วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บวรศักดิ์ถอย ยอมแก้ 'ปมร้อน' รธน. (ชมคลิป)

วิษณุชี้ปล่อย 111-109 สัญญาณ ‘ปรองดอง’

สนช.เสียงท่วมท้นผ่านฉลุย 3 วาระรวด แก้ รธน.ชั่วคราวทำประชามติ สมาชิกข้องใจปล่อยผีก๊วนบ้านเลขที่ 111-109 “สมเจตน์” อัดสวนทางมาตรการสกัดคนไม่ดี “สมชาย” ดักทางหาก รธน.ใหม่ ไม่ผ่านซาวเสียงรอบสองจะทำอย่างไร “บิ๊กป้อม” แจงปลดล็อกคืนความเป็นธรรม “วิษณุ” ยันรัฐบาลไม่เปลี่ยนจุดยืน แค่ส่งสัญญาณปรองดอง ไม่อาฆาตใคร ถ้าสะดุดจ่องัด ม.46 ขอแก้ รธน.ซ้ำ “บวรศักดิ์” ยอมถอยแก้ปมร้อนล่อเป้า หั่นทิ้ง ส.ว.ชงกฎหมาย-ตรวจรายชื่อ ครม. ใช้บัญชีรายชื่อ ส.ส.แบบเดิม “ประยุทธ์” ปัดดึงนักการเมืองร่วมสภาขับเคลื่อนฯ แพลมแก้ รธน.ยังไม่พอก็แก้ใหม่อีก “อ๋อย” เตือนอย่าทำประชามติแบบมัดมือชก

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น

สนช.เปิดเวทีแก้ร่าง รธน.ชั่วคราว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 มิ.ย.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่...พ.ศ....แบบ 3 วาระรวด ตามที่ ครม.และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เสนอ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายก รัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทน ครม.มาชี้แจงต่อ สนช. ทั้งนี้นายพรเพชรได้ชี้แจงหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ให้ที่ประชุม สนช.ทราบ จากนั้นนายวิษณุชี้แจงเหตุผลการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่า เพื่อเปิดทางให้ทำประชามติ ตลอดจนแก้ไขประเด็นอื่นที่ผูกพันให้ลุล่วงไปในคราวเดียวกัน มีการแก้ไข 7 ประเด็นอาทิ การแก้ไขคุณสมบัติผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสามารถเป็น สนช.และ ครม.ได้ การแก้ไขกรอบเวลาพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญจาก 60 วัน เป็นไม่เกิน 90 วัน การให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ การให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สิ้นสุดการทำงาน ภายหลังลงมติร่างรัฐธรรมนูญ และให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมาทำหน้าที่แทน

บี้ถามปล่อยผี 111–109 โหวตหน 2

หลังจากนั้นที่ประชุม สนช.เปิดโอกาสให้สมาชิกซักถามข้อสงสัยในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว มี สนช.ขออภิปราย 4 คนได้แก่นายสมชาย แสวงการ ซักถามว่า หากตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อยกร่างเสร็จแล้วหากทำประชามติไม่ผ่านจะทำอย่างไร นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช.ถามว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.หรือไม่ และจะสิ้นสุดการทำงานเมื่อใด ขณะที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. ตั้งข้อสังเกตว่าการปลดล็อกให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมาเป็น สนช.และ ครม.ได้ เหมือนส่งสัญญาณไปยัง กมธ.ยกร่างฯ ว่าผู้เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ไม่สอดคล้องกับมาตรการป้องกันคนไม่ดีมาบริหารประเทศ และ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ระบุว่าอยากให้การทำประชามติต้องมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเกินครึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง 49 ล้านคน จึงเป็นการทำประชามติที่แท้จริง

