใต้ได้พลาดไปจริงๆ เนื่องจากคนไข้ต้องรอถึง 9 วันว่า จะตรวจเชื้อ อีกทั้งยังต้องเดินทางไปหลายโรงพยาบาลเพื่อตรวจ ซึ่งถือว่าอันตรายมาก แต่ของไทยเมื่อมาถึงก็สามารถตรวจได้ทันที ส่วนอาการล่าสุดของผู้ป่วย ตนยังไม่ได้รับรายงานมาแต่อย่างใด.