แจงปลดล็อกคืนความเป็นธรรม

พล.อ.ประวิตรชี้แจงว่า การปลดล็อกผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้ความเป็นธรรมในสังคมแก่ผู้ถูกลงโทษไปแล้ว แต่จะเลือกผู้เคยถูกเพิกถอนสิทธิมาทำงานหรือไม่ อยู่ที่ คสช.และรัฐบาล ไม่ใช่ว่าเราไม่แข็งกร้าว ส่วนสภาขับเคลื่อนฯ จะทำหน้าที่เรื่องปฏิรูปอย่างเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ สปช.ไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน อีกทั้งสภาขับเคลื่อนฯ ไม่ต้องมีการโปรดเกล้าฯ แล้ว จึงไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ไร้คำตอบโหวตรอบ 2 ไม่ผ่าน

นายวิษณุชี้แจงว่า ที่มาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน มาจากหัวหน้า คสช.เป็นผู้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เวลาไม่เกิน 6 เดือน จากนั้นให้ทำประชามติครั้งที่ 2 คาดว่าอยู่ในช่วงกลางปีหรือปลายปี 59 หากทำประชามติครั้งที่ 2 ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบ ขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน ถ้ากำหนดลงไป คงต้องเขียนถึงขั้นว่าถ้าประชามติไม่ผ่านครั้งที่ 6 ครั้งที่ 7 จะทำอย่างไรจะยิ่งยุ่งใหญ่ ขณะนี้มีมาตรา 46 อยู่ในมือ ถึงเวลาก็ขอแก้รัฐธรรมนูญ กลับมารบกวน สนช.อีกครั้งว่าจะทำอย่างไร ค่อยคิดกันอีกทีว่าสังคมต้องการอย่างไร ไว้ว่ากันในช่วงนั้น ยังมีเวลาคิดอยู่ ทั้งนี้ สภาขับเคลื่อนฯ จะมีอายุการทำงานไปกระทั่งมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญใหม่จะเขียนให้อยู่ถึงเมื่อใด อาจเลยไปถึงวันเลือกตั้ง หรือวันเปิดสภาฯ ครั้งแรกก็ได้

จากนั้นที่ประชุม สนช.ลงมติเห็นชอบรับหลักการในวาระ 1 โดยใช้วิธีการขานชื่อออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผย ซึ่ง สนช.รับหลักการอย่างท่วมท้น ด้วยคะแนน 204 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 คะแนน

เตือนปล่อยเสือสิงห์กระทิงแรด

ต่อมาเวลา 12.25 น. ที่ประชุมได้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราววาระ 2 โดยใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภาฯ พิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา การพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่น สมาชิกส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตมาตรา 3 ที่ให้ผู้เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็น สนช.และ ครม.ได้ แสดงว่ารัฐบาลเปลี่ยนจุดยืนใช่หรือไม่ โดยนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สนช. กล่าวว่า สภากาแฟสงสัยว่าการแก้ไขเรื่องนี้เจาะจงเพื่อคนกลุ่มใดหรือไม่ ฝากให้รัฐบาลระวังเสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่ปล่อยมาเที่ยวนี้มีทั้งดีไม่ดี ถ้าเลือกกลุ่มไม่ดีมา ความเสียหายต่อประเทศจะยิ่งมากขึ้น

“วิษณุ” ระบุส่งสัญญาณปรองดอง

ด้านนายวิษณุยืนยันว่า รัฐบาลไม่เปลี่ยนจุดยืน ไม่ได้ทำขัดหลักการรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ที่ห้ามผู้ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่จำเป็นต้องแยกแยะให้ออกว่าใครเป็นผู้กระทำผิดกับผู้ติดร่างแห เมื่อผู้ถูกเพิกถอนสิทธิได้รับโทษครบแล้ว ก็ไม่สมควรมีตราบาปติดตัวตลอดชีวิต เป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไม่ได้อาฆาตฝ่ายใด มุ่งที่จะปรองดอง การเลือกใครจะมาดำรงตำแหน่ง รัฐบาลจะตรวจสอบอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ว่าจะมาดำรงตำแหน่งได้ง่ายๆ ได้สอบถามประธาน กมธ.ยกร่างฯแล้ว ได้รับคำยืนยันว่า ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามบุคคลในส่วนนี้ไว้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ต้องเจือสมกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การมาห้ามไว้เป็นการส่งสัญญาณที่ไม่สู้ดีนัก

ห่วงตั้งคำถามประชามติให้ดีๆ

ขณะที่มาตรา 5 เรื่องขั้นตอนการทำประชามติ สนช.หลายคน อาทิ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และนายนรนิติ เศรษฐบุตร ตั้งข้อสังเกตว่าการให้ สนช. และ สปช.ตั้งคำถามเพื่อทำประชามติ สอบถามในประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และเมื่อประชาชนลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว จะแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ตามความเห็นของประชาชนในประเด็นคำถามประชามติข้อสองได้อย่างไร ซึ่งนายวิษณุชี้แจงว่า การกำหนดคำถามประชามติเพิ่มเติมนั้น ถามได้ทั้งเรื่องที่อยู่ในหรือนอกร่างรัฐธรรมนูญ เช่น เห็นด้วยกับการเปิดกาสิโนถูกกฎหมายหรือไม่ หรือเห็นด้วยกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือไม่ แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากแต่ละสภาก่อน ส่วนการแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญตามความเห็นของประชาชนในคำถามประชามติข้อสองนั้น คิดว่า ต้องตั้งคำถามให้ดี ถ้าตั้งไม่ดีก็อาจมีปัญหาได้ เช่น ถ้าลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไปตั้งคำถามว่า เห็นด้วยกับการเลือกตั้งนายกฯโดยตรงหรือไม่ ถ้าประชาชนบอกว่าเห็นด้วย ก็จะเกิดปัญหาต้องไปแก้รัฐธรรมนูญอีก

ลงมติท่วมท้นผ่านฉลุยวาระ 3

กระทั่งเวลา 15.10 น. หลังจากที่ที่ประชุม สนช.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวในวาระสองเสร็จครบทั้ง 9 มาตราแล้ว นายสุรชัย เลี้ยง–บุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุมได้ขอมติจากสมาชิก สนช.เพื่อลงมติขอความเห็นชอบการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราววาระ 3 โดยการขานชื่อลงคะแนนเปิดเผยทีละคน ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบท่วมท้นด้วยคะแนน 203 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 คะแนน รวมใช้เวลาทั้งสิ้น 5 ชั่วโมงเศษ

สนช.ชิ่งลงมติ 14 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงมติวาระ 3 มีสมาชิก สนช.ใช้สิทธิลงมติ 206 คน แบ่งเป็น เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 203 คน งดออกเสียง 3 คน ได้แก่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง และนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่สอง โดยมีสมาชิกไม่อยู่ร่วมประชุม 5 คน ประกอบด้วย พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา พล.อ.ไตรรัตน์ รังคะรัตน พล.ท.ภาณุวัชร นาควงษม์ และ พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล นอกจากนี้ มีสมาชิกยื่นใบลาต่อประธาน สนช.อย่างเป็นทางการ 9 คน ประกอบด้วย พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์–บริภาร พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร พล.อ.อ.ศิวเกียรติ์ ชเยมะ พล.ท.ศุภกร สงวนชาติศรไกร และ พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ

“บวรศักดิ์” คาดย้อนไปแก้ รธน.ชั่วคราว

เมื่อเวลา 14.00 น.ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะ กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวในงานปาฐกถาเรื่อง “รู้ลึก รู้ชัด กับอนาคตรัฐธรรมนูญ เนื่องในการฉลองครบรอบ 43 ปี แห่งการสถาปนาคณะนิติศาสตร์” ตอนหนึ่งว่า การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง และสร้างความปรองดอง กมธ.ยกร่างฯ จึงคิดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับปฏิรูป ขณะนี้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติมได้ปรับรายละเอียด โดยให้มีผลต่อการทำงานของ สปช. และ กมธ.ยกร่างฯ รวมถึงให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หากประชามติไม่ผ่าน ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้ระบุไว้ว่าจะให้ไปอย่างไรต่อ มองว่า ครม.และ คสช. หรือแป๊ะ ต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่การนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาประกาศใช้แน่นอน

ยอมถอยปรับแก้ปมร้อนล่อเป้า

นายบวรศักดิ์กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ ครม.เน้นมาก คือ ความสงบหลังการเลือกตั้ง ด้วยการมีหมวดปฏิรูป กรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป และการสร้างความปรองดอง อนาคตรัฐธรรมนูญนี้จึงขึ้นอยู่กับการที่ กมธ.ยกร่างฯ คงเจตนารมณ์ไว้ได้ แต่ปรับบทบัญญัติให้สอดรับกับความรับได้ของกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย ดังนั้นจึงไม่ใช่ฉบับในฝัน แต่เชื่อว่าน่าจะทำให้สังคมไทยขยับเคลื่อนไปได้ พยายามทำให้การเมืองใสสะอาดสมดุลเท่าที่สังคมไทยจะรับได้ในเวลานี้ ส่วนอนาคตของรัฐธรรมนูญจะเป็นเช่นไร ต้องไปถาม สปช.และ คสช. ตนตอบไม่ได้ เพราะยังไม่รู้อนาคตของตนเอง สำหรับประเด็นที่ กมธ.ยกร่างฯ ได้หารือและมีแนวโน้มที่จะปรับ คือ สภาตรวจสอบภาคพลเมืองระดับจังหวัด ไม่เขียนให้เป็นองค์กร ส่วนหมวดการเมืองมีแนวโน้มว่าจะปรับจำนวน ส.ส.จากแบบเขต 250 คน เป็น 350 คน จากบัญชีรายชื่อ 200 คน เป็น 150 คน และใช้บัญชีรายชื่อระดับชาติเหมือนเดิม ส่วนกลุ่มการเมืองมีแนวโน้มปรับออก และเปลี่ยนให้พรรคการเมืองตั้งง่ายขึ้น รวมถึงไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นของคนตระกูลใด สำหรับหน้าที่ของ ส.ว.คิดว่าจะปรับในส่วนการเสนอกฎหมาย ตัดอำนาจที่พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีออก ซึ่งถือเป็นการประนีประนอม

“บิ๊กตู่” ลั่นอยากได้ ปชต.ต้องร่วมมือ

เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่มีการอ้างแหล่งข่าวว่าการที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เชิญนักการเมืองเข้าร่วมหารือเพราะมีแนวคิดจะดึงเข้ามาเป็นสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศว่า ข่าวใคร คนตั้งใคร ตนเป็นคนตั้ง ถ้าถามตนก็ยังไม่มี สงสัยให้ถามตนอย่าไปเชื่อแหล่งข่าว ยืนยันว่ายังไม่มี ถึงวันนี้ยังไม่ได้คิด เรียกมาทุกเดือนอยู่แล้ว เรียกมาถามว่าจะทำอย่างไรจะปฏิรูปกันอย่างไร อยากจะรู้สถานการณ์วันนี้คิดอย่างไร บ้านเมืองเรียบร้อยไหม จะมีส่วนร่วมกันอย่างไร คือวันนี้ถ้าทุกคนจะไปสู่ประชาธิปไตยต้องร่วมมือกับเรา เพียงตอนนี้ทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบเตรียมตัวเองไว้อย่างไร ถึงเวลาเลือกตั้งตามโรดแม็ป ถ้าเป็นไปได้ก็ทำตามนั้น สื่อต้องไปถามเขาเพราะจะต้องรับต่อไปจากตน ไม่ใช่มาติตน เวลาถามข่าวไม่ใช่ถามเอามาโต้แย้งกับรัฐบาลตลอด อันนั้นเขาเรียกว่าสร้างความขัดแย้ง วันนี้อนุญาตให้คนพูดทุกเรื่อง ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ปิดกั้น ไม่มีที่ไหนเขาปล่อยแบบนี้ แต่พูดให้เป็นสาระ ถ้าจะให้คนเลือกครั้งหน้าก็พูดมาว่าจะปฏิรูปอย่างไร นโยบายพรรคจะทำอย่างไร คิดให้ออก ติอย่างเดียวอยู่บ้านเฉยๆใครก็ติได้

แก้ รธน.ให้–ไม่พอก็แก้ใหม่อีก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องการเมืองเรื่องเลือกตั้งอันนั้นก็ทำไป เดินไปโรดแม็ปยังเหมือนเดิมทุกประการไม่ได้แก้ซักอย่าง รัฐธรรมนูญก็ต้องเตรียมการเผื่อไว้ก่อน แก้ให้เดินหน้าได้ ไม่ใช่พอถึงเวลาแล้วติดขัดแล้วเดินไม่ได้ก็มีปัญหาอีก ไม่พอก็แก้ใหม่อีก อยากจะได้อะไรก็ให้ทั้งหมดนั่นแหละ ไปเสนอมาหาช่องทาง ถ้าทุกคนยังเอาตัวเองเป็นใหญ่กันทั้งหมด มันไปไม่ได้ ยังไงตนก็เอาไม่อยู่ คือ ตนมีหน้าที่ดูแลคนอีกเยอะแยะ การเมืองคือการเมือง ใครมีหน้าที่แก้การเมืองก็แก้ไป สปช. สนช.เขาก็ไม่ได้มีหน้าที่แก้ เขาแก้กฎหมาย ซึ่ง สปช.ก็มีทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หลายคนก็อยู่ในพรรคการเมืองอยู่แล้ว เป็นตัวแทนพรรคการเมืองเข้ามายืนเป็น สปช.อยู่แล้ว จะบอกไม่รู้เรื่องได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นแสดงว่า สปช.ในจุดมุ่งหมายหลักของเรา ต้องการให้ สปช.แก้ปัญหาความปรองดองในชาติให้สงบเรียบร้อยให้ได้ แสดงว่าอย่างไรก็ไม่ได้อยู่แล้ว ต้องไปหาวิธีใหม่ว่าจะทำอย่างไร ตนไม่รู้ ถ้าได้ก็จบ

เข้าใจ “อานันท์” แค่เตือน

เมื่อถามถึงกรณีที่นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯระบุว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหาความสงบเรียบร้อยได้เพียงผิวเผินเท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ตอบอย่างมีอารมณ์ว่า ใครล่ะ มันอยู่ที่ใคร ตอบสิว่าใครที่ทำให้เกิดความไม่สงบ รัฐบาลหรือการปรองดองต่างๆ มันก็ไม่ใช่ตน แต่คนในชาติต้องปรองดอง จะใช้มาตรา 44 ไปบังคับก็ไม่ได้ ความหมายของท่านอานันท์ บอกว่าสิ่งที่ทำวันนี้ทุกอย่างดี แต่ต้องทำให้เร็ว เพราะสถานการณ์มันไม่สงบนัก ท่านต้องการเตือนพวกเรา เพราะบ้านเมืองยังไม่สงบ ตนคุยกับท่านอยู่แล้ว อะไรที่ท่านเสนอหรือแนะนำมาตนก็ฟังเป็นแนวทางในการปฏิบัติพิจารณา สื่อเองก็หัดฟังคนอื่นเขาบ้าง ฟังแล้วก็อย่าเอามาตีกัน ตนก็เหนื่อยใจกับบรรดาความคิดแบบนี้ นายอานันท์ไม่ได้ว่าอะไรเลย เพียงแต่บอกว่าอยากให้เปิดมากขึ้น แต่ถามว่าเปิดได้หรือยัง จะให้เปิดมากกว่านี้หรือ เปิดเวทีมาปลุกระดมหรือไง ถ้าสื่อถามคำถามแบบนี้อย่ามาถาม

โวยอย่ากล่าวหาทหารอยากมีอำนาจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนอยู่ในอำนาจตรงนี้ยังไม่ได้ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ใช้กระบวนการตามประชาธิปไตยในการทำงาน การบริหารราชการ ไม่ได้สั่งให้ทำอย่างเดียว แต่หารือใน ครม. ไปศึกษาแผน ทำงานบูรณา– การระหว่างกระทรวง ถือเป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง สื่อไม่เคยเกรงใจเท่าไหร่ หนำซ้ำจะเอาทุกอย่างจากตน อย่าลืมว่าพวกท่านไม่ได้เลือกมาตนมาเอง และมาแก้ปัญหาทุกเรื่อง ก็ไม่รู้จะมาเอาอะไรอีก เหมือนกับไม่พอใจอะไรสักอย่าง ขอให้ทุกคนกลับไปถามตัวเองว่าทำหน้าที่ของตัวเองดีแล้วหรือยัง และไม่ต้องมากล่าวหาว่าทหารอยากมีอำนาจ อำนาจอะไรวะ ถ้าตนมีอำนาจ สื่อมาถามอย่างนี้ไม่ได้หรอก เขียนอะไรก็ไม่ได้ แต่วันนี้อยากเขียนอะไรก็เขียนได้เสรี ยังจะไม่พอใจกันอีก จะปลุกระดมกันให้เต็มเมืองเช่นนั้นอีกหรือ

ดักคอห้ามปลุกม็อบชาวนา

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกษตรกรต้องการน้ำว่า ขณะนี้น้ำไม่มีก็จะเอาให้ได้ ต้องมองข้อเท็จจริงว่าจะเอาน้ำมาจากที่ใด ต้องมองว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ และต้องหามาตรการดูแล แต่อย่าไปปลุกให้ออกมาเดินขบวนประท้วง ออกไม่ได้ ให้คนไปทำความเข้าใจแล้ว ขอร้องว่าอย่าออกมา และอย่าให้ต้องบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้ขู่ แต่อย่ามาบังคับ การผันน้ำนั้นเรามีแผนอยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่คิด แม่น้ำโขง สาละวิน น้ำยม คิดหมดแล้ว ถามว่าการดำเนินการในแม่น้ำโขงใช้เงิน 2 ล้านล้าน เฉพาะโครงการเดียว ไปหาเงินมาแล้วจะทำให้ในวันนี้เลย ต่อจากนี้แม่น้ำอื่นก็ต้องใช้เงินอีกหลายหมื่นล้านก็ไปหามา ต้องเขียนแบบนี้ให้ตน ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่คิด แก้ไขปัญหาไม่เป็นทำไม่ถูกแล้วตอนมันอยู่ ทำไมไม่ทำกัน

มท.พร้อมหนุนทำประชามติ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการทำประชามติ ว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง มีความพร้อมในส่วนของทะเบียนราษฎรและการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิอยู่แล้วในทุกจังหวัด การทำประชามตินั้นต้องทำตามขั้นตอน ต้องดูว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 อย่างไร แต่ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็ปและกฎหมาย ส่วนกรณีที่นายกฯพูดที่ประเทศสิงคโปร์ว่า จะมีการเลือกตั้งในปี 2559 เข้าใจว่าจากเดิมเราคาดว่าจะเลือกตั้งปลายปี 2558 แต่เมื่อมีการประชามติก็ต้องขยายเวลาออกไป

นปช.วอนเปิดกว้างซาวเสียง

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต นักการเมืองที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เชิญมาร่วมหารือทยอยเดินทางมาตามคำเชิญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมหารือว่า การเชิญมาครั้งนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นทีละคนหลังจากเชิญเป็นกลุ่มใหญ่มาแล้ว วันนี้ตนจะมาพูดคุยเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ สถานการณ์การเมือง และความเดือดร้อนของประชาชน ที่เห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ไข นอกจากนี้ จะหารือถึงการขอเปิดพีซทีวีที่ยังถูกระงับการออกอากาศอยู่ด้วย ส่วนการทำประชา มติร่างรัฐธรรมนูญต้องโปร่งใสเป็นธรรม อย่าให้มีข้อครหา ต้องเปิดกว้างให้ผู้สนับสนุนและคัดค้านได้แสดงความคิดเห็น ต้องไม่ใช้อำนาจรัฐ มิฉะนั้น จะถูกต่อต้าน สำหรับการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ส่วนตัวไม่เห็นด้วย แต่ถ้าจำเป็นต้องมีจริงๆ ขอให้ตั้งคนที่ไม่มีธงมาตั้งแต่แรก ไม่มีอคติ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เหมือน สปช.และ สนช.บางส่วน ส่วนความเป็นไปได้ที่นักการเมืองบ้านเลขที่ 109 และบ้านเลขที่ 111 จะเข้ามาร่วมสภาขับเคลื่อนฯ นักการเมืองจริงๆไม่อยากเข้ามาตรงนี้ ต้องการรอเข้าสู่สนามเลือกตั้งมากกว่า

“อ๋อย” แนะเชิญผู้รู้ให้ข้อมูลปรองดอง

เวลา 10.45 น. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมหารือตามคำเชิญของ ศปป. ว่า การหารืออยู่ใน 4 ประเด็นคือ การบริหารและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยรวม การปฏิรูปร่างรัฐธรรมนูญ การแก้ไขความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง และการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง โดยเสนาธิการทหารบกได้รับร่างโครงการเสวนาเพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับความปรองดองในประเทศไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตนได้เสนอให้เสนาธิการทหารบกไปเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยได้ขอให้คิดต่อในการเชิญผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ มาร่วมหารือเพื่อสร้างความปรองดองต่อไปด้วย

เตือนมัดมือชก จะสงบไม่ยั่งยืน

นายจาตุรนต์กล่าวด้วยว่า สำหรับเรื่องการทำประชามตินั้นยืนยันว่าต้องมีการทำประชามติแบบเสรี สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางทั้งผู้สนับสนุนและไม่สนับสนุน และควรมีทางออกที่ชัดเจนว่าถ้าทำประชามติไม่ผ่านแล้วจะทำอย่างไร ไม่ใช่จะร่างรัฐธรรมนูญไปเรื่อยๆ ขอย้ำว่าถ้าไม่แก้ไขสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และปล่อยให้มีการบังคับใช้ จะทำให้เกิดความขัดแย้งเสียหายขึ้นในอนาคต ประเทศจะไม่เป็นประชาธิปไตย สุดท้ายบ้านเมืองจะไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลบริหารประเทศต่อไม่ได้ ขอเตือนว่าอย่าทำประชามติแบบมัดมือชก เพียงให้ประชาชนออกมาแสดงความเห็นแค่เห็นด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้วเราจะได้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เราจะได้แค่ความสงบที่ไม่ยั่งยืน สุดท้ายบ้านเมืองก็จะเกิดความขัดแย้งอีก

“ณัฐวุฒิ” จี้นายกฯอบรม สปช.

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าหารือกับ ศปป.ว่า ได้ฝากไปถึงนายกฯให้เร่งแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เพราะจากที่สัมผัสกับประชาชนพบว่าทำมาหากินยากขึ้น รายได้ลด แต่ภาระในชีวิตเท่าเดิม สถานการณ์น่าเป็นห่วงกว่าช่วงปี 40 ที่ผ่านมา มีแต่กิจการที่ประสบปัญหาเดือดร้อนไปถึงคนหาเช้ากินค่ำ คนระดับล่างทั้งหมด ส่วนเรื่องการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตนเสนอให้นายกฯ พิจารณาอยู่ในอำนาจตามกรอบเวลาโรดแม็ปที่ประกาศไว้ อย่าไปเคลิ้มตามเสียงเชียร์ของคนในเรือแป๊ะ เพราะไม่ใช่สัญญาณที่แท้จริงจากประชาชน อยากให้นายกฯปรับทัศนคติของคนในแม่น้ำ 5 สายด้วย เพราะ สปช.บางคนแสดงออกโจ่งแจ้งถึงขั้นประกาศจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐบาลอยู่ต่อนานๆ ดูแคลนประชาชนมากไป ไม่มีความจริงใจกับประชาชน แต่ไม่ได้มองว่านายกฯเออออไปกับเรื่องนี้ และก็ไม่ได้เรียกร้องให้รีบเลือกตั้งหรือเป็นปฏิปักษ์กับนายกฯ

ผบ.ตร.กำชับเช็กยิบถอดยศ “ทักษิณ”

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 18 มิ.ย. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงเรื่องการถอดถอนยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าขณะนี้ส่งเรื่องทั้งหมดให้สำนักงานกำลังพลแล้ว ทางสำนักงานกำลังพลจะมีการตรวจสอบหาข้อสรุป และทำตามขั้นตอนต่อไป ส่วนระยะเวลาการดำเนินการขึ้นอยู่กับสำนักงานกำลังพล เบื้องต้นกำชับให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด รอบคอบ ไม่ใส่ร้ายป้ายสี หากไม่แน่ใจข้อมูลในจุดไหน ให้ทำการตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ปชป.ก้นร้อนถกแก้น้ำท่วมกรุง

เมื่อเวลา 13.30 น.ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายณัฐ บรรทัดฐาน นายโกวิทย์ ธารณา และ น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ อดีต ส.ส.กทม.พร้อมด้วยอดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) รวม 20 เขต ร่วมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

นายสุทธิเปิดเผยหลังหารือว่าจะเร่งหาข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ก่อนนำไปให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ส่งต่อไปยังม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.ต่อไปโดยเร็วที่สุด ปัญหาน้ำท่วมขังทำให้ประชาชนเดือดร้อน กระทบต่อภาพลักษณ์การบริหารงานกรุงเทพมหานครที่พรรคได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงเทพฯมาถึง 12 ปี เห็นควรให้ผู้ว่าฯกทม.แต่งตั้งบุคคลเข้าไปช่วยเหลืองานเร่งด่วน ในฐานะที่ปรึกษาที่ไม่มีเงินเดือน

นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข่าวทีมงานผู้ว่าฯกทม.ประกาศ ลาออกจากเหตุมีปัญหาขัดแย้งภายใน และอาจกระทบกับพรรคว่า ไม่มีปัญหา เชื่อว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์จะหาคนมาทำงานแทนได้เพราะเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว และเป็นผู้ว่าฯ กทม.มา 6 ปีแล้ว พรรคคงไม่เข้าไปยุ่งอะไร

คสช.ขู่ออกหมายจับ 9 นศ.ดาวดิน

ช่วงค่ำ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า วันที่ 19 ก.ย. เป็นวันสิ้นสุดการผ่อนผันเข้ารายงานตัวของนักศึกษากลุ่มดาวดิน 9 คน ที่จัดกิจกรรมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ ต้องมารายงานตัวตามหมายเรียกของ สภ.เมืองขอนแก่น ข้อหา “ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หากไม่มาจำเป็นต้องยึดเงินประกันจำนวน 50,000 บาท พร้อมออกหมายจับในข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช.ที่ 7/2557 และเชิญผู้ปกครองมาพบเจ้าหน้าที่ อยากฝากถึงผู้ปกครองให้ดูแลบุตรหลาน ไม่ควรกระทำการที่ขัดต่อกฎหมาย ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พยายามให้โอกาสและลงโทษสถานเบาที่สุด แต่หลายคนยังมีพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำซาก ไม่เป็นไปตามที่เคยรับปากจึงต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น 19 มิ.ย. 2558 08:15 ไทยรัฐ